650711 บุคคล 9 ประเภทในศาสนาพุทธ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 45

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                         

https://docs.google.com/document/d/1y5H_EKqLbw9_Fo2mDSpiKb0UgkfH9yJxcfduGB3a9dU/edit?usp=sharing      

     

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://terabox.com/s/18OGeRSPxC5z0CJNEqnGtAA 

     

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/ebLLFeViwx/ 

และ https://youtu.be/y855WOTkLso 

_สู่แดนธรรม… วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2565 ที่บวรราชธานีอโศก ใกล้จะถึงวันเข้าพรรษา วิถีชีวิตชาวพุทธที่ขาดไม่ได้คือควรมีผู้รู้ผู้มีปัญญาจะให้สัมมาทิฏฐิชาวพุทธที่ได้ เรียกผู้รู้ว่าเป็นบัณฑิตหรือสัตบุรุษก็ได้ ในยุคนี้ก็มีพ่อท่านได้ประกาศตัวเองว่า ตัวท่านเองเป็นสัตบุรุษที่จะมาให้สัมมาทิฏฐิ 

สัตบุรุษเริ่มตั้งแต่โพธิสัตว์ระดับ 7 ผู้รู้แจ้งภาวะ 2

พ่อครูว่า… อาตมาเป็นสัตบุรุษ สัตบุรุษคือ สัตตะ=7 ผู้ที่จะเริ่มมีภูมิธรรมระดับโพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไปจึงจะได้ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ เริ่มต้นเป็นสัตบุรุษ อาตมาก็เริ่มเป็นสัตบุรุษมาเรื่อยๆ ประกาศตนเป็นสัตบุรุษและเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ที่จริงอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มาแล้วตั้งแต่ปางก่อนๆ ไม่ใช่เพิ่งมาเป็นในชาตินี้ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มาหลายชาติแล้ว จนกระทั่งจะเลื่อนขึ้นเป็น 8 อยู่แล้ว มันก็มีความเหลื่อมในปางนี้ ในขณะนี้ 

อาตมาก็พูดไปบ้างแล้วว่าอาตมากำลังเดินไปสู่ระดับ 8 มีความเป็นอภิภู ระดับ 8 เป็นอภิภู ระดับ 9 เป็น สยัมภู

วันนี้เจตนาที่เตรียมไว้ พริ้นไว้  อยากจะพูด อยากจะอธิบายในวันนี้ คือเรื่องของความต่างหรือความแตกต่าง 

ความแตกต่าง คำนี้นี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ ความแตกต่างระหว่าง 2 ภาวะ มันก็มี 2 ภาวะเปรียบเทียบกันมันก็จึงเกิดความแตกต่างได้ ถ้ามีภาวะเดียวมันเปรียบเทียบอะไรไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ภาวะเดียวจะไม่สามารถตัดสิน จะไม่สามารถบอกได้ว่าคุณเป็นหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ ตรงนี้เป็นความชัดเจนในความรู้ระดับสิริมหามายา ระหว่างความเป็น 1 กับความเป็น 2 

ต้องมี 2 และจึงจะเป็น 1 คุณจะเป็น 1 ได้คุณต้องมี 2 มาเปรียบเทียบ ถึงจะรู้ว่าเป็น1 ถ้ามี 1 โดยมีอีก 1 มาเปรียบเทียบจะรู้ว่าเป็น 1 ได้อย่างไร นอกจากคุณจะหลงตัวเองเมื่อคุณ1ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น1 เพราะฉะนั้นเทวนิยมเขาจะยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองเป็น 1 แล้วไม่มีการเปรียบเทียบเป็น 2 ยึดบัลลังก์ตลอดกาล นี่คือนัยยะละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนที่เทวนิยมยังแยกความจริงอันนี้ไม่ออก 

สัจจะความจริงในมหาจักรวาลเอกภพ เริ่มตั้งแต่เป็นพลังงานวัตถุ พลังงานทางฟิสิกส์มันก็เริ่มมี 2 ปรุงแต่งกันขึ้นมาก็เริ่มเป็น 2 ถ้าเป็น 1 ก็มีแต่หายไป เหมือนโลก ลูกโลกลูกใดลูกนั้น มันหมดฤทธิ์ เป็นดาวแดง ก็มีแต่หายแต่เสื่อมไปไม่มีฟื้นขึ้นมาอีกเลย มีแต่จะลดภาวะพลังงานในตัวมันเอง เป็นดาวเสื่อมไปจนกระทั่งหายไปในอวกาศ นั่นตั้งแต่วัตถุ 

พอเริ่มมาเป็นชีวะ พืชก็ตาม ก็มี 2 ให้เป็นรู้แล้วมี 3 4 5 ต่อไปอีกมากมายนับไม่ถ้วน เลื่อนจากพืช จึงขึ้นมาหาจิตนิยาม ก็จาก 2 อีกเหมือนกันที่จะเรียนรู้

คำว่า 2 ภาษาบาลีว่า เทวฺ จริงอย่างที่สุดที่จะให้เรียนรู้รอบถ้วนครบ 

พระพุทธเจ้าท่านมี 2 เทียบ 2 มาตลอดท่านตรัสรู้เทวฺ แล้วท่านก็ต้องยอมรับความเป็นจริง เทวฺ คนที่มีจิตนิยามจะมีธาตุรู้ขั้นจิต ถ้ามีธาตุรู้ขั้นจิตก็ต้องมีอีกซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้คู่กันมาตั้งแต่วัตถุจนถึงพืชถึงสัตว์ ถึง ทุกสรรพสิ่ง ก็เทียบกันกับธาตุรู้ที่ เป็นธาตุหนึ่งที่เกิดมาเป็นชีวะเป็นจิตนิยมมาแล้ว 

จิตนิยามขึ้นมาตั้งแต่ สัตว์โลกที่มีองค์ประกอบน้อยที่สุด เล็กละเอียดจนกระทั่งโตขึ้นมา เป็นสัตว์ไม่ใช่พืช พัฒนาจากพืชมาเป็นสัตว์แล้ว จากน้อยเล็กนี่แหละ จนกระทั่งจะมาเป็นจิตนิยามเป็น อเวไนยสัตว์เป็นสัตว์ที่ยังสอนไม่ได้ เป็นมนุษย์นี่แหละเป็นคนแล้วแต่ยังสอนไม่ได้ จะเรียกว่ามนุษย์ที่เดียวก็ยังไม่ได้ใช้คำแทนว่า อมนุษย์ ก็ยังไม่รู้เรื่องในการทำชั่วทำดี ทำเสียหาย ทำประเสริฐ ทำดี อะไรอะไรควร ไม่ควรไม่รู้เรื่อง ทำไปตามอำนาจกรรม จึงต้องพัฒนาพอรู้เรื่องรู้ราวขึ้นมาเรื่อยๆ ก็รู้จักอะไรควรอะไรเรียกว่าเจริญ 

เข้าสู่เรื่องวันนี้ ที่พูดถึงความแตกต่างที่เปรียบเทียบจาก 2 กับทุกชนิด 

เพราะฉะนั้นก็เข้าสู่ความรู้ที่สำคัญมากในโลกทุกวันนี้ก็คือคำเรื่อง ลัทธิบริหาร ที่เรียกว่าคู่ มีผู้บริหารกับผู้ถูกบริหาร แล้วก็มีคู่จากรัฐอื่น ประเทศอื่น สัมพันธ์กันไปหมดเลยเป็น relative เป็นรีเลชั่นกันไปตลอด แยกไม่ได้หรอก มันต้องเป็นไปตาม 2

ก็ขอแวะตีหัวเข้าบ้านก่อนว่า ประชาธิปไตย ก็ต้องมีภาวะ 2 ขา เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยขาเดียวตามเทวนิยม โลกีย์ ซึ่งเขาดำเนินมาตามสายศาสนาเทวนิยม จึงมีความรู้วนเวียนอยู่ในเทวนิยมซึ่งมีขาเดียว ไม่เห็นความสำคัญของจิตวิญญาณ ไม่รู้เรื่องของจิตวิญญาณดีพอ หลงยึด ความเป็นจิตวิญญาณที่แย้งไม่ได้ที่แยกไม่ได้ 

เป็นมนุษย์คุณแย้งกันเอง แต่คุณไม่แย้งพระเจ้า พระเจ้าไม่ให้แย้ง คุณไม่อิสระ คุณเป็นทาสของพระเจ้า คุณก็ดีแล้วเชื่อพระเจ้าในโลกที่จะต้องทำตามเหมือนเด็กต้องเชื่อผู้ใหญ่ ก็เป็นธรรมชาติที่ควรตามลำดับ จนกว่าจะโตพอที่จะมาเรียนรู้ความเป็น 2 และเลือกเอา จนกระทั่งเป็นได้เอง ตามลำดับขั้น 

ลำดับขั้นเรียกว่าอาริยะ ของพุทธเป็นอาริยะ เริ่มตั้งแต่ได้โสดาบัน ความรู้ที่เป็นอาริยะ แล้วเป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จากนั้นเจริญเป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ระดับ 5 6 7 8 ถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 

พยัญชนะที่เรียนมาเรียบเรียงรายละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ สรุปไม่ยาว แล้วแยกละเอียดขึ้น เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาที่อาตมาทำงาน 

เทวะคู่สำคัญคือ เฉโก กับ ปัญญา ในศาสนาพุทธ

ก็ขอแยกความรู้อีกคู่หนึ่งก็คือคำว่า เฉโก กับ ปัญญา 

มันหมายถึงความรู้ความฉลาดเฉลียวทั้งคู่ เฉโก เอาเป็นความฉลาดเฉลียว ปัญญา ก็เป็นความฉลาดเฉลียว แต่ทางโลกียะ เขายังไม่มีปัญญา แต่มันมีพยัญชนะคำว่าปัญญา ขึ้นมาในโลกเด่นชัด เพราะปัญญามาเหนือกว่า เฉโก คนก็เลยชอบ เอาคำว่าปัญญาไปใช้ ใช้จนฟั่นเฝือ จนกระทั่งยึดเอาคำว่าปัญญาเป็นของตน เฉโกทั้งหลายก็ยึดเอาคำว่าปัญญาไปเป็นของตน โกง แม้กระทั่งคำว่าปัญญา ทั้งที่ตนเองยังมีความรู้แค่โลกียะ ออกจากโลกีย์ไม่ได้ด้วยซ้ำไปก็เรียกความรู้ความฉลาดว่าปัญญา จนลืมชาติตนเอง ลืมไปว่าตัวเองมีความรู้ความฉลาดอยู่ในกรอบความเป็น เฉโกเท่านั้น ก็ไม่รู้ตนเอง 

เพราะฉะนั้นเฉโก แม้แต่ในพจนานุกรมแปลว่า อวดฉลาดหรือฉลาดแกมโกง เขาก็แปลกัน อยู่ทั้งนั้น 

(๓๔๑) “เฉโก”ยังเป็น“โลกียธรรม”ที่หลง“โลกธรรม ๘”  

