650713 พ่อครูเทศน์รายการเวียนธรรมอาสาฬหบูชา ต้องมีโลกุตรธรรมจึงเป็นศาสนาพุทธ 

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1-MkKYrolmb__I6dm6BQQBot1-NA0Pdi1hlIlLR2Px8c/edit?usp=sharing       

     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://terabox.com/s/1HCTtNOKDf-_avEdlF1m0hg 

     

ดูวิดีโอได้ที่ 

และ https://www.facebook.com/300138787516163/videos/1236597300499223 

ฌานคือจิตไร้นิวรณ์แบบพุทธกับแบบฤาษี

พ่อครูว่า…วันสำคัญเป็นวันอาสาฬหบูชา ก็ไม่ต้องพูดต่อหรอกเพราะขยายความกันไปหลายคนแล้วว่าเป็นวันอะไร เป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 นี้ อาตมาก็ขอพูดถึงเรื่องหลักธรรมสำคัญๆสำหรับวันนี้วันสำคัญ อาจจะหนักหน่อยอาจจะยาก ลองฟังดูนะ 

อาตมาจะพูดถึงเรื่อง พวกคุณว่ามันไม่ยากหรอก แต่มันจะยาก ต้องฟังไปเถอะ 

คือเรื่องของฌาน คุณได้ฟังแล้วก็..โถ! มันจะยากอะไร เรียนมาแล้วก็ทำฌานได้แล้ว 

แค่ ฌาน ที่หมายถึง ฌาน ที่เกิดในการปฏิบัติของคนผู้หลับตา ยึดมั่นถือมั่นยืนยันว่าจะทำงานได้ต้องหลับตา กับคนผู้ลืมตา ไม่ต้องหลับตาอะไร ฌานหลับตาไม่ใช่ของพุทธ ฌานของพุทธต้องลืมตา อยู่กับชีวิตสามัญปกติไปตั้งแต่ต้นจนบรรลุ ฌาน 4 จนบรรลุ ฌาน ตลอดกาล 

ฌาน เป็นคุณธรรมคุณวิเศษที่อยู่กับคนตลอดกาลที่เขาทำได้แล้ว ที่ปฏิบัติประพฤติอย่างสัมมาทิฏฐิได้ถาวร เป็นปกติของชีวิตเลย 

เพราะฉะนั้นคุณธรรมคนที่มี ฌาน อยู่ในตนเองตลอดเวลา ตลอดชีวิต จะเป็นอย่างไร 

ง่ายที่สุด เรียนกันมาทั้งนั้น แต่ไม่เข้าใจเอง เพราะมันลึกซึ้ง แต่คนไปเข้าใจตื้นเอง 

ผู้ทำ ฌาน ได้ คือทำจิตตนเองได้ ทำจิตอะไรถึงจะเป็น ฌาน

ทำจิต ให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ นั่นแหละเกิด ฌาน 

ถ้ายังไม่หมดหรือยังมีนิวรณ์ 5 อยู่เราก็ยังไม่เรียกว่าสำเร็จของความเป็น ฌาน

เพราะฉะนั้นผู้ใดมีความสำเร็จ ชั่วคราว นิดนึง ก็เป็นฌานนิดนึง

ทีนี้ถ้าสามารถทำให้สำเร็จได้ถาวรตลอดไปเลย ตั้งมั่น เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นฌานตั้งมั่นตลอดกาลเลย แม้จะอนุโลมลดไปกับคนอื่น ลดสภาวะ ที่มันจะต้องไปอนุโลมปฏิโลมกับกามบ้าง โกรธบ้าง ฟุ้งซ่านบ้าง สมถะบ้างหรือ วิจิกิจฉา อยู่บ้าง อนุโลมคนอื่นๆ ก็ไม่เลื่อนไหลไปตามเขา ไม่ได้ลดคุณภาพของฌานของตนเองลงเลย โดยไม่ต้องไปหลับตาถึงสะกดเอาความเป็นฌานไว้ได้ ไม่ต้องเลย ลืมตา สบายๆ ทุกอย่างเลย

เพราะฉะนั้น ฌาน ทั้ง 4 ที่เป็นฌาน แบบพุทธ เป็นของพุทธนั้น เป็นฌานที่ได้แล้ว โดยไม่ต้องหาสถานที่ปฏิบัติ ไม่ต้องปลีกเวลาไปปฏิบัติ ไม่ต้องเต๊ะท่า ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นอะไรอย่างนี้ เหมือนฌานเดียรถีย์นอกพุทธเขาทำกัน ..ไม่ต้องหลับตาทำฌาน

เพราะฌานของพุทธ ปฏิบัติอยู่ในชีวิตสามัญประจำวัน กลางคืน ผู้ที่ยังจิตไม่เป็นฌานได้ตอนหลับก็คงยาก แต่ถ้าเดียรถีย์หลับตาลงไปถึงจะเป็นฌานของตน คือทำจิตให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ง่าย ถึงขั้นสำเร็จเป็นครั้งเป็นคราว หรือเป็นครั้งนานๆก็ตาม พากเพียรพยายามฝึกฝนทำแบบนั้นมันเป็นแบบสมถะมันก็ได้ นานๆก็ได้ อย่าง อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นตัวอย่างที่เก่งที่สุดถือว่าสุดยอด เพราะทำไปได้ถึงขั้น อรูปฌาน 

หากจะขยาย รูปฌาน อรูปฌานอีกก็จะยาว จึงยังไม่ขยายตอนนี้ 

เพราะฉะนั้น ฌานของพุทธ จึงเป็นฌาน ที่เกิดขึ้นในชีวิตสามัญ แล้วเป็นฌานไปพร้อมกับชีวิต ที่ทำงานอาชีพ หรือทำงานอะไรก็แล้วแต่สัมมากัมมันตะ จะพูดอยู่หรือคิดปรุงแต่งในทางจิต ก็ลืมตา ปฏิบัติ คนที่ยังไม่บรรลุก็ลืมตาปฏิบัติแบบของพุทธ จะได้ฌานแบบพุทธ ไปหลับตาทำแบบ ฤาษี เดียรถีย์เขาสอน ก็จะได้ฌานแบบฤาษี 

