ศาสนา

610723_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาให้มีสภาวะอันพ้นตรรกะ

อ่านทั้งหมดที่ หรือดาวโหลดเอกสารที่… https://drive.google.com/open?id=1VR_P8T1nI343ztot5al2UTehvdj-470kESzMfHBn-d0

ดาวโหลดเสียงที่.. https://drive.google.com/open?id=1fCfuhlYZcxwwHEHTJOVv_itXgdWTbPIn

สมณะเดินดิน ว่า…วันนี้เป็นวันบวรของชาวราชธานีอโศก วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2561 วันนี้เราจะมีกิจกรรมร่วมกัน กิจกรรมที่สำคัญคือร่วมฟังธรรม

วันนี้เรามีการบวชสมณะเพิ่มขึ้นอีก 1 รูป สมณะรูปสุดท้ายรูปที่ 88 ได้จากเราไปคือหลวงตาพรหมจริโย วันนี้มีท่านสันติ อาภัสสโร ก็เข้ามาแทน ท่านเป็นพระอาคันตุกะอยู่กับเรามา 7-8 ปีแล้ว เข้ามาเป็นรูปที่ 88 ปีนี้ สมณะรูป 88 จากเราไป แล้วเราได้สมณะรูปที่ 88 มาอีก 1 รูป เป็นปีที่มีเดือน 8 สองหนด้วย

หลวงตาพรหม ชื่อเดิม คือแดนเดิม พรหมจรรย์ พ่อครูถึงตั้งฉายาให้ว่า พรหมจริโย ผู้มีความประพฤติดั่งพรหม และท่านก็เป็นผู้ที่มากด้วยความเมตตากรุณา ช่วยเหลือทุกคน ใครเจ็บใครป่วยใครไม่สบายใครตายก็ไปตลอด ปะที่สันติอโศกเป็นมะเร็งท่านก็ไปเป็นเพื่อนพบหมอด้วยเสมอ น้ำหนักของความเมตตามีมาก เป็นพรหมของชาวอโศก มีคนบอกว่า ความเป็นพรหมไม่น่าจะมีที่หลวงตาคนเดียว น่าจะไปอยู่ที่หัวใจของชาวอโศกทุกคน ที่เราจะมองกันด้วยความเมตตา ด้วยความเป็นพรหม

วันนี้เราก็คงจะได้มาฟังสัจจะจากพ่อครูอีกครั้งหนึ่ง

พ่อครู ว่า…เอา sms เมื่อวานก่อน SMS วันที่ 22 กค. 2561

_2166พ่อท่านครับคนใส่ชุดสีเทามีผ้าโพกหัวเป็นคนอินเดียหรือเปล่าครับ?ผมสังเกตุดูแกจะมาเฉพาะวันที่พ่อท่านเทศน์แกฟังภาษาไทยรู้เรื่องหรือครับ? เพราะแกชอบพยักหน้ารับอยู่บ่อยๆเวลากล้องจับหน้าแก รู้สึกแกเล่นกับกล้องเก่ง!!!?

พ่อครูว่า…เขาเป็นคนมีจริตอย่างนี้ มุ่งมั่น ค่อนข้างจะคิดถึงครูบาอาจารย์อยู่พอสมควรเหมือนกัน คนเรา หากมีความจริง มีความรู้ที่มีปัญญาด้วยก็จะไม่หวั่นไหว จะไม่สงสัยอันนั้นอันนี้

_3867นมัสการพ่อครูฯสมณะสิกขมาตุ!จรธ.ญตธ.บ้านราชฯ กับอักษรโลกุตระจากนามธรรมในอักขระจากจิตฝ่ายปัญญาและรูปธรรมในอักขระจากกายฝ่ายเจโต!ด้วยกรรมทุกกาละจากรูปนาม

พ่อครูว่า…รู้สึกว่าจะติดใจในพยัญชนะเยอะนะ มันจะนานช้า หลายกัปป์หลายกัลป์ คนที่หลงพยัญชนะจะอยู่กับพยัญชนะ มันมีมากมายและจะวน

_3867ฟังธ.พ่อครูรู้จักรูปนามรู้ถึงกายใจรู้ทันทุกข์สุขเวทนา พิชิตโรคหัวใจนำใจอ่อนล้า!โรคเครียดพาใจอ่อนไหว !โรคซึมเศร้าดึงใจอ่อนแอ!โรคแพ้อบายฉุดใจพ่ายโลก ธ.ด้วยโลกุตระนำหลักธ.สุขภาพ 8 อ. อายุวัฒนะยืนย๊าวยาวน๊านนาน

_3867คำพรหมฯพ่อครูสอนมีอันเดียวกับจิตพรหมของอาฬารดาบสกาลามโคตรที่มรณะภาพแล้วตถาคตฯโปรดแสดงธ.ไม่ได้ เพราะดาบสอยู่โลกอรูปพรหมฤาอรูปฌา ณฤาพรหมบ่มีรูปฤาในอรูปภพ!ฤาเปล่าหนอ?

พ่อครูว่า…นั่งหลับตาจะติดในภพชาติ ไม่มีธรรมวิจัย ไม่มีผัสสะ ไม่มีกาย เวทนา จิตธรรม คนปฏิบัตินั่งหลับหูหลับตาในภพ

_จาก..สมณะพอจริง

พรหม 3 เส้าที่ 3 คือ ฌาน 3 ประกอบด้วยอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย

ปริตตาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)มาก อุเบกขามีน้อย

อัปปนาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)ปานกลาง อุเบกขามีปานกลาง

สุภกิณหาพรหม ยึดสุข(วูปสม)น้อย อุเบกขามีมาก(ถึงจะมีความบริสุทธิ์มากแต่ก็ยังมีจุดด่างดำอยู่)

สุข+อุเบกขา=เอกัคคตา

สุข=อุบัติเทพ

อุเบกขา=วิสุทธิ์เทพ

เอกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม

พ่อครูว่า…เดี๋ยวจะมีรายละเอียดของท่านพอจริงที่ส่งมาเพิ่มอีก

ก็แวะมาที่ของคุณบ้านเล็กเมืองน้อย…กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง

จากคอลัมน์ คนจะมีธรรมะได้อย่างไร?, เราคิดอะไร ฉบับที่ 336……

” เพราะไม่มี “ผู้รู้ธรรมที่เป็นโลกุตระ” ได้แท้      แม้จะ “รู้” ก็รู้กันไม่สัมมาทิฏฐิพอ

จึงไม่สามารถนำพาผู้ศึกษาปฏิบัติบรรลุธรรมที่เป็น “โลกุตรธรรม” ของพุทธถูกต้องแท้ๆได้ “

เกิดคำถามว่า…..ผู้รู้ธรรมที่เป็นโลกุตระซึ่งเป็นธรรมะขั้นสูง

ทำไมจึงไม่มีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นหลักอันดับต้นๆในการปฏิบัติธรรม ?

ความผิดพลาดใดจึงทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ?

พ่อครูว่า…ความผิดพลาดที่เราเข้าใจว่าสัมมาทิฏฐิมันมีตัวเดียวเป็นโลกุตรธรรม ไม่ใช่ สัมมาทิฏฐิมันมีเป็นลำดับเหมือนกัน นี่คือสภาพเชิงซ้อนที่หมุนรอบเชิงซ้อน ไปตามลำดับอย่างซับซ้อนลึกซึ้งมาก ตั้งใจฟังให้ดี ตอนนี้ก็กำลังพยายามสาธยายพวกนี้อยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากในการอธิบาย

สมณะเดินดินว่า..คงเหมือนกับพระอานนท์ที่รำพึงบอกว่ามิตรดีสหายดีเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์เลยทีเดียว

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการปฏิบัติของตนเอง พบว่ามีบางครั้งสอดคล้องกันกับคำกล่าวข้างต้น

แล้วนำมาเทียบกับหลักปฏิบัติที่ว่า รู้โลก เหนือโลก ช่วยโลก ที่พ่อท่านสอน

สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน ที่ว่า “รู้” นั้น ไม่ได้ “รู้” จริงๆ

หากเพียงแค่พอลูบคลำสังเกตเห็น… แล้วนำมาพูดเป็นพยัญชนะ…บางครั้งเอาคำบาลีมาเสริมให้ดูจริงจังเพิ่มขึ้นเท่านั้น

มิได้มีสภาวะที่เกิด ตัว”รู้” ที่เป็น”อัญญา” เลยแม้แต่น้อย เนื่องจากไม่ยอมอนุญาตตัวเอง ให้ได้เห็นแม้เพียงแสงอรุณ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมมา

จึงไม่มีทางเข้าใจได้ว่าความสว่างที่แท้จริงนั้น มีสภาพเป็นเช่นไร

ผลก็คือไม่ได้ “รู้” สิ่งแปลกใหม่ ที่จะทำให้เปลี่ยน วิธีคิด วิธีพูด วิธีทำ และปฏิบัติตนเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น

ได้แต่ปฏิบัติตามจิตวิญญาณที่ยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของโลกธรรม ทำซ้ำรอยเดิม ด้วยวิธีปฏิบัติเดิมๆ วันแล้ววันเล่า

แต่หวังจะได้ผลลัพธ์อื่น ที่แตกต่างออกไป หวังให้ออกมาเป็นโลกุตรธรรม มันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ตัว”รู้” ที่ว่ารู้นั้น ต้องเป็นตัว”รู้” ที่ทำให้พ้นทุกข์ได้จริงเท่านั้น จึงเรียกได้ว่าเป็น”ตัวรู้”  

ไม่ใช่เพียงรู้ไว้เพื่อ show off…. ให้ได้โลกธรรม….