ผู้จะมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม”ได้ต้องมี “อัญญธาตุ”แล้วจึงจะเจริญเป็น   
“อัญญา(พหูพจน์ของอัญญะ)” และ“สัญญา”ก็เป็น“โลกุตระ”ตามภูมิที่เป็น“ปัญญา” 

“สัญญา”นี้ ชาว“โลกียะ”เขาก็มีอยู่แล้วเป็นธรรมดาของ“จิตนิยาม” แต่เป็น“สัญญาโลกียะ”เท่านั้น ต้องคนผู้เข้ากระแส“โลกุตระ”ได้ “สัญญา”จึงจะก้าวหน้าสู่“ปัญญา”

“สัญญา”มี“อัญญธาตุ” จึงเป็น“สัญญาโลกุตระ” ผู้มี“ปัญญา”จึงเป็นผู้สามารถใช้           “สัญญา”ทำงาน“กำหนดหมาย”อะไรต่างกันอีกทีได้อย่างดียิ่ง(กัมมัญญา)

“ปัญญา”คือ “ความรู้-ความฉลาด”ที่ออกจาก“วงวน”ของ“โลกียะ”ได้แล้ว และ“ปัญญา”นี้เป็นภาษาเรียกความรู้-ความฉลาดเฉพาะของศาสนาพุทธเท่านั้น อันเป็นความรู้ชนิด “อื่น(อัญญะ)” ซึ่งแยกแตกต่างออกไปจากความเจริญหรือเสื่อม ที่วนแล้ววนเล่า อยู่แต่ในวงวนของ“กรอบโลกียะ”ไปได้

“ปัญญา”กับ“เฉโก”จึง“รู้-ฉลาด”ที่เป็นจริง”คนละโลก “ความรู้-ความฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า“ปัญญา”นี้ ไม่ใช่“ความรู้-ความฉลาด”ที่“เฉโก”เลย ทวนกระแสกันด้วย

อาตมาสาธยาย“ปัญญา”กับ“เฉโก”นี้ว่า มันแตกต่างกันเป็น“คนละโลก”มาก็นักหนาแล้ว ถึงวันนี้ก็ ๕๒ ปีแล้ว ก็ยังมีผู้รู้ได้ เข้าใจได้ กระทั่งปฏิบัติสำเร็จออกจาก “โลกียะ“ หลุดพ้นมาเป็นชาว“โลกุตระ”ได้กันมาถึงวันนี้ ก็ยังมีจำนวนไม่มากเลย

อาตมาได้ความรู้โลกุตระมาแต่ชาติปางก่อน มาชาตินี้อาตมาก็นำมาสาธยาย เพราะโลกมันเสื่อมยุค 2500 นี้มันเสื่อม อาตมาเกิดตอน 2477 โตมารู้ความอายุ 36 ได้สะสมและฟื้นความรู้ของตนขึ้นมา จึงมารู้ตัวเองว่า เรามารับหน้าที่จาก พระพุทธเจ้า จะต้องมากอบกู้ศาสนาพุทธในยุคที่เสื่อมนี้ อาตมาเป็นผู้รับผิดชอบรับหน้าที่มาจาก พระพุทธเจ้าโดยตรง

โดยยุคนี้ต้องมีคู่ ต้องมีเทวะ คือ ในหลวง ร. 9 ตามสัจจะ ในหลวงท่านก็อุบัติขึ้นมาทำหน้าที่ตามฐานะของท่าน อาตมาก็ทำหน้าที่ตามฐานะของอาตมา ในชาตินี้ไม่ได้มาพูดกันเลย จนกระทั่งท่านสวรรคตไป ท่านก็เป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

อาตมาก็ทำหน้าที่ทำตามหน้าที่อาตมา อธิบายไปว่าอาตมาเป็นใครมายังไงไม่ได้ปิดบังไม่ได้ มังกุ ไม่ได้เหนียม ทำอย่างสะอาดบริสุทธิ์ใจเฉยๆ ไม่ได้มีอาการอะไรผิดปกติไปจากจิตใจที่มีความจริงใจเต็มๆไม่หวั่นไหว เต็มที่ จนค่อนข้างจะแข็ง จนกระทั่งผู้ที่ไม่มี อาสโภ ไม่อาจหาญก็จะรู้สึกว่าแข็งไป ในโลกต้องมีอิตถีภาวะผสมบ้าง หรือไหวกลิ้งไปหน่อย แต่อาตมา มีลักษณะตรง เปรี้ยงๆ จนได้รับฉายาว่า ขวานจักตอก 

เพราะฉะนั้นทำมาก็มีผู้รู้ได้เข้าใจได้ จนกระทั่งปฏิบัติสำเร็จออกมาจากโลกียะหลุดพ้นออกมาจากโลกียะ คนมาเป็นชาวโลกุตระได้ จนกระทั่งบัดนี้ก็มีจำนวนไม่มากนักหรอก ปางนี้ อาตมาต้องพยายามทำให้มากที่สุด

มี sms อันหนึ่งว่า 

_*จักจั่นทิพย์ สว่างล้ำ*  · หนูว่าพ่อท่านจะไม่เกิดสภาวะทั้งสองอย่างค่ะ ไม่นั่งรถเข็น ไม่นอนติดเตียง น้อมกราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… อาตมาก็ไม่มีคำตอบ แน่นอน อาตมาไม่อยากอยู่ในสภาพที่ว่านี้ นั่งรถเข็นหรือติดเตียง มันรู้สึกว่าไม่สง่าเท่าไร นั่งรถเข็นหรือติดเตียงก็ยังพูดได้สอนได้แต่คิดว่ามันไม่สมสัดส่วน ไม่สมภาคภูมิเท่าไหร่ คิดว่าคงไม่เอา แต่จะรอดหรือไม่รอดก็ไม่รู้นะ ไม่รู้ว่าวิบากจะไปถึงขั้นไหน 

ความเห็นต่างที่ทำให้พ่อครูใช้พัฒนา

_*โกศล สุขเล็ก*  · กราบคารวะพ่อท่าน..บัดนี้ธรรมะพ่อครูไม่ควรประกาศแก่ชนผู้มีราคะโทสะแรงกล้า…

พ่อครูว่า…คนคนนี้พยายามแสดงความเห็นช่วยอาตมา เพราะว่าเกรงกลัวผู้ที่มี ราคะโทสะแรงกล้า เขาทำอะไรก็ได้ ซึ่งก็จริงที่สุด อาตมาก็ไม่ได้ไปประกาศกับผู้มีโทสะแรงกล้า หรือผู้ที่มีมิจฉาทิฐิหนัก ประกาศออกไปทางโทรทัศน์ก็เคยพูดอธิบายว่าไม่ได้บุกไปในดงของเขา อาตมาพูดไปแล้วว่า เทศน์ออกโทรทัศน์ผู้ที่ อนุปสัมบัน หรือผู้ที่ยังมีราคาะ โทสะแรงกล้าเขาไม่ฟังช่องเราหรอก ช่องนี้เขาไม่เปิดเลย จะเปิดมาบ้าง มันอยู่ในโทรทัศน์มันก็อาจจะผ่านๆแต่เขาก็ไม่ฟังหรอก เขารู้ว่า หน้าโพธิรักษ์ ทางด้านโน้นเขาประกาศอยู่แล้วว่าเป็นอันธพาล เป็นจัณฑาลของเขา เขาไม่เอาหรอก หรือผู้ที่ยังอุตส่าห์ฟังแล้วค้านแย้งมาใน sms 

ผู้ค้านแย้งมา ก็ขอยอมรับนับถือ อาตมาพอใจๆ ชอบใจ ผู้จะค้านมาอย่างไรก็ค้านมาเถอะ อาตมา จะได้รู้ในรายละเอียด บางทีพวกค้านแย้งมา เขาอาจจะมีรายละเอียดที่ทำให้อาตมาได้รับประโยชน์ เราได้บกพร่องตามที่เขาแนะนำมา อันนี้ก็ต้องขอบคุณ 

ผู้ที่เราจะโอภาปราศรัยด้วยก็ต้องเป็นผู้ที่เหมาะสมหรือเต็มใจ หรือแม้ไม่เต็มใจจะอยากจะสนทนา อยากจะว่าอาตมา อยากจะแสดงความเห็น อยากจะแข่งขันก็ตามแต่ ก็ดี อาตมาก็คิดว่า อาตมายินดีที่จะคบค้า 

อาตมาพยายาม ทำงานมา 52 ปี ได้ผู้ที่หลุดพ้นเข้ากระแสเข้ามาได้ เข้ามาถึงขีดจะตกอยู่ในหมู่มิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อยู่ในชุมชน อยู่ในหมู่บ้านของชาวอโศก ที่เรามีอยู่ทั่วประเทศก็มีหลาย 10 หมู่บ้าน ชุมชน 

อาตมายังทำงานยังเห็นว่ามันยังไม่ควรตาย พยายามที่จะลากสังขาร 

ตอนนี้อายุ 88 ย่างเข้า 89 แล้ว จะเรียกว่าอายุ 89 ก็ยังไม่ได้ เกิน 6 เดือนขึ้นไปก็พอจะเรียกได้ ก็ไปปี 2566 ก็พอจะเรียกได้ว่าอายุย่างเข้า 89 ไปเต็มในปี 2566 ก็จะขึ้นอายุ 90 

คนอายุ 90 ยังไงๆเขาก็เรียกว่าคนแก่ 80 ก็เรียกแล้ว แต่เรายังไม่ค่อยยอมให้เขามาเรียกว่าคนแก่ 

อาตมาจึงต้องลากชีพสังขารให้ยืนยาวออกไปอีกด้วยความจำเป็นที่สุด มันยากเย็นแสนเข็ญยอดยิ่งสุดๆ แต่มันก็ได้พิสูจน์ว่า คนผู้ศึกษาพุทธธรรม มี“ปัญญา”ในธรรมของพระพุทธเจ้าถึงขีดถึงขั้นสามารถ“ฝืนความตาย-ต่ออายุขัยของตนออกไปอีกได้ ด้วยหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า” นั้นจริง  

เคยบอกไปก่อนแล้วว่าอาตมาอายุ 72 ปี จนต่ออายุขัยมาเกิน 1 นักษัตร เลย 84 ปีมาแล้ว 4 ปี เป็น 88 แล้วย่างเข้าไป 89 

อาตมานี่เองยืนยันเป็นตัวอย่างพิสูจน์กันเห็นๆในชาตินี้ มีอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ จะจริงหรือไม่จริงก็ดูกันไปว่า อาตมาจะอยู่ถึง ๑๐๐ ปีหรือเกิน ๑๐๐ ปีไปได้จริงหรือไม่?!! ถ้าจริง อาตมาอยู่ได้ถึง ๑๐๐ ปี หรือเกิน ๑๐๐ ก็คงพอเชื่อได้ แต่ก่อนตั้งเป้าว่าอยู่ถึง 151 ปี แต่ดูไปทรมานคงไม่ไหวแล้วหนักหนาสาหัสมาก ไม่น่าจะไปได้รอด