แต่ถ้าเข้าใจดี สัมมาทิฏฐิแบบพุทธแล้วทำตามจรณะ 15 วิชชา 8 (ถ้านอก จรณะ 15 วิชชา 8 ผิดหมด เป็น ปัณกปฏิปทา ไม่ใช่ ผิด ต้องอปัณณกปฏิปทา 3 ต้องเป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดของพุทธ ที่ท่านกำหนดไว้ คือ จรณะ 15 วิชชา 8 )

เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสคำว่า บรรลุธรรม การบรรลุธรรมของศาสนาพุทธที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แต่คนเข้าใจเผินไปหมดเลย แล้วคำนี้ก็มีน้อย มีอยู่ 5 คำ คือ จักษุ ญาณ  ปัญญา วิชชา อาโลก  5 คำนี้เป็นตัวกำหนดเลยว่า ฌานก็ดี สมาธิก็ดี ของพุทธนั้น ต้องเป็นแบบลืมตามีจักษุ แล้วปฏิบัติให้เกิดปัญญา เกิดญาณ เกิดวิชชา แล้วกำกับอีกว่า ในขณะที่มีแสงพระอาทิตย์สว่างจ้า ที่เรารับรู้ได้อยู่นี่แหละ ไม่ใช่ไปหลับตาไปหาที่มืด ไม่เลย 

เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเข้าใจความมืด อย่าง สุภกิณหา กิณหา แปลว่า ความมืด สุภะ แปลว่า ดีงาม 

ท่านแปล สุภันเตว อธิมุตโต ว่า ถ้าจิตน้อมไปในทางศึกษาธรรมะ สุภันเตวะ มีความน่าได้ น่ามี น่าเป็น (สุภะ) อย่างที่สุด อันนี้ อยู่ในวิโมกข์ข้อที่ 3 

ไม่มีโลกุตรธรรมไม่ใช่ศาสนาพุทธ

เพราะฉะนั้นในพุทธศาสนานี้อยากจะย้ำในเรื่องโลกุตรธรรมในวันนี้ 

คำว่า โลกุตระธรรมนี้ เป็นของศาสนาพุทธ ถ้าในศาสนาพุทธนี้ ไม่มีคุณธรรมที่เรียกได้ว่าโลกุตรธรรมแล้ว เท่ากับไม่มีศาสนาพุทธแล้ว แม้จะเรียกตนเองว่าพุทธ ก็เป็นพุทธปากเปล่า เป็นพุทธที่ไม่เหลือเชื้อแท้ๆ เชื้อสำคัญของพุทธ คือ โลกุตรธรรม 

โลกในยุค 2,500 ปีนี้เสื่อมสิ้นโลกุตรธรรมลง อาตมาเคยอธิบายแยกแยะให้ฟัง วันนี้ขอย้ำให้ฟังอีกอย่างหนัก ต้องขออภัยท่านทั้งหลาย โดยเฉพาะกระแสหลักที่ท่านมีจำนวนมากที่เป็นพุทธศาสนิกชน อาตมานำโลกุตรธรรม เข้ามายืนยันลงในศาสนาพุทธ ในยุค 2,500 ปีนี้เพราะมันเสื่อมไปหมดแล้ว ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เสื่อมจริงๆไม่มี 

แม้จะมีผู้นำคำว่าโลกุตรธรรมมากล่าวขึ้น เช่น ท่านพุทธทาส  ซึ่งท่านก็ยังไม่ได้มีโลกุตรธรรมอย่างมากพอ เพียงแต่พอรู้คร่าวๆ เลาๆ เท่านั้นว่า ศาสนาพุทธเป็นโลกุตรธรรม แต่ท่านเองท่านก็ยังไม่ได้ 

ถ้าผู้ที่มีโลกุตรธรรมได้จริง และมี ความเป็นโลกุตรธรรม แน่นมากพอ เมื่ออุบัติขึ้นในโลกยุคไหน แม้ยุคไหนที่ โลกุตรธรรมได้หมดไปแล้ว โพธิสัตว์ก็จะมาปลูกฝังนำพาคนให้บรรลุโลกุตรธรรมขึ้นมาตามได้ ถ้าเป็นโพธิสัตว์ระดับสูงก็ทำให้คนบรรลุธรรมตามได้ จนมาเกิดชุมชนหมู่บ้าน สังคมที่เป็นพุทธมีโลกุตรธรรม จึงจะปรากฏความเป็นโลกุตรธรรมจริงในคน พิสูจน์ได้ยืนยันได้  ตรวจสอบตามพระไตรปิฎก ตรวจสอบตามตำนานตามเรื่องราว บุคคลผู้คนสถานที่ตำนาน ประวัติอะไรก็ได้ ถ้ามีคุณธรรมโลกุตรธรรมเพียงพอก็จะรู้ถ้ามีคุณธรรมโลกุตรธรรมเพียงพอก็จะรู้ความจริงนี้ 

แต่ถ้าคนไม่มีโลกุตรธรรม จะตรวจสอบอย่างไรมันก็ไม่ได้เรื่องหรอก แม้จะมีบัญญัติ แม้จะมีบัญญัติ ผู้จะตรวจสอบได้ ต้องมีโลกุตรธรรมระดับหนึ่ง หรือคนที่ฟังได้รับรู้ตามได้ แล้วคนผู้ที่รับรู้ตามได้จริง ก็จะมีตัวจิต ปัญญาของคนผู้น้้น จะเห็นว่าอย่างนี้ใช่ จะต้องมาเอา เหมือนอย่างพวกคุณ 

เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่มีภูมิธรรมในโลกุตระ ฟังโลกุตรธรรมที่แท้จริงแล้ว จะบอกว่ามันจะมาล้างศาสนาพุทธ แตกต่าง กับโลกียธรรม กันคนละขั้ว หันหลังชนกันเดินคนละเส้นตรงเลย นั่นเรียกว่าคนที่มืดบอดแท้จริง ในโลกุตรธรรม ก็จะเดินหันหลังไปคนละทาง ดีไม่ดีหันหน้ามาฆ่าคนโลกุตรธรรมด้วย แต่ศาสนาพุทธไม่ฆ่ากันหรอก ในเรื่องศาสนา 