เมื่อรู้แล้วว่า “ไร้ตัวตนได้น้อยลงเพียงใด ก็จะพ้นทุกข์ได้มากขึ้นเท่านั้น” จึงจะเกิด ปัญญา ที่เป็น อัญญา และจะนำพา ผู้ศึกษาปฏิบัติ ให้บรรลุธรรม

ให้”รู้”โลกได้จริง,,,,ให้อยู่เหนือโลกได้แท้,,,,เป็น “โลกุตรธรรม” ที่พร้อมจะไปช่วยเหลืออนุเคราะห์โลกได้

แม้ยังต้องคลุกคลีกับโลกโลกีย์อยู่ก็ตาม จิตวิญญาณก็ยังคงความบริสุทธิ์อยู่ได้ ไม่ถูกครอบงำอีกต่อไป

การรู้และเข้าถึงโลกุตรธรรมได้จริงๆ จึงเป็นยิ่งกว่า ความมีเอกราชในแดนดิน ยิ่งกว่าสวรรคาลัย ยิ่งกว่าอธิปไตยใดๆในโลกทั้งปวง

พ่อครูว่า…เราเหนือโลกีย์แล้ว จะไปอยู่ที่ไหนก็เหนือมันได้ โลกอื่นใดก็สู้โลกโสดาบันไม่ได้ เหนือกว่าคนโลกๆได้จริง ก็ค่อยๆเข้าใจไปตามลำดับ

_สมณะพอจริง ขออภัยครับ ข้อมูลเรียงใหม่ พรหม 16 ชั้นนี้ถูกต้องไหมครับ

จาก..พรหม 3 เส้าแรก คือ ฌาน 1 วิตกวิจาร ปิติ สุข เกิด แต่วิเวก

วิตก เป็น อุบัติเทพ

ปีติ เป็น อุบัติเทพ

สุข เป็น อุบัติเทพ

ทั้ง 3 อย่างนี้ รวมเป็น เอกัคคตา

เอกัคคตานี้ คือ พรหม เพียงแต่ ชีวิตินทรีย์ ของ วิตกวิจาร นั้นต่างกัน จึงทำให้ ความบริสุทธิ์ของพรหม ต่างกันไปด้วย

ปาริสัชชาพรหม มี วิตกวิจาร มาก ปีติ สุข มีน้อย

ปุโหิตมาพรหม มี วิตกวิจาร ปานกลาง ปีติ สุข มีปานกลาง

มหาพรหม มี วิตกวิจาร น้อย ปีติ สุข มีมาก

นั่นคือ วิตกวิจาร เป็น ตัวหลัก(เหตุ) ปีติ สุข เป็น ตัวตาม(ผล) จึงต้องสร้างเหตุ เพื่อ ให้เกิดผล ดังกล่าว

เหตุ กับ ผล รวมลงเป็น หนึ่งและเป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย เรียกว่า เอกัคคตา

เอกกัคคตาจึงเป็น สัมมาสมาธิเบื้องต้นอันเป็นผลของ ฌาน ๑(ผลรวมของ วิตกวิจาร ปีติ สุข) เรียกว่า ขณิกสมาธิ ยังมีข้อบกพร่องที่ทำให้ลำบาก โทมนัส อยู่ มาก ปานกลาง น้อย ตามเหตุปัจจัย เอกกัคคตา จึงเป็น วิสุทธิ์เทพ หรือ พรหม เบื้องต้น

สรุป วิตกวิจาร+ปีติ+สุข=เอกัคคตา

วิตกวิจาร = อุบัติเทพ ปีติ = อุบัติเทพ สุข = อุบัติเทพ เอกกัคคตา = วิสุทธิเทพ

วิสุทธิ์เทพ = พรหม

.•. อุบัติเทพ+อุบัติเทพ+อุบัติเทพ=วิสุทธิ์เทพ=พรหม

พรหม 3 เส้า ที่ 2 คือ ฌาน 2 ปีติ สุข ที่เกิดจากสมาธิ

ปริตตาภาพรหม มีปีติ(ดีใจ)มาก สุข(วูปสม)น้อย

อัปปมานาภาพรหม มีปีติ(ดีใจ)ปานกลาง สุข(วูปสม)ปานกลาง

อาภัสราพรหม มีปีติ(ดีใจ)น้อย สุข(วูปสม)มาก

ปีติ+สุข=เอกัคคตา

ปีติ=อุบัติเทพ สุข=อุบัติเทพ เอกกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม

เป็น สัมมาสมาธิท่ามกลางอันเป็นผลของฌาน ๒(ผลรวมของปีติกับสุข)เรียกว่า อุปจารสมาธิ เกิดโสมนัสขึ้น

พรหม 3 เส้าที่ 3 คือ ฌาน 3 ประกอบด้วยอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย

ปริตตาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)มาก อุเบกขามีน้อย

อัปปนาสุภาพรหม ยึดสุข(วูปสม)ปานกลาง อุเบกขามีปานกลาง

สุภกิณหาพรหม ยึดสุข(วูปสม)น้อย อุเบกขามีมาก(ถึงจะมีความบริสุทธิ์มากแต่ก็ยังมีจุดด่างดำอยู่)

สุข+อุเบกขา=เอกัคคตา สุข=อุบัติเทพ อุเบกขา=วิสุทธิ์เทพ เอกัคคตา=วิสุทธิ์เทพ=พรหม

เป็น สัมมาสมาธิท่ามกลางอันเป็นผลของ ฌาน ๓ (ผลรวมของสุข กับอุเบกขา)เรียกว่า อุปจารสมาธิ ทำให้มี โสมนัส มากขึ้น

พรหมอีก 2 คือ ฌาน 4 มีสติบริสุทธ์ เพราะอุเบกขา

เวหัปผลาพรหม มีอุเบกขาเป็นผลสมบูรณ์

อสัญญีพรหม มีอุเบกขาสมบูรณ์เป็นอัตโนมัติจนไม่ต้องกำหนดอีก

อุเบกขา=เอกัคคตา อุเบกขา=วิสุทธิเทพ=พรหม

เป็น สัมมาสมาธิบั้นปลายอันเป็ผลของ ฌาน 4(อุเบกขาที่มีองค์ประกอบ 5)เรียกว่า อัปปนาสมาธิ(อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา)

สุทธาวาส 5

อวิหา ไม่เสื่อม อตัปปา ไม่เดือดร้อน สุทัสสี เห็นดี สุทัสสา เห็นดียิ่งขึ้น อกนิษฐา ยิ่งใหญ่มาก

พรหมที่ส่งมานี้เป็นพรหมแบบพุทธนะครับ จึงใช้ฌานลืมตา ส่วนแบบ ฤาษี นั้นจะเป็นฌานหลับตาครับ

พ่อครูว่า…ท่านพอจริงก็บวชมานาน ก็วนกับพยัญชนะเสียเยอะ สิ่งที่ละเอียดพวกนี้ ที่เขียนมานั้นถูกต้องแต่มีสภาวะหรือไม่ หากมีสภาวะแล้วจะรู้ว่าเป็นสิ่งละเอียดไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆถ้ารู้แล้วว่าเป็นสิ่งละเอียดและมีสภาวะด้วยก็จะจบ ที่ถามมานี้ อยากจะถามลองภูมิหรือไม่พ้นสงสัยก็เลยต้องถาม แต่ถ้าไม่มีวิจิกิจฉาคุณจบแล้วคุณก็จะไม่ถามอาตมา