ใกล้กลียุคนี้ คนจะอายุ ถึง 100 หรือเกินกว่า 100 ก็เป็นคนพิเศษ กินเนสบุ๊คเขาก็ทำสถิติไว้ 

เรากำลังพูดถึงประเด็นว่า “เฉโก”เป็น“ความรู้-ความฉลาด”แค่ใน“วงกรอบ“ของ“โลกียธรรม” ยัง“ออกจากวงกรอบแห่งความรู้-ความฉลาด”ที่เป็น“โลกียธรรม”ไม่ได้ ยังไมา่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“กิเลส” ยังไม่มี“ปัญญา ๘” ยังไม่มีหลักธรรมที่เป็น“ข้อปฏิบัติ” เพื่อบรรลุเป็น“อรหันต์”

อาตมาชาตินี้มาเป็น สยังอภิญญา 

มีหลักฐานว่าผู้ที่เป็น สยังอภิญญา มีที่อยู่ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 เป็นผู้ที่มีความรู้มาเองแต่ชาติก่อน อาตมาพิสูจน์แล้วว่าอาตมาชาตินี้ไม่ได้มีครูบาอาจารย์มาก่อน และที่อาตมาบรรยายสัตยานั้นต่างจากความรู้ที่เขามีกันในโลก กันกันจนกระทั่งเขาหาว่าอาตมาผิดแล้วจะเอาอาตมาตาย แต่อาตมาไม่ยอมตาย แต่ยอมแพ้เท่านั้น แต่สัจจะความจริงไม่ยอมผิดเพี้ยนไปจากสัจจะความจริงแต่ยอมแพ้ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ  ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง  ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ  โลเก สมณพราหมณา   สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา  เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ  โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา  ปเวเทนตีติ)  

กำลังอธิบายความเป็นแม่ ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 ซึ่งเขาก็ใช้ไม่ได้เขาก็ไปแปลกันว่าเป็นแม่ที่เป็นตัวตน แต่ที่จริงแล้วเป็นแม่ทางจิตวิญญาณทางนามธรรม ซึ่งมันซ้อนอยู่ในพยัญชนะ สิริมหามายา 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สู่แดนธรรม…พ่อท่านอธิบายแยกแยะความต่าง 

มีผู้เขียน sms ว่าพ่อท่านมาล้างสมอง ทำไมไม่มีใครถกเถียงบ้าง  

พ่อครูว่า… อาตมาจะยังไม่พูดถึงประเด็นของคุณเดชา เพราะคุณคนนี้ยังอุทธัจจะอยู่อีกเยอะ ยังฟื้นฝอยยังวนเวียนสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนมาอีกเยอะ เขามีเยอะก็ปล่อยเขาไปก่อน 

เทวะคู่สำคัญคือ เฉโก กับ ปัญญา ในศาสนาพุทธ (ต่อ)

กำลังพูดถึงเฉโกกับปัญญา

ปัญญาจะต้องเป็นผู้ที่มีธาตุรู้หรือความรู้ความฉลาดที่รู้จักภาวะ หรือตัวตน หรือความเป็นกิเลส ต้องรู้โดย ธาตุรู้คือสัญญากำหนดรู้ เมื่อความรู้ถึงขั้นปัญญากำหนดรู้สภาวะนี้ 

กำหนดรู้สภาวะกิเลสนี่แหละคือ ผู้ที่เริ่มนับได้ว่าเป็นโลกุตระ 

เช่น โสดาบัน โสดาปัติมรรค ฟังธรรมะไปแล้วฝึกหัดขึ้นมาอ่านจิตใจตัวเอง อ่าน จิตเจตสิก รูป นิพพาน พยายามกำหนดรู้ สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป แล้วค่อยๆละเอียดขึ้น แยกอาการที่แยกจากจิต ก็คือเจตสิก ก็มีเจตสิกต่างๆ 

ตั้งแต่ เจตสิก 3  เช่น เวทนา สัญญา สังขาร ใช้นามรูปตามปฏิจจสมุปบาท ใช้ภาวะแทรกซ้อน อ่านรูป คือติดตั้งแต่หยาบ เกี่ยวกับกาม คือภายนอก ความรู้ที่ศึกษาสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คนในโลกที่เป็น อเป็นอเวไนยสัตว์ มันสอนไม่ได้ จะพูดให้ตายเขาก็ไม่รู้เรื่อง 

คุณจะรู้ได้มันคือยอดของพีระมิดซึ่งมันมีน้อย เมื่อใดเมื่อใดก็มีน้อยเพราะมันเป็นสัจจะ ความจริง มันคือยอดพีระมิดความจริงมันคือยอดพีระมิด เมื่อใดเมื่อใดมันก็เป็นยอดมันไม่ได้เป็นฐานพีระมิดได้หรอกเพราะเป็นโลกุตรธรรม อย่างไรก็ต้องเป็นยอดพีระมิด 

มันจะเริ่มจากยอดลงมาหาฐาน จะมากขึ้น มีพระพุทธเจ้าที่มีบารมีเยอะก็ได้พลเมืองมากที่สุด แต่มากที่สุดก็ไม่เกินครึ่งหนึ่งของมนุษย์โลก เมื่อเคยเกิน

ศาสนาพุทธไม่ได้ใหญ่กว่าศาสนาไหน รู้ตัวดีไม่อวดดีว่าจะต้องใหญ่ แต่เป็นยอดอย่างเดียวก็พอ ไม่ต้องใหญ่ นี่ก็ลึกซึ้ง ยอดอย่างเดียวไม่ต้องใหญ่ 

สู่แดนธรรม… ยอดยิ่งครับ

พ่อครูว่า… ยอด ความหมายของ ยอด กับใหญ่ ต่างกัน ยอดคือ จุดสุดท้ายสุดของอะไรก็แล้วแต่ไกลสุดคือยอด ยอดยิ่ง คือ สุดๆๆๆ

เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธจึงเรียนรู้กิเลส เริ่มต้นโสดาบัน พอเริ่ม  โสดาปัตติมรรคเข้าใจพยัญชนะภาษาก็รู้โลกุตระจิตตัวแรก รู้ของตนเองเรียกว่า สักกะ แล้ว เรียนรู้ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าคือรูปนาม กาย คือ ภาวะสอง ก็ต้องใช้ภาวะสองเป็น 

เรียนรู้กายให้ถูกว่า ต้องเอามาจากภายนอกก่อน เริ่มจากภายนอกก่อน ภายในมันละเอียดมันเล็กมันผิดพลาดได้ง่าย ไอ้หยาบใหญ่โตๆภายนอกรู้ง่าย เริ่มตั้งแต่อบายมุขคือทั้งใหญ่ทั้งเป็นหัวหน้า มุขคือหัวหน้า สัมผัสได้ง่ายๆเป็นลำดับต้น 

ก็คือ กามภพ ภพข้างนอกนี่แหละ ที่เป็นกามคุณ 5 ​คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวารห้าภายนอก เกิดสภาวะนี้

ผู้ที่ไปหลับตาปฏิบัติจึงโมฆะหมด ไม่มีทางบรรลุธรรมได้เพราะมันผิดลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แล้วหลงผิดจนไม่มาหาระดับต้น ระดับกามหยาบด้วย แต่บอกว่า ตรัสรู้ภายในเลย ก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านนั่งหลับตาก็บรรลุ 

พระพุทธเจ้าท่านมีของเก่ามีมาแล้วก็บรรลุได้ อาตมาก็มีของเก่ามา ก็บรรลุได้ แต่คุณยังไม่เคยมีมาจะเห็นได้จะระลึกได้อย่างไร จะหลับตาให้ตาอย่างไรมันก็ไม่มีเพราะมันไม่เคยมี ไม่มีในสิ่งที่คุณเคยผ่านมาทั้งหลายเป็นอดีต อดีตคุณไม่เคยมีมาเลยจะระลึกถึงในปัจจุบันอย่างไรไม่ต้องกล่าวถึงอนาคตมันก็ไม่มี ที่ไปมีคือเป็นเรื่องเลอะเทอะ เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย ไปอีก

เมื่อเริ่มรู้โสดาแล้ว จะต้องปฏิบัติต่อไปให้หมดสิ้นอาสวะให้ได้ มาเรียนรู้ จับตัวกิเลสให้จริงขึ้นๆชัดขึ้น ซึ่ง จะต้องเป็นกิเลสเบื้องต้น ภายนอก กิเลสหยาบ ตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ แล้วค่อยไล่ไป

บุคคล 9 ประเภทในศาสนาพุทธ

เมื่อกี้นี้พูดพาดพิงอาสวะ โสดาบันไม่ต้องไปพูดถึงอาสวะก่อนเลยจึงยังเป็นคนผู้“ไม่หมดสิ้นอาสวะแล้ว” เริ่มนับได้ว่า ผู้“อรหันต์” ถึงขั้นเป็นคน“ผู้สิ้นอาสวะ“ ซึ่งเป็น“บุคคลระดับที่ ๔” ผู้สนใจตรวจสอบได้จาก พระไตรปิฎก เล่ม ๓๖ ข้อ ๑๕๑ “นวกนิทเทส“คือ “บุคคล ๙ จำพวก”

  1. บุคคลผู้เป็น“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”คือ บุคคลที่ ๑ ผู้เลิศประเสริฐแล้วสูงสุดแล้วในความเป็นมนุษย์ 

พระพุทธ มี เจ้ามาแทรกกลาง เป็นพระเจ้าแบบพุทธก็เรียกได้ แต่เป็นพระเจ้าแบบเทวนิยมก็รู้จิตวิญญาณลึกลับได้แต่ไม่กระจ่าง 

เขาพูดแต่คำสอนของพระเจ้า โดยผู้ที่เอาคำสอนของพระเจ้ามาประกาศ ก็พูดว่าเป็นลูกพระเจ้าเป็นพระบุตรของพระเจ้า คำสอนทั้งหลายเป็นของพระเจ้าไม่ใช่ของตนเอง อันนี้ก็ผิดตั้งแต่ตัวแรก คำสอนท่านใดในของพระศาสดาเทวนิยมทุกองค์ เป็นของตนเองทั้งนั้น แต่ไม่ได้เรียนรู้ตนเอง ไม่ได้เรียนรู้กรรมวิบาก ไม่ได้เรียนรู้ว่าตนเองพัฒนาความรู้ตัวเองมาเป็นสัมภาระวิบาก จนกระทั่งได้มาก และแข่งขันกับคนอื่น ประกาศตัวเองก็เป็นศาสดา อยากตั้งศาสนาให้แก่ตัวเอง ก็เลยมีศาสดาของเทวดานิยมเยอะแข่งกันใหญ่ จนกระทั่งมีศาสนาและศาสนาน้อย ซึ่งก็สู้ศาสนาใหญ่ที่มีไม่กี่ศาสนาไม่ได้ ที่มีเยอะแยะเลยศาสนาเทวนิยม  ส่วนศาสนาพุทธนั้นมีหนึ่งเดียวเป็นยอดไม่ได้ไปแก่งแย่งแข่งขัน เป็นเอกภาพ 