ในเรื่องศาสนาของศาสนาพุทธไม่มีการฆ่ากัน อย่างเก่งก็ฟันกันแทงกันด้วยปากหอก คำนี้สำคัญนะ ปากหอก ศาสนาพุทธไม่มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้เจ็บเนื้อเจ็บกายหรือตาย ถ้าตายยังไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไปฆ่าคนตาย ศาสนาพุทธจึงให้ต้องปาราชิก ผู้ใดฆ่าคนตายต้องปาราชิกหมด ไม่ว่ากรณีใดๆ ถ้าทำให้ชีวิตตกร่วงก็ปาราชิกหมด เป็นเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่ การทำให้คนตาย 

เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เป็นโลกุตรธรรม แม้ข้อหนึ่งว่า ห้ามทำคนตาย อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์ใดๆ ก็ไม่ควรทำให้มันตายเลย มันเป็นเพื่อนทุกข์ ที่เกิดร่วมเป็นจิตนิยาม เริ่มเป็นสัตว์แล้ว อย่าไปทำร้ายเขา เคยพูดมาหลายทีแล้ว

จิตที่อุบัติขึ้นมาเป็นจิตนิยามแล้ว แม้จะเป็นเซลล์นิดเดียว ผู้นี้ต่อไปอาจจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตก็ได้ อย่าเชียว เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้ความจริงได้ชัดเจนแล้วจะไม่ทำการฆ่าสัตว์ใดๆ คำว่าไม่ฆ่าสัตว์ใดๆนี้ หมายถึงยิ่งคนก็จะไปฆ่าได้อย่างไร เพราะเป็นชีวิตที่เจริญกว่าสัตว์ทั้งหลาย จะไปฆ่ากันทำไมเล่า คน 

เพราะฉะนั้นผู้มีศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่มีความเคารพได้เลยว่า คนชาวพุทธที่แท้จริงมีโลกุตรธรรมนั้น จะไม่ก่อสงครามกับคน หรือแม้แต่สัตว์ใด โดยเฉพาะยิ่งคนนี้ ไม่เอามันไม่ดี มันร้ายแรง จนกระทั่งอาตมาต้องพูดว่า ผู้ที่สร้างอาวุธนั้นเป็นมนุษย์สามานย์ ฆ่า ด้วยเรี่ยวแรงร่างกายศอกเข่า ก็ทารุณแล้ว ยังไปสร้างอาวุธมาฆ่ากันเพิ่มขึ้นอีกๆ คนเอ๋ยคน ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า.. ใช่ไหม? 

แต่มันห้ามไม่ได้หรอก เพราะคนที่เกิดมา มันมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือน คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องโลกุตรธรรมได้เลย เขาไม่รู้เรื่องหรอก เขาก็เป็นของเขาอยู่อย่างนั้น ต้องฆ่าแกง ต้องกระเหี้ยนกระหือรือ จะต้องเป็นเจ้าโลก เป็นผู้ใหญ่ยิ่งในโลก เป็นผู้นำโลก อย่างที่เห็นๆกัน อยู่เนี่ยฆ่าแกง  สร้างอาวุธมาแข่งกัน ฆ่ากัน ทุกวันนี้ก็ยังแข่งกันสร้างอาวุธให้ร้ายแรงที่สุด 

เพราะฉะนั้นพวกที่เป็นชาวพุทธที่มีโลกุตรธรรม จึงเป็นคนอีกคนละพวกกับคนโลกียะ ยิ่งโลกียะที่ร้ายแรง คนละพวกเลย แล้วเป็นคนละพวกที่วิเศษ คนเป็นโลกุตระในระดับถึงขั้นมีราศีรังสีเป็นกำแพงป้องกันภัยพวกนี้ได้ อันนี้เป็น อจินไตย เป็นเรื่องที่มีจริง คุณธรรมอันลึกซึ้งละเอียดและเป็นปฏิหาริย์อย่างหนึ่ง 

เมื่อมีคุณธรรมถึงขีดขั้น จะมีรูปธรรม แม้เป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นว่า คนคนนี้ ทำร้ายไม่ได้ คนคนนี้มีคุณธรรม คุณวิเศษถึงขั้นอะไรมากระทบไม่ได้มาทำร้ายท่านไม่ได้ ท่านเป็นอมตะบุคคล เป็นอมตะบุคคลในระดับสูง เป็นอมตะบุคคลในระดับอรหันต์ธรรมดาอาจจะถูกทำร้ายได้ แต่ผู้ที่ทำร้ายอรหันต์จนตายก็เป็นอนันตริยกรรม 

อนันตริยกรรมเป็นกรรมที่ 1. มีวิบากจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเลย 2. ต้องวนเวียนอยู่ในโลกที่เสื่อม ร้ายแรง ทารุณโหดร้าย ไปอีกอย่างนับไม่ถ้วน 

เรื่องกรรมวิบากต่างๆที่อาตมาพูดถึงขยายความมาให้เล็กๆน้อยๆ มันเป็นเรื่อง อจินไตย เรื่องที่จะได้รู้ความจริง มีรายละเอียดที่มีคุณภาพคุณธรรมคุณสมบัติต่างๆ อย่างวิเศษมาก ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักการเวียนว่ายตายเกิด Rebirth ของคนของจิตวิญญาณ 

เทวนิยม 100% ตายแล้วต้องไปอยู่กับพระเจ้า แล้วไม่มีอะไรเป็นความรู้ต่อจากตรงนั้นเลย ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า แล้วถามว่าพระเจ้าจะทำอย่างไร ก็ถ้าเผื่อว่าไม่ดีก็จะสั่งลงนรก ถ้าดีก็จะไปอยู่สวรรค์กับพระเจ้า นิรันดรจบ มีอยู่แค่นี้ ทั้งๆที่เรื่องจิตวิญญาณมีความวนเวียนในวัฏสงสารซึ่งชาวพุทธเราเข้าใจแล้ว 