ที่พูดมานี้ไม่ผิด แต่คุณจะเอาแต่พยัญชนะหรือ ถ้าคนมีสภาวะแล้วพยัญชนะจะยาวไปเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหา คนที่มีจิตสนุกอยู่กับพยัญชนะ หรืออยากอวดว่าฉันรู้พยัญชนะบ้างก็จะโชว์ ก็จะจมอยู่ตรงนั้น ไม่ไปต่อ ฟังไว้นะตัวผีหลอกที่แฝงมา จะเอาตัวเองตายระวังเถอะ

ถ้าหากสภาวะตรงตามสภาวะที่เขียนมานี้ก็ถูกหมด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะเดินดินว่า…เขามีคำถามว่า พรมประเทศไหนที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์มากที่สุดคำตอบที่ออกมาก็คือพรมเช็ดเท้า

พ่อครูว่า…ถ้าสภาวะที่คุณมีตรงกับพยัญชนะก็ถูกหมด แต่ถ้าสนุกแค่พยัญชนะก็มีแต่ความรู้แต่ไม่มีความจริง

หากจะเอาสูตรสามเส้า มาจับกับสภาวะหรือภาษาก็ได้ทั้งนั้น เข้าใจความจริงที่ถูกต้องของพยัญชนะนั้นก็ทำได้ เหมือนพวกอภิธรรมที่ท่องพยัญชนะจิตเจตสิก จิต 83 ดวง พิสดาร 121 เขาท่องได้ อาตมายังทำไม่ได้เลย ท่องเก่ง แต่สภาวะมีตามนั้นไหมหากมีสภาวธรรมนั้นก็เป็นอรหันต์ หากพูดแต่พยัญชนะมากมันก็เมื่อย คนจะได้ความจริงมีน้อยแล้วจะเสียเวลา ก็จะกลายเป็นหลงอยู่กับพยัญชนะบัญญัติภาษา ตัวสภาวะไม่ได้เลย คนที่จะเห็นพยัญชนะสูงกว่าบัญญัติหรือพยัญชนะก็จะมาหาพยัญชนะน้อยลง เสียพลังงานลดน้อยลง ลงทุนน้อยลงก็จะได้สภาวะเพิ่มขึ้น

พ่อครูว่า…ก็ขอสรุปว่า หากเอาสามเส้ามาจับกับสภาวะก็ได้ทั้งนั้น หากมีสัมมาทิฏฐิจริงและได้ปรมัตถธรรมแล้ว สัมมาทิฏฐิคือความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นตรรกะแต่มีสัมมาทิฏฐิได้

หากมีสัมมาทิฏฐิจะไปมิจฉาปฏิบัติและจะเกิดสัมมาปฏิเวธได้อย่างไรถ้าเอาแต่ตรรกะที่จะหมุนไปตามตรรกะก็ได้ แต่มันเป็นเพียงตรรกะ

ข้อสังเกต

ผู้ที่มีแต่ตรรกะนั้น จะไม่มีจุดจบ

ผู้ที่มีตรรกะนั้นจะไม่มีจุดจบ ที่จะพ้นวิจิกิจฉา ได้ง่ายๆ

ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแท้ คมชัดแม่นตรงสภาวะปรมัตถธรรมจริง จะไม่ขี้สงสัย

เพราะจะพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ (ตัวที่สองของอาสวะ 10) (อยู่ในตัวที่ 4ของอนุสัย 7)

ตั้งแต่แค่สังโยชน์ 2 ของสังโยชน์ 10 ที่จะสงสัยในวิจิกิจฉานุสัยนั้น จะไม่แสดงออกง่ายๆ เพราะว่าผลความสงสัยเบื้องต้นแล้ว หากรู้ปลายแล้วคนจะมารู้ด้วยได้ยาก แม้จะมีวิจิกิจฉาก็จะพูดคุยถามส่วนตัวจะไม่พูดออกมาข้างนอก เท่ากับขายขี้เท่อของตนเองด้วย

ดังนั้นผู้ที่มีแต่ตรรกะ ก็จะมีวิจิกิจฉาไม่จบง่ายๆ

ส่วนผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วจะพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์จริง ก็จะไม่ขี้สงสัยเก่ง จริงแม้ไม่หมดวิจิกิจฉาง่ายๆ แต่ก็จะรู้ว่ามันเป็นปลายแล้ว

โทษของวิจิกิจฉา

  1. ทำให้ทุกข์ 2. ทำให้ระกำช้ำระบม 3. ไร้พลัง 4. เนิ่นช้า 5. เหยาะแหยะ ไม่เด็ดขาด

นี่คือโทษของวิจิกิจฉา 5 ประการ อันนี้อาตมาเป็นคนพูดไว้

ผู้มีตรรกะปรัชญา แค่ญาณวิทยา Epistemology คือผู้ติดตามค้นหาความจริง แต่ยังไม่เจอสภาวะที่แท้จริง ถึงยังไม่ใช่ Phenomenology  ไม่ใช่ปรากฏการณ์วิทยาแท้ ไม่เป็นภาวะของกายที่เป็นธรรมะ 2 ภายนอกและภายในสัมผัสรูปสัมผัสนามอย่างแท้จริง ยังไม่รู้ธรรมะ 2

ยังไม่ลงไปสัมผัสจิต เจตสิก รูป นิพพานจริง ไม่สัมผัสอภิธรรมที่แท้ จะมีวิจิกิจฉามาก จะมีความข้องใจมาก เพราะไม่มีตัวจบ ที่มีวิจิกิจฉาเพราะไม่มีตัวจบในจิตของตัวเอง คือวิมุติตามลำดับหรือนิโรธ ดับกิเลสในจิตได้จริง

ไม่มีนิโรธตามลำดับ ต้น กลาง ปลาย เขาไม่มีสภาพนี้ ไม่มีความลำดับอันน่าอัศจรรย์ จึงวนอยู่กับปรัชญาที่เป็นทฤษฎีบัญญัติเท่านั้น

ทวนตนเองอ่านสภาวะธรรมตัวเอง ว่าตนมีตรรกะมาก จะให้ผลวิจิกิจฉานั้นคือ Philosophy ปรัชญา หรือ Epistemology  ญาณวิทยา ยังไม่ใช่ ปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology มีรูปนามสัมผัสทั้งนอกและในเป็นธรรมะ 2 มีผู้รู้ร่วมกันตั้งแต่ 2 ขึ้นไปจะเป็นล้านคนก็ยิ่งดี ไม่ใช่ตัวเองคนเดียวอยู่คนเดียว

คนที่มีสภาวะความรู้ เป็นญาณปัญญาหรือความรู้จริงครบ มีแสงสว่าง ญาณ ปัญญาวิชชา และอาโลกสัญญา(โลกภายนอกด้วย)

ความรู้และความจริงที่เป็นสภาวะธรรมะ 2 ก็จะครบ ถ้าผู้มีธรรมะ 2 ที่เป็นความรู้และความจริงที่เป็นปรากฏการณ์วิทยา Phenomenology จะไม่มีวิจิกิจฉา จบธรรมะ 2 ทำให้เป็นหนึ่งได้และอยู่ใน 2 เป็นหนึ่งในสอง เราก็มีคนอื่นเขาก็มีเป็นคู่กัน อันหนึ่งผิดอันหนึ่งถูก เราไม่ยึดถือทั้งผิดและถูก ถูกเราก็เป็นได้ผิดแล้วไม่เป็นไร แต่เรารู้แล้ว คนนี้เป็นอย่างไร เราไม่ยึดมั่นถือมั่นหากเราถูกเราก็ชัดเจนยืนยัน หากเราผิดแล้วก็ต้องแก้ไขให้ถูก คนที่เขาถูก ก็เขาถูก คนนี้ยึดถือผิดเขาก็ผิด เราก็ไม่ได้รังเกียจเขาและสงสารด้วยซ้ำ ไปเข้าใจผิดอย่างนั้น

คนที่มีสัจจะธรรมะสองรู้หมดใครผิดใครถูก แต่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น รู้ความจริงตามความเป็นจริงตามฐานะของคนแต่ละคน ภูมิแต่ละภูมิ