พระพุทธเจ้าที่มีองค์เดียวไม่มีพระพุทธเจ้าสองพระองค์เกิดในยุคเดียวกัน ที่จริงศาสดาของศาสนาพุทธมีหลายองค์ นับไม่ถ้วนหรอก เกิดมาจนกระทั่ง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เกิดมาในโลกไม่รู้กี่ล้านองค์แล้วนับไม่ถ้วน 

ที่มีเราก็ทำอยู่ในรอบแต่ก็เป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่มีอยู่ยืนยันอยู่ในโลกตลอดกาลเหมือนโลกียะ ศาสนาโลกมีตลอดกาลคู่โลกไม่มีพุทธันดรเลย เทวดนิยมครองโลกตลอดกาลแต่ศาสนาพุทธนั้นมีขาดหายไปในช่วงพุทธันดร 

สภาพสภาพที่ศาสนาพุทธจะหายไปก็คือ 1. คนดี คนมีน้อยวัตถุดิบอะไรก็ยังมีมากไม่มีการกระเหี้ยนกระหือรือแก่งแย่งกัน โลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ยังไม่เป็นผีสิงในใจมากพอ อยู่กันอย่างสงบสบาย ศาสนาพุทธก็ไม่ต้องเกิดมาช่วยเพราะมันไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร

  1. คือยุคพุทธันดร คือ เกิดมาก็สอนคนไม่ได้ เครื่องศูนย์เปล่า เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้เกิดมาในยุคที่มันสอนใครก็ไม่ได้ ก็อาจจะมีผู้รับได้เหมือนกันแต่มันไม่คุ้ม ก็ให้พระโพธิสัตว์มาฝึกฝนมาทำบารมีต่อไปเท่านั้น จะเกิดในยุคที่ คนยากที่จะบรรลุแล้ว มนุษย์ที่สอนได้มีน้อยไปไม่เหมาะควรต่อพระพุทธเจ้าเพราะได้ผลน้อย ถึงแม้จะน้อยมันก็คงจะมากพอสมควร แต่มันไม่ได้มากเท่ากับศาสนาเทวนิยมหรอก ศาสนาเทวนิยมศาสนาใหญ่ๆ จะมีจำนวนมากกว่าศาสนาพุทธทั้งนั้น แม้แต่ในยุคทุกวันนี้ก็ยืนยันได้ คริสต์อิสลาม ฮินดู หรือแม้แต่ขงจื่ออาจจะมากกว่า พลเมืองมีเป็นพันล้าน โลกุตระจริงๆสู้ไม่ได้ เป็นพุทธที่ไม่ใช่โลกุตระก็มีเยอะ 

  1. บุคคลผู้เป็น“พระปัจเจกพุทธเจ้า”คือ บุคคลที่ ๒ ผู้รองลงมาจาก“พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ปัจเจกแปลว่าเฉพาะตน 1.ไม่สามารถตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เพราะมีอนันตริยกรรม 2.เป็นผู้หญิง เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีภูมิธรรมสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเท่ากันกับพระพุทธเจ้า แต่พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังไม่ถึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มี แต่มีที่ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะเหตุปัจจัยคือท่านไม่ได้ประกาศศาสนาพุทธ ในโลกมนุษย์ ให้เป็นศาสนาของพระองค์แล้วก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นทำเนียบในมนุษยชาติ แต่ท่านมีภูมิธรรมปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากับพระพุทธเจ้า ทำไมประกาศแล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเฉพาะตนไปเลย นี่คือปัจจัยสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เท่ากันกับพระพุทธเจ้า 

ความรู้ต่างๆเหล่านี้เป็น อจินไตย ที่เดาไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีภูมิสูงพออย่าบังอาจเลยเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมาอยู่ในฐานะที่กำลังเรียนรู้อยู่ที่เป็นไปได้ เพราะสร้างตนเองไปตามแผนที่ที่ตนเองต้องเดินทางไป อาตมาก็ต้องผ่านไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาสามารถ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้แล้วแต่ยังไม่ทำ เพราะตั้งใจตั้งปณิธานจะไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง 

  1. บุคคลผู้เป็น“อุภโตภาควิมุติ” คือ บุคคลที่ ๓ รองลงมาจาก“พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า” คือพระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์เจ้า ที่สมบูรณ์แบบ อุภโตภาควิมุติ มีการรู้วิมุติทั้งสองส่วน อุภโตคือสอง ภาคคือส่วน แ ล้วมีวิมุติทั้งสองส่วน คือทั้ง เจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ 

ซึ่ง อุภโตภาควิมุติ คือ บุคคลที่ 3 รองลงมาจาก ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า 

  1. บุคคลผู้เป็น“ปัญญาวิมุติ” คือ บุคคลที่ ๔ รองจากผู้มี“อุภโตภาควิมุติ” 

  1. บุคคลผู้เป็น“กายสักขี”คือ บุคคลที่ ๕ ซึ่งเป็นคนผู้มี“ปัญญา” ผู้รู้ชัดในความเป็นจริงใน“อาริยสัจ ๔” สามารถปฏิบัติให้“อาสวะบางส่วน” หมดสิ้นไปได้แล้ว

“กายสักขี”คือ ผู้มีความหลุดพ้นสิ้นอาสวะบางส่วนได้แล้ว แต่ยัง“ไม่หมดอาสวะ”สิ้นเกลี้ยงนั่นเอง

  1. และบุคคลผู้เป็น“ทิฏฐิปัตตะ”คือ บุคคลที่ ๖ ก็คือ ผู้เริ่มมี“สัมมาทิฏฐิ”ได้แล้ว ใน“อาริยสัจ ๔”เพราะ“เห็นชัดด้วยปัญญา ดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นี้ ก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา”

(๓๔๒) ยากที่“ศรัทธาวิมุติ”จะมี“ปัญญา”เป็น“ทิฏฐิปัตตะ”

บุคคลผู้เป็น“ศรัทธาวิมุติ” คือ บุคคลที่ ๗”ผู้ติดยึดความสงบแบบ“สมถะ”มากยิ่ง เพราะไปหลง“เจโตสมาธิ”ที่เป็นเดียรถีย์มี“ฌาน”แบบ“โลกียวิสัย” ยังเป็นคน“จมชีวิตอยู่กับมิจฉาทิฏฐิซ้ำซ้อนนับชาติไม่ถ้วน” ติดยึด“การหลับตาปฏิบัติ” คนผู้นี้ไม่มี“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”เป็น“ข้อปฏิบัติ” ก็ไม่มีทางให้เดินไปสู่“นิพพาน”เด็ดขาด 

จึง“ต้องวนเวียนอยู่กับการปฏิบัติแบบ“หลับตา”  ก็ได้“มิจฉาสมาธิ”ให้ตนเสพติด อยู่ในกรอบของ“สมาธิเดียรถีย์โลกียวิสัย”นั่นเอง 

จึงต้อง“เวียนเกิด-เวียนตาย” ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านชาติ   

จึงยากมากและนานมากกว่าผู้นี้จะพ้นจาก“เฉโก” มามี“สัมมาทิฏฐิ” แล้วจึงจะพอได้“ปัญญา” และกว่าจะปฏิบัติเป็น“สัมมาปฏิบัติ” กระทั่งบรรลุ“สัมมาปฏิเวธ”บริบูรณ์เป็น“อรหันต์”สำเร็จ นั้นไม่ใช่ง่ายจริงๆ

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ

สู่แดนธรรม.. 

พ่อครูว่า… คนแค่จะเจริญจาก“ศรัทธาวิมุติ” เป็นคนผู้มี“ปัญญา” บรรลุสู่“ทิฏฐิปัตตะ” ก็สุดแสนยาก และนานมากยิ่งอยู่

โดยธรรมชาติสามัญนั้นธรรมดาโลก คนในโลกมีอยู่ ๒ สาย หรือ ๒ ตระกูลใหญ่ ซึ่งได้แก่ สาย“ศรัทธา(ศรัทธานุสารี)”กับสาย“ปัญญา(ธัมมานุสารี)” เป็น“เทฺว”คู่ใหญ่ 

แต่ก็ยังมีคนผู้มากไปด้วย“ความช่างสงสัย” จึงทำตนเองนั่นเองเป็นผู้สะสม“วิจิกิจฉา“ใส่จิตตนเอง ด้วยการทำตนเป็นคน“ขี้สงสัย” ตาม“อวิชชา”ของตน อย่างคุณเดชา อัมพร เป็นต้น จะเข้าข่ายนี้ 

ใน“อนุสัย”คนผู้นี้จึงมีแต่“ความไม่รู้แจ้งรู้จริงอะไรได้สักที”นั่นเองหนาแน่นมากหลาย กลายเป็นคน“วิตักกจริต” ผู้หนักไปทางนึกคิดจับจดฟุ้งซ่านหนักหนาสาหัส ก็กลายเป็นคนผู้มากไปด้วย“ความช่างสงสัย” 

คนผู้“วิตักกจริต”นี้ กว่าจะบรรลุธรรมได้ ก็ต้องใช้เวลาปฏิบัติมากถึง ๔ เท่า ทีเดียว

เช่น “พุทธิจริต(ตระกูลพุทธที่มีจริตปัญญาโดยตรง)” กว่าจะบรรลุธรรม“จบกิจ”แต่ละขั้นๆ ใช้เวลาเพียง ๑ รอบ(กัปป์) 

“ศรัทธาจริต”จะ“จบกิจ”ต้องใช้เวลาถึง ๒ รอบ(กัปป์) 

ส่วน“วิตักกจริต” จะต้องพากเพียรมากอย่างเยิ่นเย้อยาวนาน เป็นผู้“วิริยาธิกะ”ใช้เวลาถึง ๔ รอบ(กัปป์) 

ดังนั้น ผู้“ศรัทธาจริต” นั่นคือ “ศรัทธานุสารี”หรือ

คนสาย“ศรัทธา”นั่นเอง กว่าจะได้“สัมมาทิฏฐิ” แล้วปฏิบัติให้มี“ปัญญา” เป็น“ทิฏฐิปัตตะ”ได้นั้น ก็นานแสนนาน สุดแสนมากกว่ามาก

เพราะเหตุใหญ่ ก็คือ มี“อัตตา-มานะ”มาก ไปหลงมัวเมาติดอยู่ใน“อุปกิเลส”ที่เป็น“วิปัสสนูปกิเลส ๑๐”  ได้แก่ ๑.โอภาส(แสงสว่าง) ๒.ญาณ(ความรู้แจ้ง) ๓.ปีติ(ความอิ่มใจ) ๔.ปัสสัทธิ(ความสงบจากกิเล) ๕.สุข(ความสบาย) ๖.อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) ๗.ปัคคหะ(ความเพียร) ๘.อุปัฏฐานะ(ความตั้งมั่น) ๙.อุเบกขา(ความวางเฉยที่ยังเป็นที่มิจฉาทิฏฐิ) ๑๐.นิกันติ(ความดิ้นรนปรารถนา) ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าได้จากพระไตรปิฎก เล่ม ๓๑ “ยุคนัทธกถา“ ข้อ ๕๔๒