แต่ก็ยังไม่รู้ความจริงรายละเอียดได้ เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรมกับสัตบุรุษ หรือผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้า หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะครู ที่มีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งอันนั้นก็ยังไม่เที่ยง เพราะเป็นแค่ครูที่สัมมาทิฏฐิ แต่ก็ยังไม่แน่นอน เพราะยังไม่มีสัจธรรมที่บรรลุในตัวท่านรับรอง ยิ่งยังไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไป ยังยากที่จะเที่ยง ต้องไปถึงขีดระดับ 7 ถึงเที่ยงเรียกว่า นิยตโพธิสัตว์ ถ้าต่ำกว่านั้นก็ยังไม่เที่ยง ยังไม่มีรายละเอียดเพียงพอ แต่ก็จะมีรายละเอียดขึ้นมาตามลำดับขึ้นไปบ้าง 

พอรู้จักความเป็นอรหันต์ คือเป็นโพธิสัตว์ระดับ 4 ก็รู้จักตน ทำตน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ คำว่า ปรินิพพานเป็นปริโยสาน อาตมาก็นำมากล่าว นำมาอธิบายไม่กี่ปีมานี้ ทั้งๆที่มีอยู่ในมูลสูตร 10 ข้อที่ 10 อาตมาก็เพิ่งจะมีภูมิธรรม ที่เห็นความสำคัญในอันนี้ แล้วก็นำมาอธิบายหลายปีแล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ซึ่งเป็นตัวตัดสินที่สำคัญมากที่ยืนยัน 

  1. ยืนยันความเป็นอรหันต์จะต้องทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ คือ ตายแยกจิตนิยามของตัวเองเป็นดินน้ำไฟลมเลย ไม่กลับมารวมตัวเป็นจิตนิยามอีก 

ส่วนผู้ที่ไม่มีภูมิธรรมระดับอรหันต์ แยกกายแยกจิตของตนเองให้เป็นดินน้ำไฟลมไม่ได้ ตายอย่างไรคุณก็ต้องเวียนวนมาเกิดอีก ด้วยวิบากของคุณเอง วิบากขันธ์ที่คุณสั่งสมมาแล้ว 

เพราะฉะนั้นสายเทวนิยมจึงเป็นสายที่น่าสงสารมาก ต้องช่วยเหลือกัน คนเกิดมาเป็นชีวิตร่วมโลก ร่วมจักรวาลเดียวกัน 

อาตมายืนยันพิสูจน์ตัวเอง ประกาศตนเป็นโพธิสัตว์มาตั้งแต่บวช  ก่อนบวชด้วย แล้วก็เป็นไปตามสัจธรรม  อาตมาตั้งชื่อตนเองว่า โพธิรักษ์ ก็คือผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ ก็คือ ผู้ที่รักษา โพธิรักษ์ เป็นผู้รักษาความตรัสรู้ ใช้นามปากกานี้ตั้งแต่เป็นฆราวาส ก็เป็นไปตามสัจจะความจริงที่ต้องเกิดต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมจะต้องใช้ชื่อนี้ ก็ไม่รู้ แต่มันต้องเกิดชื่อนี้ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ก็เลยมาเป็นโพธิรักษ์ รักษาความเป็นโพธิ คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ต้องมาทำหน้าที่รักษาความจริง สัจธรรมของพระพุทธเจ้าคือ โลกุตรธรรม 

เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถทำจิตในจิตของตนเองให้เกิดฌาน ฌานคือไฟ ฌาน คือพลังงานจิตที่มีความร้อนแรง ความร้อนแรงนั้นเป็นบัญญัติ เป็นภาษา 

คนที่เข้าใจว่า ฌาน เป็นพลังเย็น เย็นก็เป็นภาษาเหมือนกัน  เป็นบัญญัติใช้เรียกสภาวะนั้น เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจว่า ฌาน เป็นพลังเย็นนั้น ผิด จริงๆแล้ว ฌานเป็นไฟ 

พจนานุกรมบาลีไทย คำที่แปลว่า เป็นไฟหรือเพลิง เหลือไม่กี่เล่ม ส่วนใหญ่ แปลฌานว่า การเพ่ง หรือทำให้จิต ไม่มีนิวรณ์ 5 ซึ่งมันไม่ผิด แต่ก็ยังไม่ครบ ยังไม่ถ้วนรอบ

เพราะฉะนั้นผู้ที่จะรู้ธรรมะ สรุปใหญ่ๆ เลยว่า ธรรมะที่เป็นโลกุตระของพระพุทธเจ้านั้นจึงจะชื่อว่าเป็นพุทธที่แท้จริง

ในยุคนี้พ.ศ.2500 อาตมาเป็นคนเกิดในยุคนี้ ไปทำตัวเละเทะอยู่ทางโลกถึง 36 ปี เป็นลิงลมอมข้าวพองไม่ได้เละเทะเท่าไหร่หรอก อาตมาก็ไม่ใช่คนเลวอะไรนักหนา เพราะเกิดมาเป็นคนดีแล้ว ก็ดำเนินชีวิตอยู่ในโลก เป็นฆราวาสอยู่ 36 ปี พอจะถึง 36 ปีก็มาระลึกได้ว่า เราอยู่ในโลกก็เท่านี้แหละหนอ ที่สูงกว่านี้ มันน่าจะมี ก็แว้บมาได้ จะต้องมาทางศาสนา ก็หันมาทางศาสนาซึ่งก็ไม่ยาก เพราะอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 มาแล้วก็ไม่ยาก มันก็เป็นไปตามจริง 

อาตมาสนใจศาสนาพุทธอยู่ อย่าว่าแต่ศาสนาพุทธเลย ไปเล่นเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์อยู่ถึง 8 ปี รู้แล้วก็ออกมา เพื่อนๆที่เล่นไสยศาสตร์ด้วยกัน ก็ไม่ได้ติดตาม อาจจะตายไปเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่ก็ระลึกถึงว่ามีใครบ้าง เพราะมันเหลือน้อยแล้วเลยระลึกไม่ได้ อาตมาก็มาทาง โลกุตระธรรมตามความเป็นจริงที่มันเป็นจริงว่า อาตมาไม่ได้เสแสร้งไม่ได้อยากจะเป็นได้มันต้องเป็น Born To Be ต้องเกิดต้องเป็นอันนี้ ตามสัจจะของพระพุทธเจ้า มันต้องลงตัวกันจริงๆเลยนะ ไม่ต้องนำตัวไปลงหรอก มันเป็นจริงแล้วมันลงตัวจริงแล้วไม่ต้องนำตัวไปลงหรอก    มันต้องลงมือของมันเอง นี่ก็แถมให้ท่านเพาะพุทธ ชอบพูดว่าต้องเอาตัวไปลงถึงจะลงตัว 