ผู้ที่มีความรู้ความจริงที่เป็นธรรมะ 2 ที่เป็นปรากฏการณ์วิทยาที่สมบูรณ์แล้วรู้ธรรมะ 2 แล้ว ทำให้เป็นธรรมะหนึ่งให้ตัวเองได้ คนคนนี้จะไม่มีวิจิกิจฉา จะยิ่งชัดเจนมั่นใจในสภาวะจริงของมรรคผลนั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขตัวเอง ก็ขอย้อนกลับไป

การแก้ไขตัวเองสำหรับผู้ตกในภูมิของตรรกะ ต้องหันมาสนใจในไตรสิกขา ที่บรรลุธรรมตามลำดับ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ เอาให้ดีๆ คอนโทรลตัวเองเลย ศีลข้อที่ 1 เป็นอย่างไร ให้บรรลุไปตามลำดับไตรสิกขากันให้จริงๆ

ตอนนี้อาตมากำลังเน้นเรื่องไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีการหลุดพ้นอย่างเป็นลำดับน่าอัศจรรย์ ใครตั้งใจฟังตอนนี้ถ้ามีภูมิถึงจะได้ประโยชน์มาก แต่ถ้าภูมิไม่ถึงก็ไม่เป็นไรเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปกดดันตัวเองฉันจะต้องรีบเก่ง รีบรู้รีบเร็วอะไร ไม่ต้องถึงขนาดนั้น

_การอลุ่มอล่วยกับกฎกติกา ตัดสินกันที่ตรงไหนคะ

พ่อครูว่า…1. ใช้คณะกรรมการช่วยกันตัดสิน 2. แม้แต่ตัวเอง คนเดียวก็ตาม เรายึดกฎกติกาเป็นคนเคร่งในกฎกติกาไม่อลุ่มอล่วยเลย ก็ดี แต่มันก็จะไม่ได้ความสามัคคีไม่ได้ความอยู่ด้วยกันอย่างสันติและสงบนักก็จะขัดแย้ง ขบกันพอสมควร ก็ควรลดหย่อนลงมาบ้างอนุโลมบ้าง หากเรามีภูมิทำพอ เราก็ใช้ความรู้ความจริงของเรา เป็นการตัดสินเป็นสัตบุรุษ ก็ประมาณให้พอดี แต่ถ้าเราไม่แน่ใจว่าเราเป็นสัตบุรุษเพียงพอ ก็อย่าประมาท ก็พูดคุยกับหมู่กลุ่มที่เป็นคณะกรรมการ ปรึกษากัน จะอนุโลมกันแค่ไหนตามกฎระเบียบ แค่ไหนได้ไหม ต้องอาศัยกันและกัน เป็นอย่างนั้นเสมอ

คนอวดดีก็จะอาศัยตัวเองเป็นเปาบุ้นจิ้น เปรี้ยงๆๆเลย ไม่ฟังใครทั้งนั้น ไม่ใช่เปาบุ้นจิ้นไม่ดีนะ ดี แต่ยุคสมัยนั้นต้องใช้แบบนั้น ในยุคนี้ทุกคนมีอิสระเสรีภาพมีปัญญามาก เพราะฉะนั้นอย่าไปทำแบบนั้นในยุคนี้ ในยุคนั้นเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ใช้แบบนั้น

_การฟังความข้างเดียว ถ้าไปสอบถามคู่กรณี เขาจะถามว่าผู้ใดเป็นคนพูด จะเป็นการเอาเรื่องให้ไป เสี้ยมกันไหมคะ

พ่อครูว่า…ฟังความข้างไหนล่ะ อาตมาว่า สื่อสารมวลชนทุกวันนี้ เอาความข้างไหนไปบอก ก็จะถูกเข้าใจผิดแรงได้ ต้องใช้ภูมิปัญญานักสื่อสารประมาณเหมือนกันไม่ใช่ทำทื่อๆ ทุกวันนี้สื่อสารหากเจตนาทำให้เขาทะเลาะกัน อย่างนี้เป็นความส่อเสียด บาป ทำให้ทะเลาะกันไม่จบ เอาความข้างโน้นไปพูดให้ข้างนี้ เอาความข้างนี้ไปพูดข้างโน้น ดีไม่ดีใส่ไข่ตีสี ด้วย ก็ไม่จบ หากเป็นสัตบุรุษก็จะไม่ลำเอียงก็จะตรง

สู่แดนธรรมว่า… เดี๋ยวนี้เขาแก้ไขปัญหาด้วยให้สองฝ่ายมาพูดกันต่อหน้าสาธารณชน

พ่อครูว่า…สุดท้ายพระพุทธเจ้าก็บอกว่า พูดกันแล้ว ตรวจกันที่จั๊กแร้ใครมีเหงื่อมากกว่ากันก็แพ้ คือมันร้อนไง ก็เกิดเหงื่อไหล ฉีดจั๊กกะแร้มันมีบริเวณที่จะร้อนมากก็จะมีเหงื่อออก

สมณะเดินดินว่า…ถ้าควันออกหูนี่ ดูยากกว่า สู่แดนธรรมต้องดูว่า เอามาพูดกันต่อหน้าต้องดูว่าอุณหภูมิสูงแค่ไหนหากอุณหภูมิสูงมากกรรมการก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน

_หากมีคนไม่ชอบเรา เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเขาไม่ชอบเราคะ

พ่อครูว่า..ถ้าเราบอกว่ามีคนไม่ชอบเราก็แสดงว่าเรารู้แล้วว่าเขาไม่ชอบเรา แล้วจะทำอย่างไรให้เรารู้

พ่อครูว่า..อาจถามว่า น่าจะอยากรู้ว่าเขาไม่ชอบเราเรื่องอะไร

_รักอะไรยิ่งใหญ่ที่สูงที่สุด

พ่อครูว่า…รักสิบมิตินี่หลวงปู่ขยายความให้ฟังแล้ว ความรักที่สูงที่สุดนั้นคือความรักที่ยิ่งใหญ่ ยกให้พระพุทธเจ้า เป็นความรักมิติที่สูงสุด ความรักโพธิสัตว์ระดับพระพุทธเจ้า เป็นความรักที่สูงที่สุด ค่อยๆทำความเข้าใจไป ความรักที่ดี ที่จะไม่มีตัวเอง เอามาให้แก่ตัวเอง

กรอบเอามาให้แก่ตัวเอง ยิ่ง เห็นแก่ตัวเองอย่างเดียว ต้องเอามาให้กูอย่างเดียว อันนี้ไม่นับเข้ามาในความรัก 10 มิติเลย ตีทิ้งเลย ไม่มีใครทั้งนั้นแม้แต่คู่คนที่ 2 จะเป็นคู่ที่เรารักที่สุดเป็นคนที่ 2 นี้ ก็ถือว่าเป็น กามนิยม เริ่มต้นแล้วแคบที่สุดเลวที่สุดต่ำที่สุด ความรักทางกามเลวที่สุด

จากนั้น มีลูกขึ้นมา มีลูกมันยังไม่รักลูกเลย สำหรับความรักมิติที่ 1 ดีไม่ดีมันเอาลูกไปทิ้งถังผงเลย ได้ยินข่าวไหม เพราะฉะนั้นมันต้องความรักที่ เอื้อเกื้อกว้างไปอีก

มีปิตุปุตตานิยม พันธุนิยม มีพ่อแม่ลูก ขยายเป็น 3 หากกามนิยมเป็น 2 เมถุนเป็นคู่ แต่ปิตปุตา ก็เพิ่มขึ้น ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าคือพ่อแม่ลูก

นอกไปกว่านี้ญาติโกโหติกาปู่ย่าตายาย ข้าไม่เอาแล้วเอาแต่แค่นี้มันก็แคบ ก็เป็นความรักที่ต่ำมาก เอาล่ะ สูงขึ้นไปกว่านั้นระดับที่ 3​ไปหา ปู่ย่าตายายก็ดีขึ้นเรียกว่า โคตรนิยมหรือญาตินิยม

4.กว้างไปกว่าญาติของเราก็ไปสู่สังคมชุมชน คนร่วมเป็นสังคมชุมชนนิยม

5.ชาตินิยม หรือประเทศนิยม รัฐนิยมก็ได้

6.กว้างขึ้นไปอีกเป็นสากลนิยม ไม่จำกัดแค่ในประเทศเราหรือรักของเรา เรารักประเทศอื่นชาติอื่นเป็นสากลกว้างขึ้น ก็เป็นความรักที่กว้างขึ้น