จึงยากมากอย่างใหญ่ยิ่งยวด ที่“ศรัทธาวิมุติ”จะมี“ปัญญา”เจริญขึ้นสู่ความเป็น“ทิฏฐิปัตตะ”ได้ 

“เทฺว”คู่สำคัญในคนสาย“ศรัทธา”กับ“ปัญญา”

นั่นก็คือ คู่ที่ ๑ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“โอภาส” 

ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“ญาณ”

หรือ คู่ที่ ๒ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“ปัสสัทธิ”

ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“ปีติ” 

หรือคู่ที่ ๓ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“สุข” 

ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“อธิโมกข์”

หรือคู่ที่ ๔ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“อุปัฏฐาน” 

ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“ปัคคหะ”

หรือคู่ที่ ๕ สาย“ศรัทธา”ก็จะหลงติด“อุเบกขา” 

ส่วนสาย“ปัญญา”ก็จะหลงติด“นิกันติ”

 

อุปัฏฐานกับปัคคหะ

ปัคคหะนี้เป็นความเพียรขึ้นมาหาปัญญา ส่วนอุปัฏฐานลงไปหาศรัทธา 

เหตุที่ทำให้เกิด“วิปัสสนูปกิเลส”ก็คือ คนผู้ขี้สงสัย หรือไม่ก็คนผู้หลงใหลในการศึกษาเกินไป จึงเป็นผู้ตะกละความรู้ ไม่อิ่มในความรู้ จึงไม่รู้จักจุด“จบ”ของ“ความรู้”กันง่ายๆ  จึง“สรุปสภาวธรรม”ให้แก่ตน“ไม่ได้สักที”    

 ซึ่ง“เหตุใหญ่”ก็เพราะไม่มี“ข้อปฏิบัติ”ที่“สัมมาทิฏฐิ” ก็ยัง“หลงใหลเสพสุข-ได้รับทุกข์”หมุนวนอยู่ในโลกแห่งความเป็น“เทฺวนิยม”อยู่ นั่นคือ ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน“เทฺว ธัมมา” ไม่สามารถมี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ทุกขอาริยสัจ ๔”ได้ถูกตรงถ่องแท้แยบคาย(โยนิโส) แค่“ศีล”ก็ยังไม่มี แม้มีก็ปฏิบัติไม่พ้น“สีลัพพตุปาทาน” หรือไม่พ้น“สีลัพพตปรามาส”  ก็ไม่สามารถบรรลุมรรคผลอยู่นั่นเอง 

สีลพตุปาทาน  คือยึดในข้อปฏิบัติที่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ

สีลัพพตปรามาส คือ ผู้สัมมาทิฏฐิรู้สักกายทิฏฐิของตนแต่ไม่เอาจริง ทำอย่างลูบคลำกิเลส เหมือนรู้จักโจร จะไปจับโจร แต่กลับไปกินข้าวต้มกับโจรไปเสียอีก แทนที่จะไปจับโจรไปลงโทษ 

ดังนั้น คนผู้นี้จึงไม่มีการปฏิบัติ“อปัณณกปฏิปทา ๓” ที่เป็น“ข้อปฏิบัติไม่ผิดของศาสนาพุทธ”แท้ๆ ซึ่งเป็น“หลักสำคัญยิ่งของ“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘”แน่ๆ   

ผู้มี“ปัญญา”ที่“พ้นอวิชชา”เท่านั้น จึงจะปฏิบัติ “อปัณณกปฏิปทา ๓”อย่างเป็นกิจจะลักษณะ แล้วก็เกิด“สัทธรรม ๗” จึงจะได้“ฌาน ๔”ที่“สัมมาทิฏฐิของพุทธ” 

และรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ทุกขอาริยสัจ ๔”จริง แล้วปฏิบัติ“สิ้นสุขทุกข์เป็นอรหันต์”สำเร็จ 

ซึ่งคนผู้ยังเป็น“เดียรถีย์”หรือเป็น“เทฺวนิยม”เต็มตัว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ หรือยังไม่เคยพบศาสนาพุทธเลย แค่ชื่อ“พุทธ”ก็ยังไม่เคยได้ยินนั้น ผู้เป็น“เทฺวนิยม”หรือผู้เป็น“เดียรถีย์”แท้ทั้งหลายนี้ และแม้จะเป็นชาวพุทธที่เคร่ง“หลับตา”ปฏิบัติเอาเป็นเอาตายกันทีเดียว ก็จะไม่มี“ปัญญา”ได้เลย  ยังมีแค่“เฉโก”เท่านั้นตามเดิม

จะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“เทฺว”ที่ตนหลงว่า “เป็นใหญ่ยิ่งยอด“๑ เดียว ตามแบบ“ศรัทธา”ที่ตนยึดอยู่แน่นเหนียวปักมั่นกันอยู่เท่านั้น จะยังไม่เริ่มเกิด“ปัญญา”หรอก  

ซึ่ง“พุทธศาสนิกชน”ทั้งหลายทั้งหมดในยุคนี้ ผู้ยังมีแต่“เฉโก”อยู่ นั่นคือ ยังไม่สามารถมี“ปัญญา”นั่นเอง

“ศรัทธาวิมุติ”จึงมี“ปัญญา”สู่ผู้“ทิฏฐิปัตตะ”ยากยิ่ง

เพราะเป็นคนผู้ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”อยู่ก็แค่“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่ได้เริ่มมี“สัมมาทิฏฐิ” หากยังไม่ได้ยินได้ฟัง“คำสอนจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” หรือยังไม่ได้ยินได้ฟังจากปาก“สัตตบุรุษ”หรือผู้อยู่ในฐานะครูที่มี“สัมมาทิฏฐิ”แล้วอย่าง“บริบูรณ์” จึงยังยึดมั่นถือมั่นใน“เฉโก”ของตนอยู่ ไม่ถอดถอน

เพราะเรียนรู้แค่จะ“ฟังธรรม”เท่านั้น ก็ยังไม่ทำให้ “บริบูรณ์”ได้เพียงพอ

“เหตุ”ก็เพราะคนผู้นั้น ยังไม่มี“อัญญธาตุ”เกิดในจิตเพียงพอ หรือยังไม่มี“ปัญญา”นั่นเองแท้ๆ 

(๓๔๔) ฟังธรรมนั้นต้องฟังให้มากจนเรียกได้ว่า“บริบูรณ์”

แม้ผู้ใดจะพอได้ยินได้ฟังธรรมที่เป็น“โลกุตระ”บ้าง แต่ถ้าไม่พยายามฟังแล้วฟังอีกจากพระพุทธเจ้าหรือจากสัตตบุรุษหรือจากผู้อยู่ในฐานะครูที่มีสัมมาทิฏฐิ ให้มี“ปัญญา”เจริญขึ้นๆอีก ผู้นั้นยังไม่มี“ปัญญาข้อที่ ๒”

ในกระบวนธรรม“ปัญญา ๘”ของพระพุทธเจ้า เพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่ง“บริบูรณ์” นั่นแหละแท้ๆ

“ความรู้-ความฉลาด”ที่ได้นั้นก็ยังไม่สามารถเป็น“ปัญญา”เข้าเขตที่จะเห็น“ความแตกต่าง”ระหว่าง“ความสงบ ๒​ แบบ”ที่เป็น“ความสงบของโลกียะ”ทั่วไปแบบสมถะสามัญ กับ“ความสงบของโลกุตระ”ก็อีกแบบหนึ่ง ที่วิเศษ พิเศษ เพราะ“กิเลส”ถูกกำจัดออกไปจากจิตได้อย่างแท้จริง 

มันได้แค่“ความสงบ”ที่เป็น“ภายนอก”เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ผิวๆเผินๆแบบ“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่มี“ปัญญา” รู้จักรู้แจ้งรู้จริงแม้แค่“ความสงบ”ที่เกิดจาก“จิตไม่มีกิเลส” หรือสามารถทำให้“กิเลส”ตัวสำคัญที่ทำให้“ไม่สงบ”ตัวแท้ตัวจริง ลดลงได้  จึงเท่ากับคนผู้ฟังธรรมนั้นยังไม่พ้น“มิจฉาทิฏฐิ”กันถึงขั้น“บริบูรณ์” 

ผู้นั้นก็จะไม่มี“ความบริบรูณ์”ของ“อาหาร ๑๐”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสใน“อวิชชาสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)หรือไม่มี“ความบริบูรณ์”ใน“ปฏิจจสมุปบาท” ไม่มี“ความบริบูรณ์”ใน“จรณะ ๑๕ วิชชา ๘” ก็เท่ากับไม่มี“ความบริบูรณ์”ใน“พุทธธรรม”ของพระพุทธเจ้าทุกประการนั่นเอง

ผู้ฟังธรรมที่ยัง“ไม่บริบูรณ์”นั้น ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติธรรมที่เป็น“โลกุตระ”ให้ถึงนิพพาน“บริบูรณ์”ได้แน่นอน 

ใน อวิชชาสูตร ว่าไว้ ต้องพบสัตบุรุษหรือผู้สัมมาทิฏฐิที่บริบูรณ์ ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ด้วย 

๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 

๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 

๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์  

๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา

๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 

๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์  คือ  กาย วาจา ใจ  เลิกทำการงานทุจริต 

๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ 

๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ 

๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์  ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔  ข้อ ๖๑) 

เพราะคนผู้นั้นยังไม่ถึงขั้นมี“ฉันทะ”ที่ซาบซึ้งลึกล้ำหยั่งเข้าไปถึง“รากเค้า(มูลกา)ของจิต ชนิดประทับใจดูดดื่มเยี่ยมยิ่ง กระทั่งยอมเปลี่ยน“การทำใจในใจ”ที่เป็นโลกียะของตน ที่ตนยึดมั่นถือมั่นอยู่ ก็จะอยู่อย่างเดิม

เช่น ยัง“ทำใจในใจ”กันอยู่กับ“การหลับตา”ปฏิบัติอยู่นั่นแหละ ไม่เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ ไม่เปลี่ยนการปฏิบัติแน่  

เพราะคนผู้นั้นยังไม่มี“อัญญธาตุ”มากพอที่จะทำให้เขาเปลี่ยน“ความเห็น-ความยึดมั่นถือมั่น”อย่างเก่า มาเป็นอย่างใหม่ ที่เป็น“โลกุตระ”อัน“สัมมาทิฏฐิ” หรือเปลี่ยน“ศาสนา”มาเป็นพุทธ ได้เด็ดขาด

เพราะ“ความบริบูรณ์”นี้สำคัญมากที่จะต้องมีทั้งในภาคมรรค ทั้งในภาคผล ทั้งในภาค“รูปธรรม” โดยเฉพาะในความเป็น“ปัญญา”ที่“บริบูรณ์”ด้วย“นามธรรม”ครบทั้ง “๒ ภาวะ”ที่เป็น“เทฺว”บริบูรณ์  