อาตมาชื่อโพธิรักษ์ ชื่อรักมาก่อน ต้องมาเขียนความรัก 10 มิติอะไรต่างๆนานาพวกนี้ ล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ต้องเป็นต้องมีไปตามจริงทั้งนั้น มันไม่บิดพลิ้ว มันไม่ผิดเพี้ยนเป็นอื่นไปได้มันต้องเป็นอันนี้ ความจริงที่จริงที่สุดทางโลกุตรธรรม  ซึ่งเป็น อจินไตย มันต้องเป็นเช่นนี้เอง ตถตา ต้องเป็นเช่นนี้เองๆเลย มันลงตัวกันอย่างเป็นอื่นไปไม่ได้ ฟังดีๆนะรายละเอียดเป็นเช่นนั้น

เพราะฉะนั้นคนจะมาเป็นเช่นนี้ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้อยากเป็น แต่จะต้องเป็น ไปไหนไม่ได้หรอกตัวเองจะต้องเป็น มันต้องถึงขั้นอย่างนั้น เมื่อนิยตะแล้ว

อาตมาขยายความ นิยตะ จึงพิสูจน์ตนเองได้ ตรวจสอบตามสัจธรรมจริงๆ จะพบว่าอาตมาพูดความจริงทั้งนั้น ยืนยันได้ พิสูจน์ได้เลย นี่ตั้งใจว่าจะ พิสูจน์ตัวเองไปให้อีกนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ตอนนี้ก็เหลือตัวเลขอายุที่ 133 ปี เพราะถ้าดูสังขารตัวเองแล้วถ้ากระเสือกกระสนไปถึง 133 ปี ไม่รู้ตัวเองว่าจะต้องนั่งวิลแชร์หรือนอนติดเตียงหรือไม่ 

ถ้าจะต้องอยู่อย่างนอนติดเตียงหรือนั่งวิลแชร์ คิดว่า ไม่เอาแล้ว ไปเอาขันธ์ใหม่ร่างกายใหม่มาต่อดีกว่า ตายไปซะ กว่าจะถึง 133 ปีตอนนี้อายุ 88 ปี อีก 45 ปี โอ้โห เท่าอายุทำงานของพระพุทธเจ้าสมณโคดมเลย ที่ประกาศศาสนาประกาศตนเองว่าเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องทำงานถึง 45 พรรษา แล้วก็ปรินิพพานไป ตัวเลขก็ร้อยเรียงกันอยู่นะ 

พระพุทธเจ้าท่านทรงประกาศศาสนาอายุ 45 ปี อาตมาจะอยู่ให้ได้อีก 45 ปี ล้อเลียนกันไหม แน่นอนพวกคุณสาธุ แต่พวกชังน้ำหน้าไม่สาธุหรอก 

ถ้าอาตมาจะอยู่อีก 45 ปี ร่างกายของอาตมา รูปขันธ์ที่ประกอบไปด้วยดินน้ำไฟลมสังเคราะห์สังขารกันมาเป็นเนื้อหนัง เป็นอวัยวะต่างๆ มันต้อง fresh up ขึ้นมา มันต้องสดชื่นมันต้องพัฒนางอกงามขึ้นมา ไม่ใช่จะเสื่อมทรุด มันจะต้องงอกงาม 

แต่ดูแล้วอาตมาว่า อาตมาพากเพียรด้วยธรรมะพระพุทธเจ้า มีอิทธิบาท พยายามที่จะประคองให้ตัวเองไม่แก่ง่าย ไม่เสื่อมทรุดง่าย ได้ มาถึงวันนี้แล้วก็ยังได้อยู่ แล้วก็จะพยายามอยู่ไปอีก 45 ปี ให้ถึง 133 ปีให้ได้ ตั้งตัวเลขเอาไว้นานขนาดนั้น 

อาตมายังสนุกเบิกบานร่าเริงกับการนำธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า มาอ่าน มาอธิบายมาขยายสู่ทุกคนฟัง แล้วก็เขียนหนังสือบันทึกลงไปไว้ ต่างๆนานา ทั้งเขียนทั้งพูด 

เขียนเมื่อไหร่ก็ลืมตัว พูดเมื่อไหร่ก็ลืมตัวเลย เพราะเหมือนองค์พระพุทธเจ้าลง ลืมเวลาทุกที เผลอหมดเวลา ไม่ได้แกล้งเผลอ เพราะพระพุทธเจ้ามาลง องค์ลง พระพุทธเจ้ามาสิง มาให้เป็นผู้สืบทอด เราก็รับหน้าที่สืบทอด 

ที่พูดนี้ยืนยันที่เป็นสัจจะความจริงของโลกุตระธรรม คนที่ฟังแล้วไม่เชื่อถือ นี่ก็เห็นใจเขา เขาจะคิดว่าทำไมคุยโม้อวดตัวอวดตน ซึ่งอาตมาพูดนี้ไม่ได้มี สาเฐยจิต ไม่ได้อวดตัวตนอะไร แต่ย้ำความจริง ยืนยันความจริงเท่านั้น แต่คนไม่รู้จักความบริสุทธิ์ใจ ความจริงใจอันนี้ของอาตมา เขาก็หาเรื่อง หาความไปก็ทำได้ แต่ลองไม่หาเรื่องหาความอาตมา พยายามเปิดจิตรับฟังอาตมาดีๆนะ ไม่เสียหลายหรอก อาตมาว่า มี ปรโตโฆษะ ลองฟัง ฟังด้วยดี ธรรมะอาตมา สาธยายอยู่อย่างนี้แหละ เปิดรีรัน เปิดพูดสด อัดไว้ต่อไปรีรัน ฟังอยู่ได้ตลอดบุญนิยมนี้ จะมีผู้อื่นมาแทรกอยู่บ้าง อาตมาว่ารวมแล้วปริมาณที่อาตมาเทศน์ทั้งรีรันและพูดสด มากกว่าผู้อื่นอยู่นะ 