7.เทวนิยมหรือปรมาตมันนิยม คือพระเจ้า เทวนิยมสูงสุด ท่านรักมวลมนุษยชาติหมดเลยนะ แต่ท่านมีความรู้แบบเทวนิยม ปรมาตมันยิ่งใหญ่ ยังไม่รู้จักโลกุตระ รักหมดมนุษยชาติทั้งหมด แต่ไม่รู้จักลำดับ ไม่รู้จักขอบเขต กรอบ ต้น กลาง ปลาย ก็ให้ประโยชน์ไม่มีประสิทธิภาพไม่มีประสิทธิผลมาก จึงต้องหรือว่าอะไรควรหรือไม่ควรก่อนหรือหลัง เพราะว่ารักแต่มวลมนุษยชาติหมดไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งหมด แต่ไม่มีความรู้เพียงพอในลำดับในสิ่งที่ควรหรือไม่ควร ยังไม่มีทฤษฎีหรือหลักเกณฑ์ของสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 ก็เลยยาก แต่มีได้ คนก็เป็นแบบนี้มี

เพราะฉะนั้นศาสดาของศาสนาเทวนิยม จะไม่มีประโยชน์มากก็เพราะว่าไม่แม่นไม่ชัดเจนไม่ถูกสัดส่วนที่เหมาะที่ควร

8.อเทวนิยมหรืออาริยนิยมหรือโลกุตรนิยม อันนี้เป็นของพุทธ พุทธเบื้องต้นก็มีความรู้อย่างนี้แล้วเป็นพระโสดาบันสกิทาคามีอนาคามีอรหันต์ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

สมณะเดินดินว่า.. วันนี้มีข่าวใหญ่มากออกโทรทัศน์ทุกช่องเลย เขายกย่องหรือไม่ยกย่องก็ไม่รู้ บอกว่าผู้หญิงคนนี้หัวใจแกร่งมากเลย เพราะว่าเป็นวันแต่งงานของเธอ จัดงานใหญ่โตมีแขกเหรื่อมามาก แต่พอถึงเวลาเจ้าบ่าวไม่มา เจ้าสาวก็เลยขึ้นไปพูดประคองให้จบ บอกว่าแขกเหรื่อ หากวันนี้ต้อนรับไม่ดีก็ขอโทษด้วย พยายามให้งานจบโดยไม่มีเจ้าบ่าว

คนก็ไปตามสัมภาษณ์เจ้าบ่าว เจ้าสาวอายุ 25 เจ้าบ่าวอายุแค่ 18 เจ้าบ่าวเหมือนไม่รู้เรื่องอะไรเลย เจ้าบ่าวก็บอกว่า จริงๆแล้วก็มีแฟนของเขาอยู่แล้ว แต่ไปรักกัน ผู้หญิงก็บอกว่าท้อง ผู้ชายก็บอกว่าผมเพิ่งรู้จักแค่ 2 เดือน ผู้ชายก็ไม่มีเงินด้วย ก็บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวผู้หญิงออกให้หมด ผู้ชายอายุน้อยกว่าก็ดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่ สุดท้ายวันที่จะแต่งจริงผู้หญิงบอกว่าให้หาเงินมาอีก 200,000 บาท ผู้ชายก็บอกว่าคิดอะไรไม่ถูกก็เลยหายตัวไปเสียเฉยๆ คือเด็กอายุ 18 ก็ถูกจับให้แต่งงานแล้วคงจะเครียดท้อแท้ ก็เลยทำอะไรไม่ถูก ผู้หญิงก็บอกว่าญาติเจ้าบ่าวไม่ธรรมดา ต้องหาคนมาแต่งงานแทน ปรากฏว่าญาติของเจ้าบ่าว มีคนหน้าตาคล้ายเจ้าบ่าว ญาติทางเจ้าบ่าวบอกว่าต้องจ่าย 1 ล้านให้เขาเป็นเจ้าบ่าวแทน แต่ว่าเรื่องนี้ทำให้เห็นว่า คนเรานี้ อาตมาว่าเขามีความรักตัวเองมากเกินไป ผิดพลาดไปก็หาทางแก้ แต่งงานไปต้องไปจ้างคนมาอีกเท่าไหร่ เพราะคิดว่ารักตัวเองมากไปหรือเปล่า หากมีความรักอย่างที่พ่อครูอธิบายเป็น 10 มิติ คิดจะช่วยผู้อื่นอะไรต่างๆนานา ผู้หญิงก็ไปพูดขอบคุณแขก ก็ยิ่งทำให้เสียทางเจ้าสาวมากขึ้น แต่คนก็บอกว่าเป็นผู้หญิงแกร่ง เป็นโทษภัยของการรักหน้าตัวเอง ยิ่งแก้ก็ยิ่งเสียหมด ข่าวออกไปทั่วประเทศ ถ้ารู้จักความรัก 10 มิติ ความรักที่สูงสุดอย่างที่พ่อครูว่าจะไม่พลาดอย่างนี้

พ่อครูว่า…ตัวอย่างที่ยกมานี้ ผู้หญิง 25 ผู้ชาย 18 มันเป็นความรักแบบกามนิยม ความรักแบบผู้ชายผู้หญิงเรื่องเพศ เป็นเรื่องที่ต่ำที่สุดแล้ว มันจะมีนิยายอย่างนี้อยู่ตลอดกาลนาน สำหรับคนอวิชชาไม่ต้องห่วงหรอก จำไว้เด็กๆอย่าไปทำให้มันเกิดเรื่องเกิดวิบาก ไม่มีคู่ได้ดีด้วยซ้ำไปปลอดภัย คนเราเกิดมามีคู่วิบากมากมายนับไม่ถ้วน พยายามเลี่ยงให้ได้ เลี่ยงได้ก็ดีหากเลี่ยงไม่ได้ก็ทุกข์

ในระดับ 9​ นิพพานนิยมหรืออรหันต์นิยม เป็นลักษณะที่พูดกันยาก พวกที่เป็นเทวนิยมที่เป็นโลกีย์ เป็นความรักในระดับโลกีย์ไม่ต้องเรียนมากให้ดีหรือ เพราะว่าคนเป็นเทวนิยมมาเป็นลำดับแล้วต้องมาเสริมทางโลกุตระ ก็คือ อาริยนิยม อเทวนิยม ไปตามลำดับ

ลำดับที่ 9 มีนิพพาน นิพพานคือลักษณะอย่างไรเป็นอรหันต์ อันนี้คือหมายความว่าไม่ลึกลับแล้วอย่างสูงสุด ผู้ที่มีความจริง แต่ละรอบตั้งแต่อบายภูมิ เข้ามาหากามภูมิ ก็มีรอบอีกเยอะ กามภูมิกับสัตว์กับของ แล้วในสัตว์กับของก็ไม่เกี่ยวข้องกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอีก ก็จะค่อยๆเข้าใจ

ลำดับที่ 10 เป็นโพธิสัตวภูมิ ไปจนกระทั่งพุทธภูมิ ถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนี้ไม่แจกละเอียดนัก ทิ้งไว้เป็นตัวปลาย

_พุทธ มีความหมายว่าอะไร

พ่อครูว่า…พุทธมีความหมายว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะ เป็นความรู้ระดับโลกุตระ ไม่ใช่ความรู้ทั่วไป เป็นความรู้โลกุตระของศาสนาพุทธ

ตื่น คือ แต่ก่อนคนเราหลับอยู่ในโลก วงวนของตัวเอง อยู่ในดาวของตัวเอง ตื่นก็หมายความว่าเป็นผู้ได้ออกไปสู่โลกใหม่ โลกหรือดาวต่างดาว ดาวดวงใหม่ ปรโลก ซึ่งมันไม่เหมือนกัน ในความไม่เหมือนกันนั่นคือ เป็นความเจริญ เป็นความลดตัวตน เป็นความอิสระสูงสุด ถ้าเราวนอยู่ในกรอบนี้ก็ไม่อิสระ เพราะวงวนเป็นกะลาครอบ เราออกไปได้ขั้นที่ 1 ก็ออก เริ่มต้นออกไปสู่อันอื่น ภาษาพยัญชนะเรียก อัญญะ(อื่น) ด้วยความรู้เป็นผู้รู้ผู้ตื่น รู้แล้วว่ามันมีอีกอันหนึ่งหรือ โลกไม่ได้มีแต่โลกลูกเดียว มีลูกอื่นๆด้วยหรือ ก็รู้การเพิ่มเติมขึ้น เริ่มมีความรู้อันอื่นแบบอื่น มีเงื่อนไขว่าแบบอื่นที่เจริญยิ่งกว่า หรือเจริญลดละตัวตนมีอิสระแท้ เป็นสามเส้า 1. มีอิสระเสรีภาพ 2. ไม่มีตัวตน 3. มีจิตวิญญาณ สามเส้าศึกษาดีๆ