ภาษาคำว่า “ปัญญา” จึงหมายถึง“สภาวธรรม”ที่เป็น“ความรู้-ความฉลาด”คนละอย่างซึ่งแตกต่างกันกับ “เฉโก”ชนิดพลิกหลังมือมาเป็นฝ่ามือ หรือแตกต่างกันไปคนละโลก  ดาวคนละดวงกันทีเดียว 

จึงจะทำ“ความสงบ”อย่างใหม่ ที่หมายเอาตรง “ความสงบของกิเลสภายในจิต”เป็นเอก เป็นสำคัญ ไม่ใช่ไปหมายเอา“ความสงบ”แค่ภายนอกที่เป็นเพียง“ความเคลื่อนไหว”ของ“กายวิญญัติ-วจีวิญญัติ”เท่านั้นที่“สงบ”เหมือนอย่างพวก“หลับตา” เขาปฏิบัติกันได้อยู่แท้

(๓๔๕) “การหลับตา”ปฏิบัตินั้น ไม่พาให้เกิด“ปัญญา”แท้

“การหลับตา”ปฏิบัติจึงไม่พาให้เกิด“ปัญญา”แท้ มันได้แค่“เฉโก”อยู่กับ“ความรู้-ความฉลาด”กันไป ก็จมอยู่กับ“เทฺว”หรือ“พระเจ้า” พุทธก็“มิจฉาทิฏฐิ”ยิ่งขึ้นๆ 

เทฺวนิยมหรือเดียรถีย์ก็งมงายเติมเต็ม“อวิชชา”หนักหน้าไม่หยุด ”ติดอยู่ใน“วงวนของโลกียภูมิ”นับชาติไม่ถ้วน 

เมื่อ“ความรู้-ความฉลาด”ของคนผู้ใดยังเป็นได้แค่“เฉโก”บริบูรณ์อยู่ ยังไม่มี“อัญญธาตุ”ที่จะเจริญขึ้นเป็น“ปัญญา”กันเลย มันก็ไม่มีความเจริญใน“ปรมัตถ์”แน่ๆ

เพราะหลงกันอยู่แต่“ภายนอก” เนื่องจากความรู้เรื่อง“กาย”นี่เอง ที่มัน“มิจฉาทิฏฐิกันอยู่จริงๆ

“พ้นมิจฉาทิฏฐิ”ไม่ได้ จึงปฏิบัติให้บรรลุ“นิพพาน” ไม่สำเร็จ ก็ไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ธรรมนิยาม ๕” 

“เฉโก”นี้เป็น“ความรู้-ความฉลาด”ของเดียรถีย์ชาว “เทฺวนิยม” คือ บรรดาคนผู้ยังไม่ออกจาก“โลกียะ”ยังมีแค่ “อารยธรรม(ธรรมที่เจริญแบบโลกชาวฆราวาส)”หรือไม่ก็มีแค่“อริยธรรม(ธรรมที่เจริญแบบผู้ปฏิบัติเพื่อนิพพานแต่ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”)” จึงได้ แต่“มิจฉาผล”เท่านั้น ยังไม่ใช่“สัมมามรรค”ที่“สัมมาทิฏฐิ”อย่างผู้เจริญ“อาริยธรรม”ที่เป็นของพระพุทธเจ้า

คำว่า “บริบูรณ์”นี้จึงไม่ใช่“สำคัญ”เฉพาะใน“การปฏิบัติ”เท่านั้น แต่“สำคัญมาก”ทั้งใน“ปริยัติ”และ“การปฏิบัติ” ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้“อาริยธรรม(ธรรมของ

คนผู้เจริญมี“ความรู้-ความฉลาด”แบบ“ปัญญา”)ที่เป็นโลกุตระ”ทรงนำมาประกาศความเป็น“พุทธศาสนา”ให้แก่มนุษย์“รู้จักรู้แจ้งรู้จริง” โลกก็คงมีแต่“ความรู้ที่วนอยู่ในวงกลมของเทฺวนิยม”เดิมๆคือ “โลกียธรรม”อันมีแต่“เฉโก” ออกจากเฉโกไม่ได้

ไม่มีความรู้“อื่น(อัญญ)”ที่จะออกจาก“วงกลมเฉโก”   

“เทฺวนิยม”ยังเสพ“โลกธรรม ๘” ซึ่งมีครองโลก ไม่หมดไปจากโลกนิรันดร แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีมากมายเต็มโลก

ชาว“เทฺวนิยม”สามารถปฏิบัติด้วย“หลักธรรม”ของ“พระเจ้า”หรือ“ศาสดาของตน” ที่เชื่อว่า“ธรรมของตนดีสุดสูงสุด” ซึ่งอาจจะถึงขั้นสามารถละเลิกลาภ-ยศ-สักการะได้นานในชีวิตนี้ก็มีกลุ่มลัทธิหรือศาสนาพิสูจน์ตนเองอยู่ เหมือนอย่างเช่น พวกศาสนา“เชน” ที่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ในอินเดีย แต่“เชน”ยังไม่มี“ปัญญา” เพราะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น“เทฺว”บริบูรณ์  

นักปฏิบัติธรรมชาว“เชน”เขามีพฤติการณ์มักน้อย สันโดษ ไม่เอาอะไร ไม่ยึดติดอะไรเลย ในชีวิต แม้แต่ผ้าก็ไม่นุ่ง ร่างเปลือยล่อนจ้อน มีแค่“บาตร”กับ“แซ่” นักบวช“เชน” เปลือยกาย สบายชีวิตกันสูงสุด   

ซึ่งชาว“เชน”ที่ทำตนมีพฤติการณ์“ทิ้งวัตถุสมบัติ”กันได้ถึงปานนี้ นี้ก็ยัง“ไม่เที่ยง”ดอก! ยังจะวนเกิด-วนตายกันอยู่ ยังจะ“เวียนกลับมาเกิด-มาตายในกายที่เป็นคน”อยู่อีกแน่นอน เพราะมีแต่“เฉโก”ที่จัดจ้านซับซ้อนไม่รู้เชิงซ้อน

ยึดมั่นถือมั่นได้แค่“ความสงบ”หรือ“ความจบ”ของลัทธิกันแค่“รูปธรรม”ภายนอก“ที่มี“ความรู้-ความฉลาด”ที่เป็นแค่“เฉโก”เท่านั้น ยังไม่มี“ปัญญา”ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความสงบ”ที่เป็น“ปรมัตถสัจจะ” อันเป็น“จิต เจตสิก รูป นิพพาน” กันอย่างแท้จริงเลย

สู่แดนธรรม… สรุปจบ

(๓๔๕) “เชน”คือ“ตัวอย่าง”ที่ติด“สุข”หลง“ทุกฺกรกิริยา”    

เพราะ“เชน”ไม่มี“ปัญญา”จะรู้จักรู้จริง“วงวน”

หรือความเป็น“โลก”ที่เป็น“โลกุตรธรรมได้” เพราะยัง“สุดโต่ง”ไปมาก หลงติด“เสพ”อย่าง“ลึกซึ้งสุดๆอยู่ในโลกคนป่าคนเถื่อน เข้าป่าหลงป่า ต้อง“อยู่โลกที่เป็นป่า” หรือสถานที่ที่ไม่มีผู้คนมาก ยังยึดติดสถานที่และองค์ประกอบภายนอกอยู่ เพราะไม่มี“ปัญญา”ที่จะรู้จัก“ความเสพติด” ว่า “สุข”คือ“มายา”ที่เป็น“นักมายากล”ตัวฉกาจ

ลัทธิ“เชน”จึง“ไม่พ้นโลกุตรธรรม”นั้นแน่นอน

เพราะ“เชน”ยังไม่มี“ปัญญา”ใน“สุข”ใน“ทุกฺกรกิริยา”

“สุข”เป็น“ภาวะที่ตนเองเสพตามที่พอใจสมใจ”

“ทุกฺกรกิริยา”คือ ผู้มี“กิริยา”ที่“ทำได้ยากยิ่ง

“กิริยา”คือ “การทำ-การกระทำ” 

“ทุกข์”คือ ผู้ทำ“ทุกฺกรกิริยา” ยิ่งสุดโต่งยิ่งเท่าใด ก็ยิ่งเป็น“การกระทำที่ทำได้ยากมาก” แต่“เชน”ทำได้สุดโต่งยิ่ง

ดังนั้น “เชน”จึงเป็น“ผู้ทำทั้งสุข”และ“ผู้ทำทั้งทุกข์”ใส่ตน ชนิดที่“สุดโต่ง”สุดๆทั้ง ๒ อย่าง ไม่มีใครเทียบเท่า 

“เชน”จึงคือ คนผู้ไม่มี“ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สุข” กับ“ทุกข์”เลยว่า เป็น“เทฺว”หรือ“ภาวะ ๒”ที่แยกกันไม่ได้ 

เขาจึงมีแต่“เฉโก”เต็มสุด เป็น“ความรู้-ความฉลาด”แบบ“โลกียะ”หรือแบบ“เทฺวนิยม”ที่ติด“สุข“อยู่ เอียงโต่งหนักจัด จึงต้องจมอยู่กับ“ทุกข์”ในป่าดงพงพี เป็น“คนเถื่อน” เป็นคน“มิลักขะ(คนป่าเถื่อน,คนที่ยังไม่เจริญ)”จัดจ้าน

ส่วน“อริยกะ”ก็คือ “คนสุดโต่งที่ติดสุข-ชังทุกข์” ทำตนเป็นชาวเมือง ที่หลงแสวงหา“สุข” แต่แท้จริงได้“ทุกข์” เท่านั้นที่“เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป” วนเวียนอยู่ด้วยอวิชชา 

จึงเป็นผู้“หลุดพ้นทุกขอาริยสัจ ๔”ไม่ได้  

ประชากรชาว“เทฺวนิยม”นั้นมีมากกว่าประชากรชาว“โลกุตระ”มาแต่ไหนแต่ไร เพราะ“โลกียะ”เหมือนส่วนล่างของฐานปีรามิดขึ้นไป ยิ่งใกล้กลียุคก็ยิ่งสูงยิ่งมีมาก 

แต่“โลกุตระ”เป็นส่วนบนของยอดปีรามิดลงมา ยิ่งใกล้กลยุค ยิ่งสูงเท่าใดๆ ก็ยิ่งน้อยลงๆเท่านั้นๆ 

“โลกียะ”ยังมี“ความรู้-ความฉลาด”ที่ยังไม่หลุดพ้นจากความเป็น“อัตตา”หรือ“อาตมัน”จึงยังพากันหลงเสพ“สุข”กันอยู่ เพราะยังไม่มีความรู้ที่เป็น“โลกุตระ”เลย

ยังไม่มี“ความรู้-ความฉลาด”ที่พอจะรู้จักความเป็น “เทฺว”หรือ“ภาวะ ๒”ในนัยสำคัญของ“โลกียะ”กับ“โลกุตระ” 