ก็ฟังเอาได้ ติดตามพิสูจน์ได้ มันเป็นเอหิปัสสิโกจริงๆ เป็นเรื่องเชื้อเชิญให้มาพิสูจน์ได้ หรือใช้ศัพท์ว่า ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ ซึ่งคำว่าท้าทายมันดูน่าเกลียด มันไม่ดูดี มันเป็นธรรมะที่ยืนยันพิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้จากพระไตรปิฎก จะเล่มไหนก็ได้ 

ถ้าเล่มที่มันไม่คมเข้ม ถูกต้องเนื้อแท้ อย่างแค่นๆ มันก็จะยากเพราะมันจะมีลักษณะที่ ฟ่ามหลวมๆ ไม่ค่อยตรงนัก มันมีอะไรผสมเป็นธรรมชาติธรรมดา แต่ถ้าแค่นๆแน่นๆ มีเนื้อๆมีแก่นๆ เป็นธรรมชาติ 

ก็ขอเอา เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภและความสรรเสริญ  เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ  ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ไม่ปรากฏ มีศักดาน้อย.      เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น  เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้วย่อมอยู่เป็นทุกข์ 

เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้แสวงหาแก่นไม้  เที่ยวเสาะหาแก่นอยู่  เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่  ละเลยแก่น  ละเลยกระพี้  ละเลยเปลือก ละเลยเสก็ดไปเสีย   ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น. 

มหาสาโรปมสูตร  ล.๑๒  ข.๓๔๗ 

ศีลเป็นสะเก็ด สมาธิเป็นเปลือก ปัญญาเป็นกระพี้ วิมุติเป็นแก่น ดอกใบผลเป็นลาภสักการะสรรเสริญ 

มุ่งเป้าจะเอาแก่น แต่มาแล้วตาบอดตาถั่วไปเอาได้แต่ใบยอดดอกผล พระพุทธเจ้าเปรียบเอาใบดอกผลเป็นโลกียธรรม คือลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แล้วมันจริงไหม วงการศาสนาพุทธมี 2 กลุ่ม 

กลุ่มชาวอโศกกับกลุ่มใหญ่ทั่วไป 

กลุ่มใหญ่ทั่วไปก็มีแต่ใบดอกผล กิ่งก้านบานทะโร่ไป แต่ของอโศกนั้นมาเอาแก่นคือวิมุติ 

ศีล คือสะเก็ด สมาธิ คือเปลือก ปัญญาคือกระพี้ วิมุติคือแก่น 

ชาวอโศกมีศีลจนเขาว่า มีแต่ศีล เพราะเขาไม่รู้จักสมาธิ ปัญญา วิมุติ เขาไม่รู้ 

เขาบอกว่าถ้าจะไปศึกษาธรรมะ ถ้าไปศึกษาพวกอโศกจะได้ศีล ถ้าจะเอาสมาธิก็ให้ไปเอาที่ธรรมกาย หรือไปเอาที่อาจารย์มั่น มหาบัว สมาธิพวกนั่งหลับตาทั้งคู่ พวกมืดจริงๆ กับพวกมืด หลอกตัวเองว่าสว่างใสอย่างธรรมกาย นั่นอาการหนักกว่าทางหลับตาซึ่งมืดจริงๆก็ยังค่อยยังชั่วเพราะมันจริง แต่นี่ หลับตามันมืดแล้ว แต่มาหลอกว่าใส

ใสเป็นโสดาบัน ใสเป็นสกิทาคามี ใสอนาคามี ใสอรหันต์ ช่างหาเรื่องมาหลอกคนได้ เก่งเรือหายจริงๆ โอ้โห! คนคนนี้เก่งหรือหาย แล้วหลอกคนมาถึงบัดนี้ ทั้งทั้งที่ปาราชิกไปแล้ว ปาราชิก 2 ประการสำหรับธัมมชโย 1. ปาราชิกเพราะขี้โกงทุจริต จนกระทั่งแพ้ในศาลด้วย แต่ก็เก่งมีอิทธิพลทำให้ตนเองไม่ติดคุกได้ 2. อวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน 

ปาราชิก 2 เด้ง เป็นสมี 2 เด้ง สำหรับธัมมชโย 

ที่สุดแห่งที่สุดของความเป็นจิตนิยามคืออะไร

มาเข้าเนื้อเรื่อง มันมีความจริงอยู่อย่างนี้เปรียบเทียบ ผู้ผิด ผู้ถูกต้อง เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้เลย ผู้ที่มีใจเป็นกลางๆดีๆ พิสูจน์ด้วยใจไม่ต้องมีอคติอะไรมากมาย ตรวจสอบตนเองเลย จะเห็นจริงเลยว่าเรานี่ยืนยันพระไตรปิฎกจริง ยืนยันตัวเองว่าปฏิบัติได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปฏิบัติมีศีลได้จริง มีความเป็นศีลจริงๆ ปฏิบัติสมาธิก็ได้จริงๆ เป็นสมาหิโต เป็นสมาธิจริงๆ ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า เจโตปริยญาณ เป็น สมาหิโต ไม่ใช่ทำได้อย่างเจโตสมาธิซึ่งมันต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

ปัญญา ยิ่งจริงใหญ่เลย อาตมายังเขียนหนังสือปัญญา 8 ยังไม่จบเลย ซึ่งไม่ใช่ความรู้ความฉลาดแบบ เฉโกเลย มันคนละเรื่องกัน นี่ก็ยาก คนที่จะแยกออกเข้าใจได้ ก็ถูกลวงถูกหลอกปนเปเละเทะ เอาคำว่าปัญญาไปปู้ยี่ปู้ยำจนเละเทะ แล้วก็ทิ้งคำว่า เฉโก ของตนเองไปเฉยเลย ทำหน้าตาเฉย เอาปัญญาไปใช้เท่เลย แต่แท้จริงเฉโกแท้ๆ ยังไม่ออกมาจากเฉโกเลย แค่นี้ความหมายความจริงที่เป็นสัจจะก็ยังเพี้ยนไม่ตรงกับสัจจะกับภาษา ก็ยาก แต่ยากอย่างไรก็ต้องทำ เพราะงานนี้เป็นงานใหญ่ งานยิ่ง 