_ทำไมคนเราต้องบ่นด้วย บ่นเพื่ออะไร แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้หายบ่น (เรื่องจากการทำงาน)

พ่อครูว่า…คนเราอยากจะบ่น ถ้าไม่ใช่เรา ให้เขาบ่นไปจนคางยานเอง เราฟังได้ไม่ฟังก็ได้ ฟังไม่ได้ก็เดินหนีไป คนบ่นนี้ไม่ได้พูดกับเรานะ แล้วเราจะไปยุ่งอะไรกับเขา เราก็อยู่กับเรา อย่าไปยุ่งกับเขา ประโยคภาษาศัพท์ที่หยาบเรียกว่า…แต่ถ้าเขาบ่นมาให้เราได้ยิน เราก็เดินหนีก็ไม่ได้ยินแล้ว ถ้าเขาด่าจะแรงกว่าบ่น จะมีความยึดมั่นถือมั่นแรงกว่าบ่น

บ่นนี่มันเป็นเรื่องที่อนุโลมมากแล้ว ไม่พูดแรงไม่พูดหยาบพูดร้ายพูดหนักอะไร อยากให้คุณได้ยินบ้าง คุณได้ยินก็เพียงเบาๆไม่หนักหนา มีจริตที่ชอบบ่นก็บ่นไป เดี๋ยวคางเขายานเอง มันหยุดที่เราเอง จริงๆแล้วเราเองแหล่ะ เราขี้บ่นหรือไม่ ถ้าขี้บ่นก็แก้ไขตัวเอง ถ้าเขาขี้บ่นก็อยู่ที่เขา เราอยากให้ผู้ใหญ่คนนี้เลิกบ่นก็ไปบอกผู้ใหญ่คนอื่นที่จะให้เขาแก้ไขตัวเองได้ก็บอก บอกแล้วก็แล้วไม่จ้ำจี้จ้ำไชมาก กรรมวิบากใครก็ของมัน ไม่อย่างนั้นไม่จบนะ

_ถ้าเราไม่เต็มใจจะอยู่ที่นี่ แต่พ่อแม่ลุงป้าน้าอาบังคับให้อยู่ และท่านก็พูดคำนี้ว่า “ถ้าออกไปก็จบ ไม่มีอนาคต  และถ้าอยู่ที่นี่ก็จะมีอนาคต” แล้วเราก็ได้เถียงกับครอบครัว เราจะบาปไหมคะ หากเราจะออกไปจะมีความสุขไหม ลูกบอกว่าอยู่ที่นี่มีความทุกข์มากถ้าหากออกไปจะมีความสุขนะคะ หลวงปู่ว่าเหมือนหนูไหมคะ แล้วผู้ใหญ่ที่นี่ไม่ค่อยจะเข้าใจเด็กเลย

พ่อครูว่า..ท่านพูดอย่างผู้ใหญ่ที่มีหูมีตา เราจะฉลาดกว่าพ่อแม่ลุงป้าน้าอาหรือ ทำไมถึงฉลาดมากขนาดนั้น จะไม่ฉลาดมากไปหน่อยหรือ ฉลาดกว่าพ่อแม่ลุงป้าน้าอาหมดเลย บาปแน่นอน เชื่อไหมว่า พ่อแม่ลุงป้าน้าเอานี้ ปรารถนาดีกับเราเชื่อไหม …เชื่อ

สอง พ่อแม่ลุงป้าน้าอานี้ อายุมากกว่าเราใช่ไหม เห็นโลกมามากกว่าเราใช่ไหม เท่านี้ก็เป็นเหตุผลมากพอแล้ว ที่เราจะยอมตามพ่อแม่ลุงป้าน้าอา ยอมตามไปสักชาติหนึ่งเถอะ เพราะอะไรเพราะว่าเราเลือกพ่อแม่เกิดไม่ได้นี่เป็นวิบาก วิบากสั่งเราให้เรามาเกิดกับพ่อแม่คู่นี้ แล้วก็มีลุงป้าน้าอา ญาติที่เป็นแบบนี้ ที่เขาปรารถนาดีต่อเราแน่นอนจงรับความปรารถนาดีเถอะ แม้เราไม่ชอบก็ต้องให้เกียรติท่าน ท่านคงจะมีภูมิปัญญาไม่เสียหรอก มาอยู่นี่จะมีอนาคตถ้าหากออกไปจะไม่มีอนาคต ท่านก็มองเห็นหมด แล้วคำว่าอนาคตคืออะไร ท่านก็รู้ว่าโลกยุคนี้มันเป็นอย่างไร คำว่าไม่มีอนาคตคืออย่างไรถ้าเราเข้าใจความหมายแล้ว มันไม่ยากอะไรที่จะรู้ คือว่าอนาคตจะแย่เหลวไหลเละเทะเสียหาย ไม่มีอนาคตคือแบบนี้ ถ้ามีอนาคตก็จะอยู่ที่นี่ให้ได้เจริญเข้าท่า

เราเถียงเราก็บาป หากเราจะออกไปจะมีความสุขไหม จะมีความสุข เก๊ๆ มี แต่จะเอาไปทำไมความสุขเก๊ๆ ความสุขคือความร่ำรวยอัตตาตัวเอง เป็นการเสริมกิเลส ซึ่งไม่ควรทำ โดยเฉพาะชาวอโศกให้ลดละตัวตนอัตตา อันนี้สำคัญที่สุดอย่าไปเพิ่มอัตตาตัวเอง

ตอบอีกที ความสุขเป็นของเก๊ทั้งนั้นเลย สุขัลลิกะ ทุกข์เท่านั้นที่เป็นอริยสัจ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ตามที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ แม้พระพุทธเจ้าก็ไม่พ้นทุกข์ ความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ 6 ประการพระพุทธเจ้าก็ต้องมี เช่น ทุกข์เพราะต้องปวดอุจจาระปัสสาวะ ทุกข์ก็ต้องแสวงหางานทำ ทุกข์ที่จะต้องแสวงหาอาหาร

หากเราจะไม่มีทุกข์เลยก็ต้องปรินิพพานเป็นปริโยสาน หากได้ร่างกายมานี้ก็ศึกษาเถอะ เราได้มาอยู่ที่นี่ไม่ได้ถูกหลอกล่อ บอกความจริงว่าที่นี่ดีที่สุดแล้ว ทนให้ได้เถอะ เพราะเราเองเรายังไม่มีบารมี ทนเอาบารมีเถอะ แม้เราเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ ก็ชื่อว่าเจริญ ทนเอา แล้วหลวงปู่ขอบอก อริยสัจไม่เคยฆ่าคนตาย แต่กิเลสมันฆ่าคน ตายแล้วตายเล่าในสังสารวัฏ นับชาติไม่ถ้วนก็วนเวียนอยู่กับกิเลสนี้นับไม่ถ้วน

อาริยสัจ ไม่เคยฆ่าคน ที่นี่เป็นแดนอริยสัจ

อยู่ที่นี่ทุกข์มาก แต่หลวงปู่ว่าไม่เหมือนที่เราเห็น แล้วผู้ใหญ่ที่นี่ไม่ค่อยจะเข้าใจเด็กเลย อันนี้ก็เอาตัวเองมาเป็นเครื่องตัดสิน

ก็ตอบให้ฟัง หากหนูเข้าใจว่าผู้ใหญ่ที่นี่ไม่ค่อยเข้าใจเด็ก หลวงปู่ก็จะตอบว่าหนูไม่เข้าใจผู้ใหญ่ที่นี่ต่างหาก ไม่ใช่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก ผู้ใหญ่ที่นี่นั้นเมตตาดีทั้งนั้น อดทนเอาหน่อยเถอะน่า ข้างนอกกิเลสเอาตายนะ นี่บอกอย่างหนักอย่างแรงนะ หากยิ่งจะดิ้นรนก็ยิ่งจะทุกข์ ไม่ต้องดิ้นรนอะไร ติดตามทำตามไป เอาใจใส่หน่อยก็พอแล้ว ตั้งใจอีกหน่อย เอาใจใส่ผู้ใหญ่จะให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ได้ พูดอย่างอะลุ่มอล่วยที่สุดแล้ว