ดังนั้น โลกียะจึงมีครองโลกนิรันดรเป็นจำนวนมากในเอกภพมหาจักรวาล “ศาสนาเทฺวนิยม”จึงมีแยกกันอยู่ ต่างแข่งแย่งกันใหญ่ มี“พระเจ้า”กันคนละองค์ ไม่มี“ปัญญา” จึงฆ่ากันหนักมากมายหลากหลายในโลก 

ส่วน“โลกุตระ”นั้นมีขึ้นมาในโลกเป็นยุคๆ เป็นกัปป์ๆ แต่ละกัปป์ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ซึ่งพุทธศาสนา ก็มีอายุอยู่ในโลกตามกฏไตรลักษณ์ นั่นคือ“พุทธศาสนา”ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ ก็“เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป”ในกาละ“กัปป์”หนึ่งๆของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งๆ เรียกว่า “พุทธกัปป์”หนึ่งๆของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์

ถ้ายังไม่ถึงขั้น“พุทธกัปป์ดับไป”เด็ดขาด ไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้ ก็เป็นแค่ขั้น“โลกุตรธรรมเสื่อมไป”ในแต่ลยุคเท่านั้น

“พุทธกัปป์”ของพระพุทธเจ้าบางพระองค์ มียาวนานถึง ๑๐๐,๐๐ ปีก็มี ๘,๐๐๐ ปีก็มี มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็มี

(๓๔๖) “ศาสนาพุทธ”มี“พระโพธิสัตว์”สุดสำคัญยิ่งยอด  

“พุทธกัปป์”ของพระสมณโคดมนั้น มีแค่ ๕,๐๐๐​ ปี    

“พุทธกัปป์”หมายความว่า ในกาลของอายุขัยยาวนานอยู่ช่วงหนึ่งของศาสดาพุทธศาสนาพระองค์หนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหา“โลกุตรธรรม”แท้ๆของพระพุทธเจ้าองค์ใด ก็มีระยะเวลายาวนานเฉพาะขององค์นั้นแต่ละพระองค์ เช่น “พุทธกัปป์”ของ“พระพุทธเจ้าสมณโคดม”จะมีอายุ ๕,๐๐๐ ปี เป็นต้น ตั้งแต่วันทรงประกาศไว้ และดำเนินเจริญไปใน“กาล” กระทั่ง“โลกุตรธรรม”ของพระองค์เสื่อมไป

ถ้าไม่มี“พระโพธิสัตว์”เป็นผู้นำ“โลกุตรธรรม”ที่เป็น“เอกลักษณ์”ของความเป็น“พุทธศาสนา”โดยเฉพาะหนึ่งเดียวในโลก มาสืบทอดไว้แล้วไซร้

“ศาสนาพุทธ”ก็จะสั้นกุดจุนจู๋ลงกว่าที่ควรจะเป็นหรือหมดสิ้น“โลกุตรธรรม”ไปก่อน“กัปป์”อย่างมากก็ได้ เพราะความเป็น“โลกุตระ”ที่วิเศษพิเศษกว่าศาสนาใดๆหายสิ้นลงก่อน”พุทธกัปป์”ของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง 

ก็จะเหลือแต่ชาวพุทธพวกมิจฉาทิฏฐิ เป็น“อุจเฉททิฏฐิ”ที่เชื่อว่า ผู้บรรลุ“อรหันต์แล้ว”ทุกองค์ เมื่อตายกายแตกลงในชาตินั้นๆจะต้อง“สูญ”ไปหมดทุกองค์ ไม่ละเว้น 

เพราะเขาเชื่อว่า ไม่มี“พระโพธิสัตว์” สนใจแต่อรหันต์  

ผู้มี“ทิฏฐิ”เช่นนี้ จะไม่มีความรู้เรื่อง“นิพพาน-ปรินิพพาน-ปรินิพพานเป็นปริโยสาน”อย่าง“สัมมาทิฏฐิ” ไม่มีความรู้เรื่อง“โพธิสัตว์” มีแต่จิตมุ่ง“อรหันต์”สุดโต่งถ่ายเดียว 

จะไม่มีปฏิภาณรู้เรื่อง“ความเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์”เลย แม้แต่“ความเป็นลำดับของการบำเพ็ญโพธิสัตวภูมิ”ของคนผู้ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป หรือการสืบทอดพระศาสนาด้วยคนผู้มี“ภูมิธรรมโลกุตระ”    

“ศาสนาพุทธ”ถ้าแม้นไม่มี“พระโพธิสัตว์”มาสืบทอด“โลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ไว้ ก็เท่ากับพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจะต้องเสื่อมสิ้นไปก่อน“พุทธกัปป์”ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มันจะสั้นกว่าที่ควร มากว่ามากทีเดียว        

“ความเสื่อม”นี้ ดูได้จาก“ความเป็นจริงของศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าสมณโคดม ในยุคพ.ศ.๒๕๐๐ นี้ กึ่งพุทธกาลก็จะเห็นจริงในความจริงว่า เสื่อมจากโลกุตระจริง  

ถ้าอาตมาไม่มาเกิดในชาตินี้ แล้วพยายามแจกแจงสาธยายธรรม จำแนกธรรม ให้ชาวพุทธรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“โลกุตรธรรม” จนกระทั่งมีผู้สามารถรับช่วงความรู้โลกุตร ธรรม เกิดกลุ่มชาวอโศก ซึ่งเป็นคนผู้บรรลุโลกุตรธรรมจริง ที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคต จนกว่าจะครบ ๕๐๐๐ ปี  

ถ้ามีแต่“มหาเถรสมาคม”ที่มีดังที่เป็นอยู่ในพ.ศ.ยุค ๒๕๐๐ ปีนี้เท่านั้นที่พาคนไทยนับถือปฏิบัติ“พุทธศาสนา”กันไป ตามจารีตประเพณี และมี“ทิฏฐิ”ดังที่เป็นกันอยู่นี้ มันมี“สัมมาทิฏ”ใน“โลกุตรธรรม”กันมั้ย? 

ก็ลองไตร่ตรอง และตรวจสอบดูสารสัจจะดูดีๆหรือจะมีปราชญ์เอกคนใดในศาสนาพุทธยุคนี้ ฟื้นคืน“โลกุตรธรรม”ขึ้นมาได้มั้ย?

ถ้า“ไม่มีอาตมา”เป็น“พระโพธิสัตว์”จริงๆ เกิดขึ้นมาสถาปนาโลกุตรธรรมในยุคเสื่อมพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้ และมี“พระโพธิสัตว์”อีกหลายท่านร่วมด้วยช่วยกันกอบกู้“โลกุตร ธรรม”ให้มีอยู่ในโลกยุคนี้ต่อไป ไว้ได้

“ศาสนาพุทธ”มี“พระโพธิสัตว์”จึงเป็นจริงที่สำคัญมาก

(๓๔๗) “เทฺวนิยม”แม้แต่พุทธผู้เสื่อมไม่รู้ “พระโพธิสัตว์”       

เมื่อ“เนื้อหาแท้ๆคือโลกุตรธรรม”ของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เจริญ แล้วก็ต้องเสื่อมไปตามลำดับ กระทั่งหมดสิ้นไปจากคนที่เป็นพุทธศาสนิกชนแล้วในวันเวลาใด วันเวลานั้นก็คือ ขาดช่วง“สาระสัจจะ”ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นไป เหลือแต่“ชื่อ”ในสังคมโลก ว่า เป็น“สังคมศาสนาพุทธ”ก็แค่“ชื่อ”ว่า “พุทธ”เท่านั้น ส่วนความจริง“ไม่มีสัจจะสาระ”ของ“โลกุตรธรรม”ไปแล้ว ก็ชื่อว่า “เนื้อหาแท้ๆของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น”ที่เป็น“โลกุตระ”ไม่มีแล้วในกาละช่วงนั้น แม้จะยัง“ไม่สิ้นพุทธกัปป์”ของ”พระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง”จนสนิทไปจริงๆแล้ว ก็ตาม

มันก็เป็นดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๗๒ “โลกุตรธรรม”จะเสื่อมไป คั่นเวลาของพุทธศาสนา คล้ายกับชื่อกลอง“อานกะ”ใน“อาณีสูตร”   

วันเวลาจากนั้นมาศาสนาพุทธก็“มีแต่เนื้อหาของโลกียธรรม” แม้จะมีชื่อเรียกว่า“ศาสนาพุทธ”อยู่ ก็เรียกกันดายๆไปกันแต่ปาก ส่วน“สาะรสัจจะพุทธที่เป็นโลกุตรธรรม” ไม่มีอยู่เลย พุทธก็มีแต่ชื่อ เหมือนกลอง“อานกะ”ที่ถูกเปลี่ยนเนื้อไม้ที่ทำกลอง-เปลี่ยนหนังกลองจากความเป็นกลอง“อานกะ”เดิมออกไปหมดสิ้น แล้วเอาเนื้อไม้อื่นที่เก๊ๆ-หนังชนิดอื่นมาใส่แทน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๖๗๒ นี้ มันก็กลายเป็น“กลอง

อานกะ”แค่ชื่อเท่านั้นมีอยู่ “เนื้อแท้”แต่เดิมไม่มีเลย

อาตมาเป็น“โพธิสัตว์”ผู้กอบกู้“โลกุตระ”จริง ผู้ยังข้องใจสงสัยโปรดติดตามและสอบทานตรวจสอบให้ถ่องแท้แยบคาย แตกฉานกันให้ได้เถิด ที่พูดนี้ไม่ใช่“ท้าทาย”อย่างอวดดี แต่พูดกันด้วยความจริงดีๆปกติที่จริงใจ

“เทฺวนิยม”แม้แต่พุทธผู้เสื่อมไม่รู้“พระโพธิสัตว์”แน่ แม้จะรู้ก็อย่าง“มิจฉาทิฏฐิ” ดังที่คนในยุคนี้เป็นกันนั่นเอง

นั่นคือ ศาสนาพุทธของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมณโคดมนี้เอง ตามที่พระองค์เองได้ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว ดังที่อ้างอิงมานั้น ว่า จะมี“ชาวพุทธเสื่อมไปจากเนื้อหาสาระสัจจะโลกุตระของพระพุทธเจ้า” ตามคำพยากรณ์ไม่มีคนรู้จัก“พระโพธิสัตว์”ที่แท้จริงได้ 

ก็คือ ยุคพ.ศ. ๒๕๐๐ นี้นี่เอง ที่เห็นชัดรู้ชัดกันอยู่แท้ๆ แม้กระทั่งในทุกวันนี้ ก็ยังเห็นได้อยู่ว่า ยุคนี้ชาวพุทธคณะใหญ่ ส่วนใหญ่เสื่อมจาก“โลกุตรธรรม”จริงๆ ก่อนพ.ศ. ๒๕๐๐ ก่อนอาตมาออกมาแสดงตัวยืนยันตนเองว่า เป็น“โพธิสัตว์”ผู้กอบกู้“โลกุตรธรรม”อย่างเต็มตัว 

โดยการประกาศตัวว่า อาตมาเป็น“พระโพธิสัตว์”อย่าง“เต็มรูป-เต็มตัว” และสาธยายธรรมตาม“ทิฏฐิ”ของอาตมาเอง ซึ่งย้อนแย้ง-ค้านแย้งกับชาวพุทธเดิมส่วนใหญ่ 

“คณะใหญ่” ดังที่เกิดกรณีมีคดีความเรื่องราวหนักหนาสาหัสกันขึ้นจริง ตามประวัติอาตมานั่นเอง ตรวจสอบ “ความจริง”นี้ได้ ยังมีครบทั้ง“ตัวตนบุคคล”ก็มีจริง ทั้งคำบรรยายสาธยาย หลักฐานก็มีจริง มีบันทึกไว้มากมายอยู่ 

ก่อนอาตมาจะแสดงตัวในความเป็น“โพธิสัตว์”นี้  มีใครในประเทศไทยบ้างล่ะ? 

ที่ประกาศตนเองอย่างเต็มรูป จริงๆจังๆ ในความเป็น“โพธิสัตว์” ชนิดที่ไม่มี“มังกุ(เก้อยาก)” ไม่มี“อุทธัจจะ(เหนียมตนเองเลย)” มีแต่ความจริงใจที่ซื่อสัตย์ แสดงออกอย่างมั่นใจยิ่ง ที่เป็น“ความแกล้วกล้าอาจหาญ”ยืนยันความเป็น“อาสโภ”แท้จริง

ในเมืองไทยก็มีผู้ประกาศตนว่าเป็น“พระโพธิสัตว์” อยู่เหมือนกัน ก็ลองตรวจสอบเทียบกับอาตมาดู จะชัดเจนความจริงที่มีจริงกันได้ ว่า จะจริง จะมี จะมาก จะชัด จะยืนยันตรวจสอบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกได้ ยิ่งเป็นพระไตรปิฎกของมหายานยิ่งจะชัดยิ่ง

(๓๔๘) “พระโพธิสัตว์”ใน“มหายาน”นั้นยิ่งเสื่อมหนักกว่า         

ในโลกชาว“มหายาน”เขามีกันเยอะอยู่ แต่ยัง“มิจฉาทิฏฐิ”กันเป็นส่วนใหญ่ มีเป็น“โพธิสัตว์”จริงส่วนน้อย และยังไม่สามารถแสดงความเป็น“โลกุตรธรรม”ได้ดังที่อาตมาประกาศ“โลกุตรธรรม”อยู่ในประเทศไทยนี้ กระทั่งไทยมีกลุ่ม“อาริยบุคคล”บรรลุธรรมมารวมตัวกันเป็น“ชุมชนคนโลกุตระ”ที่แสดงออกปรากฏถึงขั้นมี“สาราณียธรรม ๖”

ยืนยันกันได้ถึงขั้น“สาธารณโภคี”กันได้ชัดเจนจริงจัง ซึ่งสามารถที่จะตรวจสอบได้ว่า เป็น“เอหิปัสสิโก”จริงแท้ 

ผู้ที่ได้ประกาศตนว่าเป็น“พระโพธิสัตว์”แล้วยืนยันตนเองและแสดงสาธยาย“โลกุตรธรรม”ให้ปรากฏเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นกอบเป็นกำ กระทั่งทำให้เกิด“คนผู้ปฏิบัติตามคำสอน”ของผู้ประกาศนั้นๆ แล้วบรรลุธรรมตาม กระทั่ง“บรรลุธรรมเกิดสมณะ ๔ เหล่า”ขึ้นมายืนยันกันได้จริงๆ มี“พุทธบริษัท ๔” ดังที่อาตมาได้เป็นผู้ประกาศตน และได้สาธยายธรรมมาถึง ๕๐ กว่าปีแล้ว  

กว่าอาตมาจะนำ“ความจริง”ออกมายืนยันต่อสู้ด้วย“ความจริง”ของอาตมา“ที่มี”มาแล้วจากชาติก่อนๆ ก็ได้ยืนยันว่า อาตมาเป็น“สยัง อภิญญา”ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าสมณโคดมที่ตรัสไว้ใน“พระไตรปิฎก“มหา

จัตตารีสกสูตร” (พระไตรปิฏก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๗) ตามที่ผ่านมานั้นเอง  ชาตินี้อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่มีสำนัก

แม้จะมี“พระโพธิสัตว์”บางรูปท่านเกิดก่อนอาตมา จะได้พยายามปฏิบัติ“โพธิกิจ”ของท่านในประเทศไทยนี้  ก็ยังไม่มีชาวพุทธที่บรรลุ“โลกุตรธรรม” เกิดขึ้นมาให้เห็นเป็นตัวเป็นตน เป็นกอบเป็นกำ มี“รูปธรรม”ปรากฏ ทั้งใน “ความเป็นพุทธขั้นโลกุตรธรรม”ที่ตรวจสอบได้ทั้งทรงธรรม ทรงวินัย ตามพระพุทธพจน์พระพุทธเจ้าอ้างอิงยืนยัน   

เพิ่งจะมี“โลกุตรธรรม”ฟื้นคืนมาไม่กี่ปีนี้เอง ถึงวันนี้ก็ประมาณ ๕๐ กว่าปี ที่อาตมาเกิดมาในโลกยุคนี้ และได้มาแสดงตัวประกาศตัวเอง ว่า อาตมาคือ “โพธิสัตว์”

และได้เปิดตัวอธิบายสาธยายพุทธธรรม ที่เป็น “โลกุตรธรรม”ให้ชาวพุทธได้ยินได้ฟัง จนกระทั่งผู้มีดวงตาเห็นธรรมสามารถรับรู้และเกิด“ปัญญา” มาปฏิบัติตาม แล้วบรรลุธรรมตาม เกิดกลุ่มชน“ชาวอโศก”ขึ้นมายืนยัน

แต่ชาวพุทธส่วนใหญ่ที่มีอยู่ก่อนนั้น ได้พากันเสื่อมจริงๆ ได้หลงผิดกันต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้    

ชาวพุทธก็เปลี่ยนตนเองเป็นเดียรถีย์ หรือผิดเพี้ยนเต็มไปด้วยนักบวชนอกศาสนาพุทธ ทั้งประชาชนชาวพุทธก็เป็นเดียรถีย์เต็มสังคมศาสนาพุทธ ดังที่เห็นๆเป็นๆกัน

พากันมีแค่“เฉโก”ที่ยังเป็น“โลกียธรรม” ต่างก็บอดมืดหลงมัวเมาอยู่กับ“โลกธรรม ๘”กันอยู่ ไม่มี“ปัญญา”

(๓๔๘) “ศาสนาพุทธ”จึงตกอยู่ในสภาพ“น่าสงสาร”สุดๆ  

ที่ยังเรียกว่า “ศาสนาพุทธ”กันอยู่ ก็ไม่ใช่“พุทธ”มีเนื้อหา“โลกุตรธรรม”แล้ว นักบวชที่จะปฏิบัติเพื่อไป“นิพพาน”ก็ไม่มี…มีแต่เดรัจฉานวิชา(วิชาที่ขวางทางนิพพาน) มีแต่ไสยศาสตร์หนาหนักยิ่งขึ้น มีแต่พิธีกรรมที่งมงายเลอะเทอะบานปลายเป็นจารีตประเพณีอาศัยเป็นอาชีพ

ทั้งนักบวชทั้งพุทธศาสนิกชนชาวพุทธใช้เเลี้ยงชีวิตแย่งลาภยศสรรเสริญสุขกันสุดน่าอายขายขี้หน้าความเป็นพุทธที่สุด 

บัญญัติภาษาของทฤษฎีพระพุทธเจ้ายังมีอยู่นะ! 

แต่ไม่มี“ความรู้-ความฉลาด”ชื่อว่า “ปัญญา”ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“สัมมาทิฏฐิ”พาไปสู่“นิพพาน”ได้จริงกันแล้ว

มีแต่“เฉโก”อันเป็น“ความรู้-ความฉลาด”แบบโลกีย์กันเท่านั้น ซึ่งมันก็วนอยู่ใน“สงสาร”หรือ“สังสารวัฏฏ์”ที่พาไปได้ก็แค่“สวรรค์”และ“นรก”อันเป็นภพ-เป็นชาติ ซึ่งคนผู้มี“อวิชชา”อยู่ ก็ยัง“อุปาทาน” ยึด“เป็นสุข-เป็นทุกข์”เสพติด“โลกียรส”กันอยู่ ไม่กระดิกหูในโลกุตรธรรมกันเลย 

มัวเมาหลงแสวงหา“สุข“ แสวงหา“สวรรค์”ที่เป็น“ของเก๊(อลิกะ)” เป็นแค่ลมๆแล้งๆ ที่ผู้หลง“อุปาทาน”มืดบอดอย่างไม่น่าเชื่อ จนไม่ฉุกคิดว่า ทำไมชาวพุทธแท้ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ“การดับทุกข์” แต่ชาวพุทธก็ยังพากันจมอยู่กับทุกข์กันไม่งอกไม่เงย ไม่สมกับที่มี“พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้การดับทุกข์”ที่แท้จริงให้แก่มนุษยชาติเลย

“ศาสนาพุทธ”จึงตกอยู่ในสภาพ“สุดสงสาร”ยิ่งจริงๆ

ศาสนิกชนในสังคมพุทธ ก็มีแต่“ชื่อ”ว่า สังคมที่นับถือ“ศาสนาพุทธ”กันไป แต่แท้ๆจริงๆ“สิ้นสาระสัจจะ”ของพระพุทธเจ้าไปแล้วในสังคมพุทธทุกวันนี้ เพราะไม่เหลือ“เนื้อหาแท้ๆของโลกุตรธรรม”แล้ว เพียงแต่ยังมีชื่อเรียกสังคมไทยว่า “สังคมที่นับถือศาสนาพุทธ”อยู่แค่นั้น 

ส่วน“เนื้อหาแท้ๆของโลกุตรธรรม”ใน“สังคมพุทธ”นั้นได้สูญสิ้นไปแล้ว ยังเหลือ“พุทธ”ก็แต่ปากเรียกกันไปเท่านั้น “เนื้อหา”ที่เป็น“โลกุตรธรรม”สิ้นขาดช่วงแล้ว จึงงมงายอยู่กับ

“สุข”ที่เป็น“ความเท็จ(อลิกะ)” ซึ่งเป็น“มายา”กันแท้ๆจริงๆ เพราะยัง“อวิชชา”จึงหลงเสพติด“เทฺวคือสุข-ทุกข์”นี้กันอยู่

“ศาสนาพุทธ”จึงตกอยู่ในสภาพ“น่าสงสาร”สุดๆ “สงสาร”นั้น คือ “คนผู้เวียนวน”อยู่กับ“ทุกข์-สุข”นี่เองที่ยังหลง“เสพติด”กันยังไม่มี“ที่สิ้นสุด” ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ได้“รู้ความจริงอันยิ่งใหญ่”นี้ แล้วนำมา“ตรัส