งานใหญ่งานยิ่งที่คนที่เป็นที่สุดแห่งที่สุดของคนต้องมาเอาอันนี้จึงจะสมบูรณ์ที่สุดในความเป็นคน ไม่เช่นนั้นไม่สมบูรณ์ที่สุดในความเป็นคนหรอก เพราะที่เรียกว่าที่สุดแห่งที่สุดก็เพราะว่า เกิดมาเป็นจิตนิยาม จนมาเป็นมนุษยชาติผู้มีใจสูง มันจะสูงได้สุดจริงๆ สูงได้สุดแล้วจะเป็นอย่างไร คนที่สูงที่สุดแล้วจะเป็นคนไม่ตกต่ำเลย ไม่ตกต่ำอีกเลยไม่ว่าจะทางด้านโลกหรือทางด้านธรรม มีแต่จะสูงยิ่งไปถึงที่สุดแห่งที่สุด เราก็นับว่าเป็นพระพุทธเจ้า คือมนุษย์ผู้หนึ่ง องค์หนึ่ง เป็นมนุษย์เหมือนเราทุกคน แล้วท่านสร้างคุณธรรม สร้างคุณสมบัติ สร้างคุณประโยชน์ สร้างทุกคุณ นอกจากกามคุณ สมบูรณ์สุดไม่มีใครเทียบ ถือว่าสูงสุดในความเป็นคนแล้ว  

ที่นี้สูงสุดแล้วอีกประเด็นหนึ่งคือ คุณสูงสุดแล้วจะไม่อยากตาย จะอยู่นิรันดร  เหมือน ชาวเทวนิยมก็เชิญได้อีกนั่นแหละ ส่งไปนิรันดรเลยก็ได้ จะอยู่นิรันดรก็ได้ อย่างเช่นพระอวโลกิเตศวรเป็นต้น หรือเป็นภาคผู้หญิงแบบเจ้าแม่กวนอิม ก็ยังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสานหรอก ก็เอาเถอะ อนุโมทนาสาธุกับท่าน 

แต่อาตมารู้ที่จบ ไม่เอา เอาสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าสมัยเดียว ไม่เอาสมัย 2 สมัย 3 อาตมาไม่มีสมบัติชนิดแบบทักษิณเลย ที่อยากจะเป็นใหญ่เป็นโตตลอด ไม่รู้กี่ยุค ตนเองเป็นไม่ได้ก็ผลักดันคนอื่นมาเป็น ทั้งตายทั้งติดคุกไปอีกเยอะแยะ แล้วตนเองก็ทำเป็นลอยนวลไว้สร้างวิบากกรรมให้แก่ตนเอง ซึ่งก็น่าสงสาร เขาไม่รู้เขาทำด้วยอวิชชา เขาทำอย่างไม่รู้จริงๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรมันเป็นธรรมชาติธรรมดา คนมาเกิดเป็นเทวทัตก็ต้องเกิดมาเป็นเทวทัตจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งมันต้องเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา เป็นเรื่อง Born To Be 

ตถตา ก็ต้องเป็นเช่นนั้นเพราะคุณสั่งสมวิบากมา มันลงตัวอย่างนั้น ลงตัวอย่างแน่นหนาด้วย อย่างที่พูดผ่านมาแล้ว มันลงตัว มันต้องมี ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ จะให้เป็นยังไงก็เลือกเอาสิ เป็นอย่างพระพุทธเจ้า เป็นอย่างคนที่สูงที่สุดที่เป็นตัวอย่างแล้ว มีตัวมีตน มีของจริงแท้ ไม่ใช่ว่ามีตัวมีตน เป็นพระเจ้า แล้วอยู่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีตัวตน แล้ว แปลภาษาคำว่าไม่มีตัวไม่มีตนไปใช้เป็น เทวะ เป็นคำสองคำเป็นการตลบตะแลงเป็นนักมายากล 

เพราะฉะนั้นทางเทวนิยมมาศึกษาพยัญชนะของชาวพุทธ ได้พยัญชนะชาวพุทธไปก็เล่นลิ้นว่าเขาไม่มีตัวมีตน เขาคิดว่าสูงสุดแล้วไม่มีตัวมีตนแล้วมีปฏิภาณพอสมควรว่ามันดีนะ ถ้าไม่มีตัวไม่มีตนจะกลับมาเป็นตัวเป็นตนเองมีตัวมีตนอีกได้ หรือไม่กลับ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หรือปรินิพพานเป็นนิรันดรไปเลยก็ได้ เห็นไหมทำได้ทุกอย่างใน ภาวะ 2 คือเทวะ

แต่เทวนิยมไม่รู้จักภาวะ 2 ไม่ใช่สิริมหามายาแต่เป็นมายาแท้ๆ ผู้ที่ยึดถือว่าทุกอย่างที่เป็นมนุษย์โลกมีสภาพ 2 มีรูปมีนามแล้ว ไปหลงเป็นขาเดียว คุณจะไปอธิบายว่าฉันมีแต่นามอย่างเดียว มันมีแต่รูปอย่างเดียว มันขาเดียวเหมือนกับสภาวะของประชาธิปไตยขาเดียว ก็คือ คนไม่รู้จักสัจธรรมว่า ในโลกมันต้องมี 2 

เพราะฉะนั้นพวกที่ยังดึงดันที่จะทำ แม้แต่ความเป็นประชาธิปไตยก็ต้องมี 2 ดึงดัน จะเอาเป็นประชาธิปไตยขาเดียวพวกนี้แหละพวกเทวทัต พวกเทวนิยม เป็นวิบากของเขา น่าสงสาร ซึ่งมันขัดกับสัจธรรม คนต้องมีรูป มีนาม มีธาตุรู้ ต้องมีรูปธรรม 

มีรูปธรรม เป็นผู้ที่ถูกรู้ ตั้งแต่มันไม่รู้ตัว มันเป็นพลังงานทางฟิสิกส์ ตั้งแต่ทางวัตถุ ความร้อน แสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า จนกระทั่งอิฐหินดินปูน เป็นดินน้ำไฟลม มันไม่รู้เรื่องหรอก 