_คนโลกสวย คนคิดบวก กับคนติดโลกธรรมเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่คะ

พ่อครูว่า..คนคิดบวกเป็นของดี คนที่มีปัญญาปฏิภาณคิดบวก ก็หมายความว่าต้องพิจารณาว่าอันนี้บวกหรือลบ แต่คนโลกสวยนี้มองว่าโลกสวยไปหมดเลย แต่คนโลกสวยนี้จะติดโลกธรรม เพราะโลกมันสวย ส่วนคนคิดบวกนี้ ก็ต้องดูว่าคนหลอกหรือไม่ ต้องเรียนรู้ให้ดี ดีไม่ดีก็สร้างนิยายโลกสวยมาหลอกกันอีก เอาแค่นั้นก่อน

_อาการที่กลัวสกปรกกลัวเหนื่อย  ทำให้ฝืนใจ ไม่ให้ไปเกี่ยวข้าว ดำนาลุยโคลนปลูกมันขุดมัน ขอให้ได้ละตัวนี้ด้วย ขอให้พ่อครูช่วย

พ่อครูว่า..ลองคิดถึงประโยชน์สิ ถ้าหากสกปรกก็ทำความสะอาดได้ล้างได้เช็ดได้ เหนื่อยแล้วก็พัก ที่พูดนี้ยังไม่เหนื่อยแล้วยังไม่ได้ทำเลย กลัวเหนื่อยแล้ว สกปรกก็ยังไม่ลองไปลงเลย ก็เลยฝืนใจเพราะว่าตัวเองไปอุปาทานไปยึดถือว่าสกปรก มันจะสกปรกอะไรกันนักกันหนา คำว่าสกปรกนี้คือสิ่งที่เป็นพิษ เข้าไปคลุกคลีกับสิ่งที่เป็นโทษสกปรก ถ้าไปคลุกกับสีดำขี้โคลน อุจจาระ หากมันไม่มีพิษภัยอะไรก็จะไปสกปรกอะไร สกปรกนั้นคือเราไปยึดถือเอง คนอื่นเขาเป็นผู้ใหญ่รู้โลกมากกว่าเรา เขาก็ยังไปเปื้อนเลย เป็นธรรมดาธรรมชาติของความเปื้อนความสกปรก ถ้าทำไปพอสมควรมันก็เหนื่อย เพราะฉะนั้นแค่เหตุผลสกปรกกับเหนื่อยแค่นี้ สู้ทนกับที่นี่ให้เขาพาสกปรกไปด้วยเลย แล้วจะแก้ได้

ถ้าเราเหนื่อยแล้วคนข้างๆเขาจะช่วยเราเองให้เราหยุด เราอย่าไปรักตัวกลัวเหนื่อยเลย นี่ยังไม่ลงไปเหนื่อยเลยก็บอกว่าเหนื่อยแล้ว เห็นแก่ตัวอะไรกันนักกันหนา

_ถ้าเราไปชอบดารามากๆ ชอบจนโงหัวไม่ขึ้น ถ้าเป็นแบบนี้เราผิดศีลข้อไหนคะ แล้วจะเลิกชอบได้อย่างไรครับ

พ่อครูว่า…ผิดศีลข้ออบายมุข คำว่าดารา เป็นตัวแทนตัวที่เด่นดัง ทุกวันนี้โลกงมงายกับตัวดารา ที่เด่นดัง แต่ดาราที่ว่านี้ มักจะเป็นดารา อบายมุข ดารากีฬาการละเล่น ละเม็งละคร ดาราสนุกสนานนักเต้นรำนักร้องอะไรต่างๆนานา ซึ่งมันเป็นเรื่องของอบายมุขทั้งนั้นเลย และก็ไปหลงโลกอบายจัดจ้าน ไปกับเขาหมดเลย เอาตัวอย่างชาวอโศกเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วไม่ไปทำแบบนั้น มันไม่ได้สุดโต่ง โดยไม่มีการร้องรำเลย แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็พอ พออาศัยหากติดฝิ่นก็ไม่ตาย แต่อยู่ที่นี่ไม่ตาย แต่ถ้าไปติดหนักเข้าก็ตายได้เพราะถอนไม่ขึ้น มันเป็นอย่างนั้น

พิจารณาตามผู้ใหญ่ที่พาทำพาเป็น ไปชอบมันก็เกิดทุกข์

_แก้วบุญ…ทำไมเราต้องมาจนคะ

พ่อครูว่า…เพราะว่าคนจนนี้เป็นคนที่ประเสริฐ เป็นคนที่ดี เป็นคนที่จะทำให้เศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ต้องเดือดร้อนแย่งชิงกัน จนคือความมีสมบัติเงินทองข้าวของอะไรแต่เพียงน้อย ให้พอใช้แต่พอดีหรือน้อยเข้าไว้ ยิ่งอยู่กับหมู่ ไม่ต้องมีมาก คนรวยไม่ต้องมีทรัพย์สินเงินทองทรัพย์ศฤงคารมาก คนรวยคือคนขยัน ความขยันอยู่ในตัวเรา กับ 2 คือความมีความรู้ความสามารถ นี่คือคนรวย ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ คนที่มีความขยันกับความรู้ความสามารถแล้วก็ใช้ความรู้ความสามารถขยันทำงานอยู่ คนนี้แหละคือคนรวย แต่ไม่เอาไว้เป็นของตนเองมาก จึงเรียกโดยโลกๆว่า คนจน แต่จริงๆแล้วเป็นคน ชาวอโศกนี้จริงๆแล้วเป็นคนรวย แต่ข้างนอกเขาเรียกว่าอย่างนี้จน แล้วพวกเราเป็นพวกมีปัญญา เพราะพวกเรามีความรู้ความสามารถและความขยัน นี่คือคุณสมบัติ เป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่

_การที่เรามีความรัก แล้วตัวเราก็เปลี่ยนแปลงขึ้น แต่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่คะ

พ่อครูว่า…เข้าข้างตัวเองหรือเปล่า ก็อาจจะมีนะ ถ้าเผื่อไปรักกับคนที่ดี แล้วก็พากันทำสิ่งที่ดีมากขึ้นๆ ก็เป็นไปได้ แต่มันไม่คุ้มหรอก มันเป็นมะเดื่อผลสุกไซร้ มีพรรณ ข้างนอกแดงดูฉัน ชาดป้าย ผลมะเดื่อนี้ ข้างนอกดูผลสวยงาม ข้างในแมลงวันหนอนบ่อน ดุจดังคนใจร้าย          นอกนั้นดูงาม ฯ…โคลงโลกนิติ

อย่าไปหลงใหลข้างนอกมากข้างในมีดีแล้ว

_คนเรารักกันชอบกันคบกัน มันคือวิบากหรือความอยากกันแน่ครับ

พ่อครูว่า…มันจะมีความอยากไปในทางกามถ้าเป็นผู้หญิงผู้ชาย ผู้หญิงผู้ชายก็รักกันอย่างเพื่อนพี่น้องได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องของโลก ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นคู่ที่มันพาทุกข์ ถ้าเราอยู่ได้ เลิกได้ มันจะตัดวิบากไปเรื่อยๆ จะเบาลงเบาลง ไม่ใช่ตัดได้ง่ายๆ ไม่ใช่เลิกได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นเรารีบตัดรีบร้อนจะได้ลดได้มากๆ ขนาดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ายังมีคู่เลย คิดดูซิ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท หลวงปู่นี้ตั้งใจว่า จะบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าที่เกิดเป็นพุทธเจ้าในปางที่ไม่แต่งงาน ไม่รู้จะสำเร็จหรือเปล่า ตั้งใจอย่างนั้นจริงๆ มีพระพุทธเจ้าที่ท่านไม่แต่งงานท่านเกิดมาบำเพ็ญอยู่ในสวน 7 วันก็บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า มี หลวงปู่ก็พยายามจะเป็นอย่างนั้น แต่วิบากมันมีเยอะ แค่ชาตินี้ปางนี้วิบากหลวงปู่ก็เจอวิบากไปตั้งหลายคนที่เป็นคู่จะต้องเหมือนเป็นคู่รักตั้ง 3 คน นอกนั้นไก่แจ้จีบไปอีกหลายคนจำไม่ได้ บางทีเราก็ทำตัวรู้สึกทุกข์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นวิบากไม่น้อยเรื่องเหล่านี้

สมณะเดินดินว่า…ผมสงสัยว่าคนแรกที่เป็นแฟนรักกันแล้วผู้หญิงไปมีท้องทุกข์มากไหมครับ

พ่อครูว่า..ไม่มากเท่าไหร่ ก็ยังไปอุ้มลูกเขาเลี้ยงลูกเขาเลย ไม่ได้ติดใจอะไรมากมาย เขาก็เป็นอย่างนั้นไปแล้ว

คนที่เป็นไก่แจ้ บางคน ทำให้เราทุกข์ใจมากกว่าอีก มันเป็นวิบากที่ซับซ้อน เราพยายามพากเพียรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ วิบากมันแรงก็เลยมีเหตุปัจจัยให้แรง

_หลวงปู่คะ ทำไมที่นี่ปลูกอะไรก็ขึ้นค่ะ ปลูกแต่ละอย่างขึ้นไปหมด หากอยากจะปลูกจะต้องทำอย่างไรคะ

พ่อครูว่า…เอาเถอะตั้งใจ ถ้าเผื่อว่าเมืองไทยเจริญด้วยการปลูก โดยเฉพาะพืชพรรณธัญญาหารเก่งกสิกรรม ปลูกได้ดีสวยอย่างเป็นหนึ่งในโลก เดี๋ยวนี้การคมนาคมขนส่ง เขารักษาสภาพของได้ดีมากเก่ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยส่งไปทั่วโลกได้สบาย รับรองว่าเราจะเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก ชาวอโศกเอาแน่เรื่องกสิกรรม หลวงปู่จึงแต่งเพลงสมรรถภาพ …มาเถอะมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม จึงเน้นสมรรถนะเรื่องกสิกรรมเป็นหลัก เราจะเจริญเพราะ.. เป็นกสิกรแข็งขลังเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

_คนที่พูดมากและเสียงดัง ต้องใช้ยาอะไรถึงรักษาได้

พ่อครูว่า…เอายาทำใจ เลี่ยงไปเสีย ยอดเยี่ยมเลยทำที่ใจเรา จะพูดมาก็พูดไปไม่ใช่เสียงเราคอของใครของมัน

_เด็กติดเกมผิดศีลข้อไหน

พ่อครูว่า…อบายมุข แย่ ติดเกมส์ ทุกวันนี้หลอกเลวร้ายหากินหนักจัด อย่าไปวุ่นเลย เกมเป็นเรื่องการละเล่นเรื่องหลอกลวงให้หลงใหลติดยึด games แปลว่าการละเล่น

_การป่วยเพราะห่วงกังวลในสุขภาพ หาหนทางรักษาตัวเองจนสุขภาพปรวนแปร ขอคำชี้แนะเรื่องความอดทนอดกลั้นด้วย

พ่อครูว่า…เอาอย่างนี้ จะตายก็ให้มันตายเถอะ ปลง ที่นี่ช่วยกันดูแลอยู่แล้ว หากว่าห่วงสุขภาพมากจนดิ้นรนไปเรื่อย ที่นี่คนก็ช่วยกันพอสมควรอยู่แล้วมีอะไรก็บอกกัน เราก็ช่วยเหลือกัน เพราะฉะนั้นอย่าเป็นห่วงมันมากเลย ไปกลัวตายอะไรเกินไป วิบากมันจะตายมันก็ต้องตายก็ตายเพราะอะไร จะตายเพราะโรคนี้ก็ต้องตาย บางทีตายเพราะอุปัทวเหตุแล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไป ขอบอกให้ชัดเรื่องนี้ว่า อย่ากลัวตาย เพราะว่าการตายเป็นเรื่องสามัญ ไม่มีสัตว์โลกหรือชีวะไหนไม่เคยตาย ชีวะไหนก็ต้องตาย เป็นแต่เพียงจะตายจบอย่างไม่เกิดเลยอีกได้หรือไม่สูงสุด เราสามารถทำรากฐานของตัวเกิดตัวดับตัวใด ทำให้รู้ความจริงเลยว่า ดับได้ เกิดได้ด้วยวิธีของพุทธเจ้า ดับแล้วไม่เกิดเลยได้อีก เรามีความจริงยืนยันที่พูด

_เครื่องบริโภค 4 หลายคนคาใจ ที่เขาไม่ทำงาน

พ่อครูว่า…บริโภคอย่างโจร เป็นหนี้ หรืออื่นๆ มันทำให้เกิดทุกข์ยุ่งยาก เราก็อย่าไปกระทำแบบนั้น เลิก หลายคนคาใจที่เขาไม่ทำงาน ก็ช่างเขาปะไรเขาจะกินจะนอนอยู่ในนี้ก็มีคนคอยดูแลอยู่บ้าง แค่หางตาก็ทําร้ายกันแล้วในคนอโศก คุณไม่เคยเจอหรือไง หางตาชาวอโศก ทั้งแหลมคมบาดลึก

_ชื่อเล่นหลวงปู่ชื่ออะไรครับ

พ่อครูว่า…ชื่อ แป๊ก อาตมาคงคู่กับอาป๊อก

_ในแต่ละวันสิ่งต่างๆที่ได้เจอมันมีทั้งดีและไม่ดี เจอแต่แบบนี้เดิมๆ มันเป็นเพราะคิดไปเองใช่ไหมครับ

พ่อครูว่า…เจออย่างเดิมๆนั้นดีแล้ว พอใจให้ได้ว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่หรอก เพียงแต่ว่าอันนี้เราไม่รู้ว่าดี หรือไม่ดี มันก็วนเวียนเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปนั่นแหละ ซ้ำซาก แต่คนไม่รู้ดีก็จะรู้สึกอย่างนั้น

_หนูเป็นเด็กที่คิดมากค่ะ หนูก็คงจะทุกข์บ่อยค่ะ หลวงปู่ช่วยบอกวิธีปล่อยวางเวลาหนูเจอเรื่องทุกข์ได้ไหมคะ

พ่อครูว่า…เด็กๆพวกเราถาม รู้ทุกข์ด้วย ทุกข์เพราะอะไรก็รู้อีก ทุกข์เพราะว่าคิดมากก็ลดความคิดลง ไม่ต้องคิดมากหรอก  ผู้ใหญ่ช่วยคิดอยู่แล้วที่นี่ ลดคิดลง อย่าให้มากเกิน

สมณะเดินดินว่า…มีคนตั้งข้อสังเกตว่าคนที่นี่ไม่ยุ่งวุ่นวายเท่าไหร่เพราะมีโรงปุ๋ยอยู่

พ่อครูว่า…จะไปโรงปุ๋ยจะไปเกี่ยวข้าวหรือจะไปไล่นกช่วยอาพลังพรก็ได้ ไปหางานทำ สรุปง่ายๆแล้วจะไม่คิด

_ทำไมคนถึงมีกิเลส กิเลสเกิดมาจากอะไรครับ

พ่อครูว่า…ตอบยากมาก ตอบ เพราะคนเกิดมาพร้อมอวิชชาคือความโง่ ที่ทำให้กิเลสเกิดในจิตเรา เกิดจากอะไรเกิดจากความโง่ความไม่รู้ ก็ต้องมาทำให้มันรู้

สมณะเดินดินว่า…คำถามเด็กทางมายังสำคัญเลย พ่อครูเคยไปที่ปฐมอโศกเคยบอกเด็กๆว่า เด็กมาอยู่ที่นี่อยู่ในระบบสาธารณโภคี แต่ละคนมีเหตุปัจจัยมีของเก่า มีบารมีเก่าที่ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ คราวนี้ก็เหมือนกับเราจะมาสร้างบารมีของเราต่อ แต่บางทีเด็กก็ไม่รู้ว่าเรามาอยู่ที่นี่มีอะไรดี เป็นแต่เพียงบอกว่าที่นี่เป็นแดนของสัปปายะ 4 เราจะไปหาที่ไหนที่มีแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว ทุกคนเป็นเจ้าของมรดกแล้วแต่ไม่รู้หนีไปไหน มีให้ทำเยอะไปหมด มีทั้งนาทั้งโรงปุ๋ยใหญ่ๆ มากมาย ไม่เอากัน …จบ