จนกว่าจะมามีธาตุรู้คุมตัวเอง เรียกว่า พีชะ แต่มันก็ช่วยตัวเองไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่มันก็พัฒนาขึ้นมาได้อีกเป็นจิตนิยาม ได้ชีวะแล้ว ต่อไปจะพัฒนาเป็น กี่กัปกี่กัลป์ก็เป็นของมันได้ ถ้าวันนี้เป็นการเกิด การเกิดของพลังงาน ไปจมอยู่กับพลังงานของพระอาทิตย์ ไปจมอยู่กับพลังงานของจักรวาล เป็นจักรวาลใหญ่จนกระทั่งถึง Bigbang สุด จบก็คือเป็นเอกภพ เป็นหนึ่งเหมือนกัน ใช้ภาษาเรียก แต่ไม่มีใครเห็นหรอกว่าขอบเขตของเอกภพอยู่ที่ไหน ซึ่งเอกภพก็ไม่เที่ยง เล็กลงใหญ่ขึ้น เป็นธรรมชาติที่เกินคิด แต่อาตมาก็พอเข้าใจ เอามาอธิบายให้ฟังเพราะทุกอย่างอยู่ด้วยความไม่เที่ยง 

สรุปว่า คุณได้เกิดมาเป็นคนแล้ว ต้องมาเอาอันนี้ มาเอาธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมนี้ จึงจะสุดประเสริฐในความเป็นคน แล้วคุณจะอยู่หรือไม่อยู่ คุณเลือกได้เลย จะอยู่นิรันดรหรือจะตายนิรันดร สูญแยกธาตุเลยได้นะ เห็นไหมว่าเป็นความจบ ความจบทุกอย่าง จบจะอยู่ หรือจบจะไม่อยู่ จบจะมีหรือไม่มี จบเลย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่พิสูจน์ตนเองได้เป็น อนุปคัมมะ มีกับไม่มี หรือ สูญ กับ นิรันดร คุณจะเลือกเอาอันไหน อนุปคัมมะ บอกว่า ไม่เอามันสักอย่าง การไม่เอามันสักอย่างนี้สูงกว่า 2 นะ 

เพราะฉะนั้นถ้าเอา 1 อย่าง คุณก็ยังมีอยู่ คุณไม่เอาสักอย่างคุณก็สูญเลย นี่พยัญชนะแทน มันอยู่ตรงนี้ 

เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธรู้จักความเป็น 0 ความเป็น 1 ความเป็น 2 หรือ Infinity 

อาตมาจึงให้ พรรคสัมมาธิปไตย เป็นพรรคของพวกเรา ที่อยากเข้าไปร่วมกับทางการเมืองเขาอาตมาก็ว่าดี อย่างน้อยก็เป็นตัวแซม อยู่ในนั้นแสดงตัว ซึ่งเป็นนักประชาธิปไตยที่เป็นสัมมาปฏิบัติ เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ที่จะแสดงบทบาทอยุ่ในสังคมต่อไปซึ่งมันจะมีในอนาคต อาตมาไม่พยากรณ์ว่าเมื่อไหร่มันจะมีขึ้นมามีบทบาทได้ในประเทศไทย อีกนาน 

ในยุคของอาตมาที่มีชีวิตอยู่ก็ยังคงไม่เห็นรูปร่างเท่าไหร่ แต่ก็เริ่มจะมีรูปขึ้นบ้างเพราะเขาพยายามทำขึ้นมา อาตมาก็ส่งเสริม เอาเถอะไม่มีปัญหาอะไร แบบของเรา 

เพราะเมื่อมาเป็นพรรคการเมืองที่ เป็นพรรคการเมืองตัวอย่าง อาตมาอยากให้เกิดจากให้เป็น แม้จะเป็นตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ คนที่มีปัญญามีดวงตามีปฏิภาณเขาก็จะรู้จะเห็น 

การเมืองไทยนั้นเป็นการเมืองที่มีเชื้อโลกุตระ ขณะนี้เป็นไปได้ดี ดีจะเป็นตัวอย่างของโลกเลยเห็นว่าโลกมันไปใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสอย่างอเมริกา ถือว่าหนักหนาสาหัสแล้ว หรือจะสุดโต่ง นึกว่าตัวเองเที่ยงอย่างเช่น เกาหลีเหนือ หรือจะอย่างอินเดียอย่างจีน ก็ตาม อาตมาขยายความเอารูปธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง มาเป็นตัวอย่าง มาเป็นสิ่งที่จะใช้ขยายอธิบายสัจธรรมต่างๆ มันเป็นเรื่องของสิ่งที่มีอยู่ในโลก แล้วมันก็มีอยู่ มีจีน มีอินเดีย มีเกาหลีเหนือ มีสหรัฐ มีรัสเซีย มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา หยิบเอามาอธิบายได้ 

เพราะอาตมากำลังมีฐานอภิภู ซึ่งใกล้เข้าไปหา สยัมภู 

อภิภู คือ ผู้มีภูมิรู้ในความแตกต่างที่ละเอียดเกินกว่าสามัญที่จะแยกความแตกต่างกันได้ง่ายๆ 

ใน อภิภายตนะ 8 คนก็ยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาก็ไม่ได้เอามาอธิบายบ่อยนักเพราะมันเป็นภาวะจริงของคนที่สูง คนยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ขั้นอาตมา ระดับ 7 อาตมาก็เป็นไก่ตัวพี่แล้วในยุคนี้ปางนี้ เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงเวลาที่จะเอามาพูดเท่าไหร่แต่ก็ต้องเอามาพูดไว้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ก็ต้องพูดถึงไว้บ้าง เพราะมันเป็นฐานที่จะต่อไปๆ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะสั้นจะกุดจะตัด จริงๆมันบาปด้วย ไปตัดมันบาป 

ไปต่อ ในวันศุกร์ อาตมาจะอธิบายบุคคล 7 ต่ออีก ให้ฟังอย่างดีๆให้ฟังอย่างเข้าใจ ว่า คนสาย  ตระกูลศรัทธาก็ตาม สายปัญญาก็ตาม หรือหลงเลอะ เป็น วิตกจริต ก็ตาม ฟังให้ดีๆจะเข้าใจคนตระกูลอย่างนี้มาจริงๆเป็น DNA ของคน จะเพิ่มภูมิได้เปลี่ยนตระกูลได้ แต่ไม่ง่ายหรอกแต่เอาเถอะมันเปลี่ยนได้ 

วันนี้ก็พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกันเจริญธรรมทุกคน