651102 เรื่องง่ายที่แสนยากของการเพาะพันธุ์จิตอรหันต์ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1shZSt3z0RDekyTa4bXoOB4Jc_2l5JBtMn1kfGD86TiM/edit?usp=sharing                           

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1P54xASN2zSwI6_TXrdOqlQLNdrJueYv5/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/gy3xuHvP29/ (ท่อน๑)

https://fb.watch/gy3ygXUtJP/ (ท่อน๒)

และ

https://youtu.be/gm9hAbW5gEs (ท่อน๑)

https://youtu.be/x6PlZtGP6T4 (ท่อน๒)

สมณะเดินดิน… วันนี้เป็นวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2565 ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 12 ปีขาล ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ท่านผู้ชมทางบ้านก็อาจจะเห็นเวทีใหม่ มีหลวงปู่ปรองดองอยู่ด้านหลัง ที่หน้าเรือเจิ้นเทิ่น 

บรรยากาศน้ำท่วมที่บ้านราชฯ ทำให้ทุกคนมารวมอยู่ที่เดียวกัน ที่เคยสบายอยู่ตามบ้านแต่ละคน ก็ไม่มีแล้ว ก็ต้องมาอยู่ที่เดียวกัน ใครมางานนี้ ต้องใช้สำนวนอาจารย์หมอเขียวบอกว่า ถ้าไม่แน่จริงอย่ามา เพราะธรรมชาติที่ภูผาฟ้าน้ำค่อนข้างจะต้องแสดงความแน่จริงเหมือนกัน ใครจะมาช่วยกอบกู้บ้านราช มาแล้วต้องตั้งจิตไว้ว่า มาแล้วอาจจะไม่สะดวกสบาย อย่างพรุ่งนี้สันติอโศกจะมาก็เตรียมตัวนั่งรถมามาถึงแล้วก็จะได้นั่งเรือ วันต่อไปอาจจะได้นั่งรถไถ มีรถพ่วงลาก บรรยากาศจะไม่เหมือนกันเลยในแต่ละวัน 

ที่นอนก็จะเป็นอาคารบวร อากาศจะเย็น บนพื้นปูน ก็เผื่อไว้ด้วย วันพรุ่งนี้อุณหภูมิจะลดลงไปถึง 15 องศา ใครจะมาก็เผื่ออากาศหนาวด้วย อากาศหนาวที่นี่ไม่ใช่หนาวธรรมดา เทวดาก็เปิดพัดลมแถมให้ด้วย ก็ต้องขู่ไว้หน่อยว่า ถ้าไม่แน่จริงก็อย่ามา  คือจะต้องเจอความลำบากหลายด้านด้วยกัน 

แต่ในความยากลำบาก ก็ทำให้เห็นถึงความวิเศษของระบบสาธารณโภคี อยู่บ้านราชมา 20 กว่าปี ปีนี้น้ำท่วมสูงที่สุดเท่าที่เราเคยอยู่กันมา ปี 2562 ว่าหนักแล้ว ปี 2565 สูงกว่าปี 62 อีก ถ้าหากท่วมหนักกว่านี้ก็จะใกล้เคียงปี 2521 แล้ว เป็นอันดับหนึ่งแล้ว แสดงว่า เราอยู่ที่นี่ก็ถูกยกระดับให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆตามน้ำ ทำให้เห็นความวิเศษของระบบสาธารณโภคี ที่แม้ว่าน้ำจะท่วม 2 เดือน พี่น้องแต่ละชุมชนก็ส่งข้าวของอาหารมาให้เราอยู่กันอย่างไม่เดือดร้อน 

ชักไม่แน่ใจว่า ตอนน้ำท่วมมีอาหารมากกว่าปกติหรือเปล่า เพราะพี่น้องส่งมาไม่ขาดมาทุกภาคเลย ในยามวิกฤต ความมีพี่มีน้องอยู่ทุกที่ ทำให้เรามีความอุดมสมบูรณ์อยู่ตลอด จึงเป็นความวิเศษข้อที่ 1 ที่พ่อท่านพาสร้างระบบนี้มา แม้จะมีวิกฤตขนาดนี้ พวกเราก็อยู่ได้อย่างไม่ลำบากเดือดร้อนเกินไป 

ความวิเศษข้อที่ 2 ก็คือ ให้เห็นถึงจิตวิญญาณของพวกเรา ชุมชนทั่วไปเขาเจอหนักแบบนี้ ทุกคนก็จะนั่งกอดเข่าเจ่าจุกหมดอะไรตายอยาก อยู่ตามศูนย์พักพิงต่างๆ คนก็จะเศร้าเสียใจ แต่ที่นี่พวกเราไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ มีแต่เวลาช่วยกันทำงานอย่างไร เพราะว่าเราจะต้องทำเวลาทุกนาที เพื่อเตรียมงานตลาดอาริยะ จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนกันมาก 

สิ่งที่พ่อครูฝึกฝนให้พวกเรามีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น มันไม่มีเวลาที่จะมานั่งเสียใจ เหมือนอย่างคนทั่วไป แต่เวลาชีวิตของเราอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติให้ได้มากอย่างไร เห็นความไม่มีตัวตนที่เราถูกลดลงไป เป็นเวลาเพื่อผู้อื่นผู้อื่น ทำให้เราไม่มีเวลาโศกเศร้าอะไร ทุกคนก็มุ่งมั่นที่จะจัดการให้เรียบร้อย ไม่ใช่เพื่อเราจะสุขสบายนะ แต่เพื่อต้อนรับพี่น้องได้อย่างเต็มที่ 

นี้เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าสังคมของเราน้ำท่วม แต่จิตวิญญาณของพวกเราเป็นพวกเราอยู่เหนือน้ำ น้ำท่วมไม่ทำให้เราเศร้าโศกเสียใจอะไร ยิ่งทำให้เราใช้ความเพียร ตั้งใจมุ่งมั่นเพิ่มขึ้น 

วันนี้พ่อครูต้องเดินลงมาจากชั้น 4 ไม่ได้ใช้ลิฟท์ มาจัดรายการที่นี่ จัดรายการตอนกลางวันเพราะกลัวว่ากลางคืนจะเดินทางลำบาก แต่จัดไปจัดมาก็ใกล้จะกลางคืนพอดี

พ่อครูว่า… วันนี้วันซักซ้อม อาตมาค้าง SMS เขามาเป็นดินพอกหางหมู 

SMS วันที่ 28-30 ต.ค. 2565

บาปมหาบาปของการทอดกฐินในยุคนี้ 

_Kunkanit Dumrugs (กัณขนิฐ ดัมรักส์) : ดิฉันเชื่อพ่อครูสมณะโพธิรักษ์อย่างสนิทใจและศรัทธายิ่งค่ะ แต่ถ้าดิฉันจะคิดว่าที่เขาไปทอดกฐินนั้นเป็นศาสนาอื่นไม่ใช่ศาสนาพุทธจะได้ไหมคะ (คอมเม้นต์จากโพสต์ กฐินบาป โพสต์แรก)

พ่อครูว่า…ที่จริงแล้วเรื่องนี้ อาตมาพูดมานานหลายทีแล้ว ว่า มันคงไม่จบลงได้หรอกเพราะว่า ตราบใดที่ยังมีคนและคนก็ยังมีอวิชชา โดยเฉพาะตัวพระ แม้แต่คนทั่วไป ประชากรชาวพุทธทั้งหลายก็ตาม ยังงมงายอยู่ ยังไม่มีปัญญา ยังไม่มีความเฉลียวฉลาดพอที่จะรู้สัจจะความจริง ว่า กรรมกิริยา การกระทำ 

คำว่าศัพท์ว่า การทอดกฐิน มันเป็นศัพท์ แต่พฤติกรรมนั้นคือ การรวบรวมหาเงินมาให้พระ พระจะเป็นเจ้ากี้เจ้าการ หรือฆราวาสจะเป็นเจ้ากี้เจ้าการก็ตาม แล้วก็ระดม โดยเอาคำของพระพุทธเจ้าคือคำว่าทอดกฐิน เอามาเบี้ยวบาลี มาดัดแปลง มาปรับปรุง เละเทะหมดเลย 

ทอดกฐิน คือ มีผ้าไตรจีวรมาสักชุดหนึ่ง 3 ผืนเป็นต้น ก็ทอดได้แล้ว ไม่ต้องมีอะไรเลย มีผ้า 3 ผืนนี้แหละแล้วก็เอามาทอด 

ทอดกฐินก็หมายถึงว่าเอาผ้า 3 ผืนนี้มาถวายพระ ถวายภิกษุ ให้พระภิกษุได้ใช้ผ้าไตรจีวรนี้ เท่านั้น จบ. จบ แต่ทีนี้พวกที่มีกิเลสทั้งหลายแหล่ ก็นำมาประยุกต์ ปรับปรุง ตกแต่ง แต่งตัว งอกเป็นเนื้องอก เนื้อเน่า เป็นเรื่องพิเศษ ผิดๆอะไรออกมา จนกระทั่งกลายเป็นวิธีการสำเร็จผลของความเห็นแก่ได้ของความโลภ ก็หาเงินมา 

จะเป็นฆราวาส เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นตัวการ จัดการหาเงินมาเพื่อทอดให้พระ เอามาให้พระ ให้วัดนั้นวัดนี้ก็ตาม ก็เป็นความผิด เป็นบาป นี่พูดอย่างชัดๆนะ พูดอย่างฟันธงลงไปหาสัจธรรม โดยไม่เกรงใจไม่ไว้หน้า ยิ่งพระเป็นตัวการเองเลย ยิ่งบาปมหาบาป ซับซ้อนเข้าไปอีก เพราะว่าเป็นผู้ที่เป็นพระ เป็นผู้ที่รู้ว่าควรจะห้าม ควรที่จะหยุดยั้งเขา แต่กลับส่งเสริมเพราะว่าตัวเองจะได้ ขี้โลภ ยิ่งเป็นตัวการใหญ่เลยด้วย  ยิ่งบาปซับบาปซ้อนหนักหนาเข้าไปอีก 

ซึ่งมันห้ามไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังมีพระ สมัยนี้ มีพระ มีวัด ที่ยังไม่จัดการอย่างเข้มงวด มันก็คงจะแก้ไม่ได้หรอก มันคงจะต้องเป็นเน่าๆเฟะๆกันอย่างนี้ไปตลอดกาลนาน 

เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดก็ดูพิจารณาเอาเอง  เลือกเฟ้นเให้ได้ อย่าไปสนับสนุนสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน อะไรที่ควรสนับสนุน ก็มาสนับสนุน อะไรไม่ควรสนับสนุนก็ควรเลิก หรือช่วยกัน บอกกล่าวกัน วิพากษ์วิจารณ์กัน หรือว่าพูดข่ม พูดให้เห็นชัดเจนว่ามันผิด ไม่ควรไปส่งเสริม 

คำว่า เป็นบาป ส่งเสริมบาปนั้นเป็นภาษาศัพท์ แต่ก็คือเป็นกรรมวิบากที่แท้จริง ที่ในมนุษย์กรรมเป็นอันทำ ทำจริงตั้งแต่คิด หรือพูด หรือลงมือกระทำสมบูรณ์แบบ ครบทุกอย่าง ก็ยิ่งเป็นกรรมที่สมบูรณ์แบบ ก็เป็นเรื่องที่ คนเราไม่เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก ซึ่งเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่คิดเอาได้ไม่ง่ายๆ เป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก ในเรื่องของจิตนิยาม ในเรื่องของมนุษยชาติ เรื่องของสัตว์โลก เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

ที่อาตมาก็พยายามนำความจริงอันนี้มาขยาย มาเปิดเผย มาบอกกล่าวอธิบาย แล้วก็นำพาพิสูจน์ให้เห็นว่า เรื่องของจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จริงๆ ก็เกิดผล เกิดความเป็นจริง เกิดมนุษยชาติที่บรรลุธรรม จนกระทั่งเอาชีวิต มาเป็นมามีอย่างที่ชาวอโศกเป็น มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มชนสังคมมนุษยชาติ มีวัฒนธรรม มีวิธีประพฤติปฏิบัติ แล้วก็อยู่กันอย่างทิฏฐิสามัญญตา ศีลสามัญญตา อย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ ก็พูดไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกันตอนนี้ 

_ตุ๊ก อัศวิน · ได้ไปถอยผักกระฉูดจาก พลังบุญ มาปรุงแล้ว..เจ้าค่ะ นำผักกระฉูดมาลวก..แล้วราดด้วย หัวกระทิ !! อร่อย..มากเจ้าค่ะ!! ก้านผักกระฉูด..กรุ๊ป..กรอบ..กำซาบฟันยามเคี้ยว..มีรส ‘หวาน_มัน_เค็ม’ จากหัวกระทิ..!!ซู้ดดด..ย้อด..ยอด..ยอดเจ้าค่ะ ขอโอกาสกราบขอบพระคุณ..ท่าน ส ฟ้าไท ท่านแนะสูตรนี้ !!

สูตรฉบับเต็ม..ต้องทานพร้อมน้ำพริก เจ้าค่ะ..ทำน้ำพริกเองบ่เป็น!! ทำได้ครึ่งสูตรก็..โอ ค่ะ อาหย่อย…มั่กๆ..เจ้าค่ะ Confirmed !!

พ่อครูว่า… ก็ผ่านไป ก็สนุกๆไปตามประสา

_ณัฐนพ วิชากรนฤมิต · ขอแสดงความเสียใจสุดซึ้ง ต่อเหตุโศกนาฏกรรม #อิแทวอน เกาหลีใต้ ครับ

พ่อครูว่า…นั่นก็เป็นเหตุการณ์ที่ดังไปทั่วโลกก็เป็นที่น่าสงสาร 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · ประทับใจพลังบิ๊กคลีนนิ่งน้ำลงฯพลังสามัคคีกู้แผ่นดินพุทธที่จมน้ำลึกที่สุดในรอบทศวรรษฯพลังหมู่กลุ่มจิตอาสาสาธารณโภคีฯหมู่กลุ่มไร้อามิสสินจ้างต่างตอบแทนฯมีแต่น้ำใจไทยปันกำลังกายใจฟรีๆให้แก่กันและกันฟื้นคืนบวรนาวาบุญนิยมกลับมาเพื่อมวลมนุษยชาติต่อไปสาธุ🙏🌍🙏

พ่อครูว่า…เราก็ยังจะมีบิ๊กคลีนนิ่งกันอีกนะ มากันให้ครึกครื้นเลยตอนนี้ มาช่วยกัน 

การแสดงพฤติกรรมที่ดีๆต่อสังคมออกไปนี่นะ แสดง จะบอกว่าอวดอ้างอวดโชว์ก็ได้ แสดงพฤติกรรมดีๆออกไปให้มนุษย์ได้เห็น ได้พบ มันเป็นกุศล มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดที่มนุษย์จะพึงกระทำให้แก่กันและกัน แค่ได้เห็นก็ดีแล้ว ยิ่งได้มาร่วมมือร่วมไม้กัน พร้อมใจทำด้วยกันเลยยิ่งดีใหญ่ใช่ไหม “จงทำ” อย่างนี้แหละ ขอใช้คำ command เลย จง ที่จริงว่า ช่วยกันทำก็เบาหน่อย แต่อาตมาใช้คำว่า จงทำ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ประเสริฐแล้ว 

_นาคี ภูน้ำเพชร · ถ้าไปร่วม Big Cleaning และช่วยซ่อมอุปกรณ์ต่าง ๆ เครื่องมือ ช่างควรเตรียมมาเองจากบ้าน หรือทางวัดมีให้ครับ

พ่อครูว่า…ถ้าคุณไม่หนักหนาสาหัสจะเอามาด้วยก็ดี ทางวัดก็พอมีบ้าง เครื่องมือทางวัดก็ไม่รู้จะถนัดมือคุณหรือไม่ เครื่องมือบางอย่างคุณเห็นว่าหายาก ถ้าเรานำมาได้ก็ติดตัวมา ที่นี่ก็มีเครื่องมืออยู่บ้างประมาณหนึ่ง ถ้ามีดีๆมาด้วยก็ยิ่งจะดี 

_อุบล คนโก้ · วันที่ 3 นักเรียนสันติเปิดเทอมพร้อมเดินทางล้อหมุนไปบ้านราชตี 4เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…มาเลย มาเลย ยินดีต้อนรับ 

_อมร ณ สุวรรณ · กราบคารวะธรรมครับ ปรากฎการณ์สาธารณะโภคีในสถานะการณ์น้ำท่วมบ้านราชฯครั้งนี้ คือผลงานอันยิ่งใหญ่ที่พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์และคณะพากเพียรสร้างตลอดมา พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์คือโฆษกของพระพุทธเจ้า นำคำสอนจากพระพุทธเจ้ามาบอกสอนตลอดมา ผลิตสื่อธรรมะนานาชนิดมาบอกกล่าวให้คนพ้นสุขพ้นทุกข์ ผมคนหนึ่งครับซึมซับเรื่องนี้ได้ ผมกราบเคารพเทิดทูนสักการะบูชาครับ วันที่ ๕ พ.ย.นี้ผมรู้สึกยินดีต้อนรับ คุณตู่ จตุพร และทนายนกเขา ที่จะมาเยี่ยมบ้านราชฯ “ปรับทุกข์ปลุกธรรม” องคุลีมาลย์ ยังกลับใจได้เมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า งานนี้ผมว่าน่าจะได้เห็นเหตุการณ์ทำนองเช่นนั้นครับ

พ่อครูว่า…I hope so เช่นเดียวกัน อาตมาก็คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น 

_บุญญากร พัฒนสัตถาพร : ขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับ รมต. กระทรวงการคลังปัจจุบัน คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักการเมือง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในสมัยรัฐบาล คสช. รัฐมนตรีท่านนี้ที่วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นคนอำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ครับ

_เดชา อำพร : (ข้อไตร่ตรองและสรุปส่วนตัว)..ในยุคนี้..เราเคารพใครบ้าง?..

  1. เราเคารพ”คานธี”ที่ท่านวางตัวเป็นตัวอย่างที่ทุ่มเท,จริงใจ,ตรงต่อธรรม,เหมือนศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง..

  2. เราเคารพ”ไอสไตน์”ที่จริงใจ,จริงจังต่อความรู้และจินตนาการของตัวเอง.. และไม่เชื่ออะไรใครง่ายๆ..

  3. เราเคารพ”ท่านปยต.”ที่จริงใจต่อการศึกษา,ค้นคว้าหาความรู้,และวางตัวสมถะ,ไม่ถือตัว.. รวมทั้งไม่ประสงค์ที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะใครๆ..

  4. เราเคารพ”อ.เจษฎา”ที่มีพื้นฐานของผู้ที่ใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักอย่างแน่วแน่,ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ,และไม่มีจิตที่ลำเอียงเข้าข้างใครแน่ๆ..

  5. เราเคารพ”ตัวเราเอง”(ติดอันดับ5กับเขาด้วยโนะ)ที่เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ต่อสัจจะความจริง,มีความประสงค์ดีและมีเมตตาธรรมต่อชาวโลกทั้งมวล..

  6. เราเคารพ”ท่านถักบุญ”ที่เป็น”ผู้ซื่อๆ”,ไม่อาฆาต,ไม่ผูกพยาบาท,วางตัวและใช้ชีวิตแบบง่ายๆ..

  7. เราเคารพ”คุณอี๊ดในน้ำคำ”ที่เป็นผู้ที่วางตัวดี,มีบุคลิกดี,มีความอดทนสูง,ยืนหยัดในสิ่งที่ตนเองเชื่อถือ,และยอมรับ,ศรัทธา,อย่างไม่รู้สึกย่อท้อใดๆ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

  8. เราเคารพ”คุณโอ๋”ผู้ที่วางตัวพอดีๆ,ไม่มากไป,ไม่น้อยไป,มีอัธยาศัย,มีอารมณ์ดี,และมีจิตใจที่เป็นมิตรต่อทุกผู้คน..

  9. เราเคารพต่อ”คุณสติพล”ที่วางตัวใจกว้าง,น้อมรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายจากทุกผู้คน.. โดยที่ไม่เอาอารมณ์ส่วนตัวมาแทรกแซง,และวางตัวเป็นกลางได้อย่างดีเยี่ยม..

  10. เราเคารพ”คุณจรรยา”ในฐานะที่เป็นคนที่มีน้ำใจ,ไม่มองเมิน,ไม่ละเลย,ไม่มองข้ามในสิ่งสะดุดแม้เล็กแม้น้อย.. และยังช่วยเก็บกวาดสิ่งรกหู,รกตา,รกความคิด.. เพื่อให้เกิดการจัดระเบียบสู่ความเรียบร้อยลงตัวอยู่เสมอ..

…ด้วยความเคารพครับ…

พ่อครูว่า…ก็คงจะนาน ความรู้สึกอาตมาต่อคุณเดชา เพราะว่ารู้มาก มีภาษาไทยบอกว่ารู้มากนี้จะยากนาน คงไม่จบหรอกนะคุณเดชา อัมพร เพราะเห็นว่า อันนั้นก็ดูดี อันนี้ก็ดูดี ลองฟังแกดู ระวังจะปวดเอวนะ เคารพมากเกินไป เอาแต่เคารพอยู่นั่น

SMS วันที่ 31 ต.ค. – 1 พ.ย. 2565

_ผาหิน จอมภูผา · กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงครับ…เสขบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาปัตติมรรค จนถึง พระอรหัตตมรรค ได้ทำภาวะ๑ (เวทนาที่รู้เห็นตามความเป็นจริง ไม่มีกิเลสเข้าร่วม)ให้เกิดขึ้นตามลำดับ จนสุดท้ายสิ้นอาสวะซึ่งรู้ด้วยวิชชา ๓ ได้เป็นอรหัตตผล ภาวะ ๐ จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติใช่หรือไม่ครับ ….ภาวะ ๐ จะทำให้ถึงภาวะสูญต้องมีความรู้การแยกกายแยกจิตตั้งแต่ก่อนนี้แล้วและเข้าสู่ความเป็นสูญด้วยวิโมกข์ ๓ ใช่หรือไม่ครับ 

พ่อครูว่า… ใช่ ตามที่อาตมาฟังภาษาที่คุณพูดมา ซึ่งภาษาที่สื่อสภาวะ สื่อกรรมกริยาต่างๆด้วยภาษานี้ ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาแล้ว ก็จะเข้าใจสิ่งที่มันสัมพันธ์กันพวกนี้ เกิดปฏิกิริยากันพวกนี้ 

บรรลุด้วย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก จึงไม่เป็นปทปรมะ

_จะรู้นามรูป,อายตนะ,ผัสสะ,เวทนาฯได้จะต้องมีจักษุ,ปัญญา,ญาณ,วิชชา,อาโลกเสมอใช่ไหมครับ

 พ่อครูว่า…  นี่ก็ถูกต้อง จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก มันเป็นตัวกำหนดของพระพุทธเจ้าที่กำหนดว่าการที่จะรู้ครบ รู้บริบูรณ์ รู้อย่างจบแจ้งหรือแจ้งจบจริง จะต้องมีตา มีหู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก ทำงานอย่างเต็มที่ แล้วก็เกิดปัญญา ญาณ วิชชา โดยเห็นทุกอย่างของโลก อาโลก ทุกอย่างที่ในโลกเขามีเป็นลำดับๆๆ เราเรียนโลกไปตามลำดับ มันปรุงแต่งกันอยู่อย่างไร เราก็ทำความรู้แต่ละปริเฉท แต่ละรอบ แต่ละกรอบ แต่ละเรื่องไป มันก็จะรู้ความจริงตามไปได้เรื่อยๆจนครบ มากขึ้นๆๆ ก็จะสมบูรณ์แบบเอง ไม่ใช่ตะกละตะกลาม หรือรู้เละรู้มาก อันนี้ก็จะศรัทธาไปหมดเหมือนคุณเดชา อัมพร สรุปไม่ลง 

ขอพาดพิงไปถึงท่านปยุตฯ อีกคน เยอะ อะไรก็น่ารู้ น่ารู้ แล้วท่านก็รู้มาก รู้ไป แล้วท่านก็มาเรียนที่ตัวเองแล้วมาสรุปจบให้ได้ แล้วท่านก็จะดำเนินไปตามลำดับที่นี้ ทีนี้มันมากจนมันไม่มีลำดับ แล้วมากไม่รู้จบหรอก เราเรียกว่าโลกจินตา ความคิดของชาวโลก โลกมันพาสิ่งที่คิดที่เฟ้อขึ้นมาในโลก มันมากจนเรียกว่าโลกจินตา ก็ไม่จบหรอก มันก็จะวนอีกนานแสนนาน 

ถ้าสรุป จับจุดที่จะตัวเองจะปรุงแต่งเป็นชุดๆๆๆ แล้วก็จบไปเป็นรอบๆๆๆ ได้ ถ้าดับอย่างนี้ไม่ได้เลย จะกลายเป็น ปทปรมบุคคล อะไรก็รู้มาก โดยเฉพาะความรู้พระพุทธเจ้า รู้มาก ท่องจำก็มาก สอนสาธยายอยู่ก็มาก แต่ตนไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินั้นๆ น่าสงสารมากเลย 

อาตมาก็ได้แต่พูดความจริงนี้นะ ใครจะหาว่าอาตมาไปลบหลู่ท่านประยุทธ์ ไปยกตนข่มท่านประยุทธ์ ก็แล้วแต่ใครจะคิดไม่มีปัญหาอะไร อาตมามีแต่ความจริงใจ สงสาร อาตมาก็ว่าอาตมาไม่ได้เข้าใจผิด เป็นความเชื่อของอาตมาว่า อาตมาไม่ได้เข้าใจผิด ส่วนคนอื่นจะเชื่ออย่างไรก็ของใครของมันเนาะ 

ก็แสดงธรรมไปอย่างนี้แหละ ฝากฟ้าฝากลมไป 

_ทำไมหนังสือปัญญา๘ ส่งไปไม่ถึงบวรสีมาอโศกสักทีครับ…รออ่านอยู่ครับ

ขอขอบพระคุณด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า… ปัญญา 8 เล่ม1  ออกวางตลาดแล้ว แจกจ่ายไป พิมพ์อยู่ 5พันกว่าเล่ม แจกจ่ายไปให้หมด จะได้ไปอ่านกัน ก็พยายามส่งอยู่ คุณผาหินก็น่าจะได้อ่านแล้วนะหลายวันผ่านไปแล้ว

_Chilic ชีลิค : รบกวนขอความรู้ครับ กระจกบ้านที่น้ำท่วมคราบติดแน่นมาก ต้องใช้น้ำยาหรืออะไรทำความสะอาดครับ 

พ่อครูว่า…อาตมาโง่นะเรื่องนี้ไม่รู้ เปิด Google ถามดู 

บุญคือประโยชน์ชนิดโลกุตระ 

_Ka Por (กล้า พอ) : อยากจะหยุดความฟุ้งซ่านด้วยการทำความตั้งใจจดจ่อให้อยู่ในเรื่องเดียว โดยไม่ต้องท่องคำภาวนา ควรดูอารมณ์ หรือ ใจตนเอง

สมัยคุณลุงจำลองเป็นผู้ว่ากทมได้นั่งเรือสำรวจคลองที่ทุ่งสีกันกับในหลวงร.9 ในหลวงถามคำหนึ่งกับลุงจำลอง จำลองบุญคืออะไร ลุงเหลียวหน้าเหลียวหลังหาตัวช่วยไม่มี ในหลวงเฉลยคำตอบก่อนไม่อยากเห็นลุงขายหน้าว่า บุญคือประโยชน์ การทำประโยชน์คือ การทำบุญทำอะไรที่เป็นประโยชน์มากคือการทำบุญมาก ลุงจำลองจดจำไว้และตั้งหน้าทำประโยชน์เรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

พ่อครูว่า… ก็เป็นภาษาความหมายเอาคำว่าบุญ ไปขยายว่า เป็นประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์นัยยะหนึ่ง แต่ที่จริงในรายละเอียดต้องเรียนรู้จริงๆเลยนะ ถ้าเข้าใจคำว่า บุญ โดยสภาวะแท้ของพยัญชนะ ตัวบุญที่เป็นภาษาไทย มาจากคำว่า ปุญญะ ของภาษาบาลี 

คำว่า บุญ นี้ยิ่งใหญ่ อาตมาเริ่มเปิดยุคบุญนิยม เขียนในหนังสือ”เราคิดอะไร” เขียนขยายความมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็ยังจะพูดถึงเรื่องนี้ไปอีก ไม่ง่ายเลย มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นอจินไตยจริงๆ 

ผู้ที่เข้าใจแล้วค่อยๆเอามาฝึกฝนปฏิบัติประพฤติ สร้างใจในใจของตนให้เป็นพลังงาน พลังงานที่ยังไม่ถึงบุญเรียกว่าฌาน พลังความร้อนเรียกว่า อุณหธาตุ เป็นพลังงานธาตุไฟ เป็นพลังงานที่มีฤทธิ์มีอำนาจที่จะไปเผาผลาญพลังงานเหมือนกัน ที่เรียกว่า พลังงานราคะ โทสะ โมหะ ใช้ภาษาเรียกสภาวธรรม พลังงานราคะ โทสะ โมหะ เป็นกิเลส มันเผามันทำลายกันได้จริงๆ

เพราะงั้น ผู้ที่มาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิจริง จะมนสิการหรือ ทำใจในใจของตนเองให้เกิดพลังงานฌาน จนถึงพลังงานบุญ 

พลังงานบุญนี้ นับตั้งแต่ฌานที่ 4 จะเรียกว่าฌานที่ 5 ก็ตามใจ มันเป็นตัวสรุปจบ เป็นตัวฆ่ากิเลสตัวสุดท้ายที่ตายแน่ๆ เด็ดขาดเลย แล้วมันมีสภาวะเป็นจริงได้ด้วย มาฝึกฝนดีๆ พวกเราจะรู้ว่า โอ้ มันจริงมันมี แล้วก็ดับกิเลสมาตามลำดับๆ ตั้งแต่กิเลสหยาบมา เราจะรู้ว่าเราทำได้ ก็จะรู้ว่าอย่างนี้เอง มันไม่มีตัวตน มันไม่มีรูปร่างนะพลังงานจิต พลังงานของจิตที่ปรุงแต่งเป็นพลังงานอาวุธร้ายที่เรียกว่า บุญ นี้ แล้วมันมีฤทธิ์ มีอำนาจจัดการได้ มาศึกษาดีๆเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ความรู้ความตรัสรู้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาเอามาเปิดเผยในเมืองไทย เมืองไทยจะมีความรู้อันนี้ คนที่สร้างอาวุธ ต่อให้คิมจองอึน ต่อให้ปูติน ต่อให้ไบเด้น ที่ไหนๆก็แล้วแต่ ที่สร้างอาวุธร้ายประหารพวกนี้ นั่นแหละบาปกินหัวทั้งนั้น อย่าไปทำเลย 

อาวุธอันนี้แหละสุดยอดที่เป็นกุศล สุดยอดที่เป็นสิ่งประเสริฐสิ่งดีที่สุด ที่จะต้องสร้างขึ้นมาให้มนุษยชาติ และมนุษยชาติได้ประหารกิเลสกันแล้ว คนก็จะเป็นสังคมมนุษยชาติอีกชนิดหนึ่ง มนุษยชาติที่ได้ฆ่ากิเลสของตัวเองแล้วมารวมกันอยู่ ร่วมกันของโลกนี้แหละ โลกของคนชนิดนี้ สังคมมนุษยชาติของโลกชนิดนี้ สุดยอดประเสริฐ ที่สุด ขอยืนยัน เมืองไทยปักหลักอันนี้แล้ว มีโลกุตรธรรมอันนี้ จนกระทั่งถึงกลุ่มหมู่ที่เป็นแก่นแกนเรียกว่า กลุ่มอโศกหรือกลุ่มชาวสาธารณโภคี จะก่อ ขยายผล ก่อแล้ว จะขยายผลต่อไปในโลก 

ไม่ได้อวดดีนะ ที่อาตมาพูดไม่ได้อวดดี แต่เอาความจริงมาพูด ยืนยัน มาช่วยกัน ใครจะร่วมมาเป็นมวลก็เป็นกุศลของตนเองอย่างยิ่ง เชิญ เร็ว 🎵มาเถอะมาอย่าช้า อยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม🎵 อาตมาเป็นนักร้องเก่า ก็ต้องอย่างนี้แหละ จะต้องมีเรื่อยๆ แถม 

ช่วยคนนั้นดีแต่ต้องประมาณตน ไม่งั้นจะตายไปด้วยกัน 

_จรรยา ประเสริฐ · คนที่ตกร่วง ก็เพราะคำว่าช่วยเขา อนุโลมให้เขา เห็นใจเขา นักปฏิบัติธรรมตกร่วงก็เพราะตัวนี้ ช่วยกันแต่จมโคลนเลนด้วยกัน เห็นภาพที่ท่านตถภาโวเทศน์เลยค่ะ กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า…จริง ช่วยเขาช่วยเขา แล้วตัวเองก็ช่วยตัวเองไม่ได้ ตายด้วยกันพร้อมกับคนที่ช่วย คนตกน้ำตัวเองก็ช่วยไม่ไหว ตกน้ำไปด้วยกัน ต้องประมาณตน อย่าอวดดีอวดเก่ง เราจะสามารถทำ ตัวเราก็เท่านี้ ตัวเราเท่าใด จริง มีใจอยากจะช่วยคน มันเป็นจิตที่ดี เป็นจิตประเสริฐ แต่ต้องประมาณตน ถ้าประมาณตนไม่ได้พอดี ตายไปด้วยกัน แต่ถ้าประมาณตนได้พอดี จะช่วยกันได้ นี่ก็เป็นนัยยะสำคัญที่จะต้องรู้

_สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พื้นที่บ้านราชน้ำท่วมมากและบ่อยมาก ลูกได้ฟังจากญาติธรรมมา พ่อครูเคยบอกว่า เรามาอยู่ตรงนี้เราไม่ต้องไปแย่งสร้างหมู่บ้านตรงนี้กับใคร มาถึงวันนี้ปีนี้ ลูกเห็นว่าเป็นความจริงที่สุด เพราะชาวบ้านราชมาอยู่แล้วได้ฝึกวรรณะ ๙ ชาวบ้านราชจะเอาประโยชน์จากน้ำท่วม ได้ฝึก ลดละ กิเลส แต่คนโลกียะทั่วไป ลูกเชื่อว่า เขาจะไม่มาเอาประโยชน์อย่างนี้เด็ดขาด พ่อครูมาฝึกคนให้เป็นคนมหัศจรรย์อย่างนี้ 

พ่อครูว่า…ใช่ เขาจะไม่เห็นคุณค่า ของการมาตั้งอยู่ตนบนความลำบาก กุศลธรรมจะเจริญยิ่ง ตามคำตรัสพระพุทธเจ้า เขาจะไม่เข้าใจ เขาจะไปแสวงด้วยความมักง่าย ด้วยความมักมาก ด้วยความมักเร็ว ไปหาที่มันง่ายมันสะดวก  มันอำนวยความสะดวก มันไม่ยาก อันนั้นแหละเป็นความคิดที่ย้อนแย้ง คนคิดอย่างนั้นโง่ คนคิดอย่างเรานี่ฉลาด พูดเบาๆหน่อย 

เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อน เป็นเรื่องสิริมหามายา เป็นเรื่องที่ dialectic เป็นเรื่องที่จะต้องเรียนรู้ดีๆ ตัดสินดีๆ ถึงจะรู้ 

จิตเป็นอนัตตาหรือเป็นอัตตา

_ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า จิตเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตาคะ ลูกมีความสับสนค่ะ

พ่อครูว่า…จิต มันเป็นทั้ง อัตตา และ มันเป็นอนัตตาได้ 

เมื่อผู้เรียนรู้ปฏิบัติจนทำอัตตาของตัวเองให้เกิดปัญญา เกิด ละ ลด ปล่อย วาง ทำลายอัตตา คุณก็จะเห็นหน่วยแต่ละหน่วย เริ่มต้นหน่วยเล็กของอนัตตา ของความไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตน ไม่เหลือตัวตน ในสิ่งที่เราปฏิบัติแล้ว 

คำว่า ตัวตน เป็นภาษาไทย คำว่า อัตตา เป็นภาษาบาลี ก็ค่อยๆละลดไป 1 หน่วย 1ตัวตน 2 ตัวตน 3 ตัวตน 4 ตัวตน 5 ตัวตน 6 ต้น 7 ตัวตน 8 ตัวตน 9 10 ตัวตนไปเรื่อยๆ คุณก็จะเห็นความจริง จะเข้าใจความเป็นอนัตตา ว่า อ๋อ…. ตถตา มันเป็นเช่นนี้เอง เมื่อมันมีสภาวะ ภาษาก็ขยายความแปลให้ฟังได้เท่านี้ มาปฏิบัติดูดีๆ แล้วถึงจะได้ 

เพราะฉะนั้นคำว่า อัตตา  จิตนี้เป็นอัตตาหรืออนัตตา

“จิตที่ยังมีอวิชชาก็เป็นอัตตา จิตที่มีวิชชาแล้วก็เป็นอนัตตา” จบคำตอบ

_ในวิญญาณาหารเมื่อเราสามารถแยกวิญญาณออกเป็นนามรูปได้ แยกนามรูปได้ เราก็สามารถประหาร กิเลสในกวฬิงการาหารได้ ประหารกิเลสในผัสสาหารได้ ประหารกิเลสในมโนสัญเจตนาหารได้ ใช่ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า…ถูกต้องแล้ว ไม่เสียหลาย อาตมาแนะนำสอนอธิบายไปแล้ว ก็พยายามฟังกัน ทำความเข้าใจกัน แล้วเอาไปปฏิบัติได้ แล้วก็รายงานผลมา ก็ดีจริงเลย 

_วาส ทองจันทร์ · กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพบูชาเป็นอย่างสูงยิ่งครับ ผมได้รับหนังสือปัญญา 8 จากสำนักพิมพ์กลั่นแก่น ผู้ส่งคือคุณผ่องบุญเรียบร้อยแล้วจึงขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงยิ่งครับ🙏🙏🙏

_โกศล สุขเล็ก · กราบคารวะพ่อท่าน..พระเจ้านั้นหัวใสเพราะบอกว่าพระเจ้าจะช่วยท่านแต่ท่านต้องช่วยตัวเองก่อน…

พ่อครูว่า…สำนวนนี้นี่ เขาจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม มันเป็นสิ่งประเสริฐแล้ว ถ้าเขารู้ตัวแล้วเข้าใจความหมายของคำพูดอันนี้ชัด มันก็จบ พระเจ้าจะช่วยท่าน แต่ท่านต้องช่วยตัวเองก่อน หรือพระเจ้าจะช่วยคนผู้ช่วยตนเองได้แล้ว ยิ่งชัดใหญ่ ใครช่วยตัวเองแล้วนั่นแหละผู้นั้นพระเจ้าจะช่วย ตีกินเลยพระเจ้า ก็เป็นภาษาที่ดี เป็นภาษาที่บอกถูกแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นพระเจ้าจะช่วยหรือไม่ช่วยก็คือตัวเองแหละเป็นหลัก ตัวเองช่วยตัวเองให้หลุดพ้น ให้จบสุดบริบูรณ์ได้ ก็จบแล้ว จะมีพระเจ้าหรือไม่มีพระเจ้า ก็มีตัวเราทำได้จริง สมบูรณ์จริง จบจริง บริบูรณ์จริง ก็จบแล้ว เรื่องใดก็แล้วแต่ 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อท่านฉันท์ เพราะดูแลขันธ์ มีวิมุตติเรื่องรสชาติ กราบนมัสการค่ะ

พ่อครูว่า…ก็บอกความเข้าใจของตัวเองมา ว่าที่อาตมาฉันหรือกินนี้ เพราะดูแลขันธ์ ต้องกินให้ขันธ์ 5 ของเราตั้งอยู่ ทรงอยู่ ดำเนินไป ให้ดีที่สุด มีวิมุติเรื่องรสชาติ จริงๆ อาตมามันมีรู้รส ลิ้น ประสาท มันไม่เสียหรอก แต่เรื่องของอุปาทาน เรื่องของกิเลสตัณหามันไม่มี  มันไม่มีจนกระทั่งอาตมาจะอนุโลมกลับมาให้มันมี พยายามอยู่ มันยากมากทีเดียว มันก็ยังไม่ค่อยกลับมา แต่ก็พยายาม มันจะช่วยให้ขันธ์เรารับประทานได้ง่ายขึ้น ได้สะดวกขึ้น ไม่งั้นอาตมาต้อง โอ้โฮ ต้องพยายามฉันให้ได้ปริมาณที่มันพอ ถ้ามันน้อยไปมันก็จะไม่พอเลี้ยงร่างกาย พยายาม วันๆหนึ่ง ก็พูดให้ฟังสภาวะพวกนี้ พวกเราศึกษากันเถอะ ถ้ายังไม่ถึงสภาวะของอาตมาก็คงจะยังเข้าใจไม่ได้ง่าย แต่ก็ฟังไว้ กว่าจะถึงอาตมาก็คงไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่เป็นไร รับรู้ไว้ก่อน

_ประเด็นจากอาแป้ง · หนูได้ทราบข่าวว่ามีพวกเราบางคนหรือใครก็ไม่ทราบ ได้นำเอาคลิปการแสดงธรรมของหลวงปู่ ไปลงเผยแพร่ใน tik tok และทำให้เกิดการวิจารณ์หลวงปู่อย่างรุนแรง  ซึ่งหนูมีความเห็นแบบนี้นะคะ อยากจะขอตำหนิคนที่เอาไปลงว่าเค้าไม่เข้าใจว่าใน tik tok ก็เหมือนแหล่ง อโคจร  ไม่ควรนำธรรมะของหลวงปู่ไปลงให้เสื่อมราคา เหมือนตำน้ำพริกไปละลายในแอ่งตม

ในนั้นมีผู้คนหยาบคาย มีผู้หญิงระบำเปลื้องผ้า มี Fake news มีเรื่องน่ารังเกียจ และอบายมุขมากมาย  หนูว่าคนที่นำไปลง ถ้าเค้าเข้าใจสัปปุริสธรรมมากกว่านี้ เค้าคงไม่ทำค่ะ

สุดท้ายหนูขอกราบชื่นชมและให้กำลังใจ พี่น้องชาวอโศกทุกท่าน ที่ยังยืนหยัด ปฏิบัติขัดเกลา ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาที่ถูกตรงมาจนทุกวันนี้ค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ โมทนาทุกท่านนะคะ

_อีกคำถามหนึ่ง ..คนใหม่ที่จะศึกษาตามอย่างอโศก ควรเริ่มอะไรก่อนคะรบกวนอาแป้งช่วยชี้แนะหน่อยตามลำดับ1 2 3 

อาแป้งตอบว่า ..

๑.ควรติดตามศึกษาจากการฟังธรรมจากพ่อท่าน สมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรมจากรายการทีวี ดูอยู่ทางบ้านไม่ต่ำกว่า ๑ ปี 

๒. มีใจกล้าพอที่จะละ ทำลายอสูรกาย ที่มันไม่กล้าที่จะรักษาคุณแห่งศีลและธรรม ด้วยการเพิ่มความกล้า ละอบายมุข ลดละสิ่งที่หลงรัก หลงชอบในวัตถุแห่งความสุข อันจัดจ้านเกินความจำเป็นออกไป

๓.ให้เขยิบเข้าไปร่วมทำกิจกรรมบำเพ็ญความดีในหมู่กลุ่มชาวอโศก  จะได้ถูกกระทบสัมผัส ให้มารมันออกฤทธิ์แสดงตัวให้รู้ว่า คุณยังมีตัวร้ายที่ยังไม่ปรากฏตัวอยู่อีกมากมายแค่ไหน  ถ้าทำตามข้อที่ ๓ ไม่ผ่าน  ก็กลับไปทำข้อ๑ และ๒ ใหม่  จนกว่าจะผ่าน  /  ถ้าไม่ผ่าน ก็แปลว่า บททดสอบนี้ ยังไม่เหมาะกับคุณ  ต้องอ่านซ้ำ เหมือนอ่านหนังสือที่ยังไม่เข้าใจ  หากคุณยังอ่านเวียนวนอยู่บรรทัดไหน  ก็แสดงว่า คุณยังออกจากจุดวังวนนั้นไปไม่ได้  ต้องอ่านใหม่ จนกว่าจะหายความสงสัย จึงจะผ่านบรรทัดนั้นออกไปได้

พ่อครูว่า… ก็แนะนำกันดี ถูกต้อง ได้ผลประโยชน์ 

นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ 

สมณะเดินดิน… เมื่อกี้นี้เราได้ฟังรายงานจากสันติอโศกว่า พรุ่งนี้จะมีเด็กนักเรียนมาด้วย ปฐมอโศกก็เหมือนกันก็จะมีนักเรียนมา ส่วนบ้านราช วันนี้นักเรียนก็ทยอยเข้ามาเพราะเปิดเทอม งานนี้ก็มีนักเรียน มีทั้งผู้ใหญ่ และต่อมาก็อาจจะมีพี่น้องเสื้อแดงเขามาร่วมกับเราด้วย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ครบสมบูรณ์ ที่เราก็จะให้สังคมได้เห็นถึงความรัก ความเมตตาของพระโพธิสัตว์ ที่จริงๆแล้วเราก็ไม่ได้มีความรู้สึกแบ่งแยกอะไร 

อย่างเราเปิดตลาดอาริยะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นเสื้อแดงส่วนใหญ่ เราไม่สนใจสีเสื้อหรอก เรามีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน อยากให้พวกเรามีความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกัน ต่อมนุษยชาติ กิจกรรมที่เขามาตั้งใจเพื่อจะชวนเรามาเป็นพวก ก็เป็นความคิดที่ดีของเขา 

พ่อครูว่า… เป็นพวกเดียวกันเลย ดี 

สมณะเดินดิน… พ่อครูเคยให้โศลกไว้ว่า จริงที่นี่ จริงใจไมตรีไม่มีศัตรู ถ้าใครนึกถึงตอนที่พระพุทธเจ้าโดนนางจิญจมาณวิกาใส่ร้าย ยังพูดกันว่า พ่อครูคงไม่มีวิบากขนาดนี้ พระพุทธเจ้าก็เอาชนะง่ายๆ โดยใช้บทสันเตน โสม วิธินา ชิตวา มุนินโท จะเจอคนปากร้าย เจอคนพูดลิงตกต้นไม้ ไม่ใช่เราจะพูดเพื่อเอาชนะเขา แต่ใช้วิธีสงบนิ่ง ก็เพียงพอแล้วเป็นการแสดงธรรมที่ดีที่สุด 

พ่อครูว่า…เราก็พูดถึงธรรมะหรือพูดถึงพวกเราตั้งแต่ต้นรายการจะถึงตอนนี้ ตอนนี้เราพูดถึงคนอื่นบ้าง คนอื่นที่จะพูดถึงก็คือ คนที่จะมาหาเรานี่แหละ จะเป็นฝ่ายแดง จะเป็นฝ่ายที่แสดงตัวจะมาก็ดี จะได้โอภาปราศรัย จะได้ทำความเข้าใจกันขึ้นไป มันมีความเห็นต่าง 

อาตมาสรุปสุดยอดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ มันมีเทวะ มีคำว่าสอง คำว่าสอง นี่แหละมันจะมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่เล็กๆ ละเอียดยิ่งกว่า สุญญาณู

สุญญาณู นี่ ละเอียดกว่าปรมาณูนะ  ศัพท์ของอาตมาเอง สุญญาณู อาตมาเอาภาษา สุญญกับอณูมาสนธิกันเข้าก็เป็น สุญญาณู แล้วขยายเป็นอณู เป็นปรมาณู อะไรไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้กี่ผสมกัน 

เกิดเริ่มต้นจาก 0 จาก 1 จาก 2 จาก 3 นี่แหละ มันเป็นการเกิดที่ยากมาก

เรื่องง่ายที่แสนยากของการเพาะพันธุ์จิตอรหันต์ 

พ่อครูว่า… คนผู้ยังอวิชชาอยู่ ยังไม่มีปัญญารู้ว่า ความเป็นจริงนั้น ใน “ความมี” ทั่วสากลรู้กันดีแล้วว่า มันมี  0 – 1 – 2 – 3 – 4 – 5 – 6 – 7 – 8 – 9 – 0 

จึงจะเริ่ม 1 ใหม่ ต่อจาก 0 ใหม่ อ่านว่า 10 ภาษาไทยก็อ่านสิบ ภาษาจีนอ่านว่า จั๊บ ภาษาอังกฤษอ่านว่า ten 

10 มีเลข 1 กับเลข 0 ถ้าจะเพิ่มต่อไปก็คือ วนรอบสองแล้ว จึงจะเริ่มเป็น 11 – 12 – 13 – 14 – 15 – 16 – 17 – 18 -19 – 20 แล้ว ต่อไปอีกเป็น 30 ก็จะทบไปอีก เพิ่มไปแต่ละ 10 ก็เป็น 20 – 30 หรือ เพิ่มอีกเป็น 4 – 5 – 6 – 7 – 8 – 9 และ 10 ต่อๆๆๆไปอีก ทับทวีไปจนไม่มีที่สิ้นสุด ได้ไหม?… ได้ 

ก็คือ ความวนรอบ สรุปเป็นภาษาว่า “ความวนรอบ” ของ 0 – 1 – 2 หรือ 1 – 2 – 3 อาตมานำ “สามเส้า” มาเป็นความวนของ 0 – 1 – 2  หรือ 1 – 2 – 3  หากจะเพิ่มเป็น 4 ก็วนหมุนรอบต่อไปใหม่ เป็น 4 – 5 – 6 ก็คือความวนอยู่ใน 1 – 2 – 3 นั่นเอง ที่วนเพิ่ม “สามเส้า” ขึ้นไปขึ้นไป ก็คือ “ความมี” 

เมื่อเกิดความมี เริ่มยึดความมี ก็ลืมความวนคือ 0 

0 นี่คือความวนก็เลยมีแต่ 1 – 2 – 3 ลืม 0 

การวนอยู่ใน “วงวน” ของ 1 – 2 – 3 จึงไม่มีจบ

ฟังแล้วฟังง่ายๆนะ แต่โอ้โห!… จริงไหม?… ลืม 0 ไป ก็จะเกิดแต่ความมี 1 – 2 – 3 ไปเรื่อยๆจึงไม่มีจบ นี่ล่ะ ง่ายๆ เอาตัวเลขมาขยายธรรมะให้ฟัง 

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ “ความวน”ไปนี่แหละ วนไปเรื่อยๆ ใน “ความมีอยู่” หรือ “ความเกิด” หรือ “ความไม่รู้การย้อนกลับ” หรือ “ความย้อนแย้ง” ทั้งที่ตัวเองก็มีสภาวะย้อนแย้งแต่ตีกันฆ่ากัน

คือ มีแต่ “อนุโสต” ไม่มี “ปฏิโสต” ไม่มีย้อนทวน ไม่มี “อนุเสธ” ไม่มี “ปฏิเสธ” 

อนุ นี้คือ น้อย ปฏิ คือทวนเพิ่มขึ้น จะมากเท่าไรก็แล้ว

 จึงคือ “เศษสวะ” เหมือนหมาเน่าลอยตามน้ำไหล  มันก็เน่ายิ่งขึ้นไปกับน้ำไหล เผยแพร่กระจายกลิ่นเน่าให้เลื่อนไหลแพร่ไปไกลแสนไกล ไม่มีที่สิ้นที่จบ “ความเน่า” มีแต่ความหลอกกันให้หลงติดยึดความเน่ายิ่งๆขึ้นไปด้วยความโง่ 

“ความเน่า” คืออะไร ความเน่าคือ “ความหมักหมมของความไม่รู้ หรือโง่ หรืออวิชชา” ที่ไม่รู้ “ภาวะ 2” ของ “ชีวะ” ที่เป็น “พืช” หรือ “จิต” ที่ทรงอยู่หรือทรงไว้ = ธรรมะหรือเรียกว่า “เทฺว” อันเร่ิมจาก “ภาวะ 2” นี่เอง

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

_สมณะเดินดิน… มีญาติธรรมเห็นหมาเน่าลอยไปตามน้ำ นึกรังเกียจ แล้วก็นึกถึงปลาร้าเน่าๆเราก็ยังกิน ก็เลยคิดว่าปลาร้าก็เหมือนกับหมาเน่า ก็เลยเลิกกินปลาร้าได้ 

พ่อครูว่า… “ความเน่า” คืออะไร ความเน่าคือ “ความหมักหมมของความไม่รู้ หรือโง่ หรืออวิชชา” ที่ไม่รู้ “ภาวะ 2” ของ “ชีวะ” ที่เป็น “พืช” หรือ “จิต” ที่ทรงอยู่หรือทรงไว้ = ธรรมะหรือเรียกว่า “เทฺว” อันเร่ิมจาก “ภาวะ 2” นี่เอง

ถ้าคนสามารถเรียนรู้จนกระทั่งมีปัญญารู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง “ความโง่ที่มันโง่ยอมเกิด – ยอมมี – ยอมร่วมมือกับภาวะ 2 ผสมพันธุ์กันอยู่ ภาวะ 2 ที่ผสมพันธุ์กันอยู่ ไม่ยอมหยุดสืบพันธุ์ – ต่อเผ่าต่อพันธุ์ความโง่ – ความเน่ากันไม่รู้จบความเป็น “2” ลดลงหรือเลิกเป็น 2 เป็น 1 เป็น 0 ไปให้จริง ความเป็น “2” ก็ไม่มีวันจบ ยิ่งการสืบพันธุ์ก็ยังหลงว่าสุข มันก็คืออวิชชากันไม่จบแน่นอน 

เริ่ม “หยุดสืบพันธุ์” จากพันธุ์ขั้นจิต ลงมาเป็นพืช เป็นอุตุ ก็จบ 

จบความเป็นชีวะหรือชีวิต ลงไปเป็นลำดับ จากจิตไม่สืบพันธุ์ 

เราเป็นคนนี่แหละจะรู้ เดรัจฉานมันก็เป็นจิตนิยามแต่มันเรียนรู้ไม่ได้ มันเป็น อเวไนยสัตว์ คนที่เป็นเวไนยสัตว์ ฟังธรรมอาตมาได้ก็จะรู้ หยุด คุณก็จะลดจากจิตลงมาเป็นพืชมันก็คือการลดความเกิด อันภาษาเรียกว่า “ชาติ” โดยความรู้ว่า “การเกิด” ที่ไม่มีที่สิ้นสุดนิรันดรนั้น คือคนไม่มีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ความผสมพันธุ์ของภาวะ 2” นี้เอง 

ภาษาไม่ได้หยาบคายนะนี่เป็นธรรมะ ที่อาตมาพูดนี่เป็นธรรมะ ธรรมะขั้นสูงด้วยธรรมะขั้นโลกุตระด้วย เป็นการอธิบายสัจธรรม จะใช้ศัพท์คำที่เขาใช้กันนี่แหละ 

หากรู้จัก “การแยก” กันของภาวะ 2 นี้ ไม่ให้มัน “ผสมพันธุ์”กันได้ ไปแยกภาวะ 2 ไม่ให้มาผสมพันธุ์กันได้ มันก็จะลด “ความเกิด”กันได้แน่นอน ทำได้จริงเป็นขั้นต้น 

ยิ่งมี “ปัญญา”รู้ว่าภาวะ 2 นี่แหละ ถ้าอยู่ด้วยกันแล้ว ไม่ต้อง “ผสมพันธุ์”กันสำเร็จ “การเกิด” มีพันธุ์ มีพืช มีจิตอีก มันก็ “ไม่มี”ขึ้นมาได้

ความ “ปรากฏ”หรือ “การหยั่งลง”อยู่อีก มันก็ไม่มี มันไม่ผสมพันธุ์กันก็ไม่มีตัวเกิด ตัวมี ตัวเป็น อันนี้พระพุทธเจ้าท่านอธิบายไว้ ในพระสูตร เล่ม 10 ข้อ 60 

เราก็หยุดผสม หยุดสืบต่อ หยุดกรรม หยุดการกระทำ หยุดไม่ให้มีอาการ “ผสม”หรือ “การสืบสาน” หรือ “การมีบทบาทการเกิดใดๆ” 

ตั้งแต่ “พันธ์ุ”ที่เรียกว่า “จิต” 

ให้มี “พันธุ์”แค่ “พืช”

 มันก็ต้องรู้ความแตกต่างระหว่างจิตกับพืช ซึ่งจะต้องเข้าใจเรื่องของความ “มีกาย”หรือ “ไม่มีกาย” 

จิตจะมีกาย พืชไม่มีกายแล้ว ทำให้จิตพ้นทุกข์พ้นสุขแล้วเป็นอรหันต์ รู้ก็ทำเป็นคู่อีกอย่างไม่ผสมกันเลยก็เป็นอุตุ เป็นอรหันต์สมบูรณ์แบบเลยทีนี้ ให้มีพันธุ์แค่พืช 

และที่สุดแม้จะมีพลังงานร่วมมือกันอยู่ – ผสมพันธุ์กันอยู่ ผสมกันอยู่ ก็ให้มันมี “ผละ”แค่ “พละ” ของ “อุตุนิยาม” ไม่มี “ชีวะ”ได้สำเร็จ ให้มันผสมกันอยู่แค่อุตุ มีพละกำลัง แต่ไม่มีชีวะสำเร็จเลยทำให้ได้ 

มี “พละ”อยู่ มีกำลังงานอยู่ เป็น “พละกำลัง” แต่ทว่าเป็นพลังงานของ “อุตุ”ของภาวะที่ไม่เป็น “ชีวะ” แล้ว  มันก็ไม่มีความรู้สึกสุขหรือทุกข์แล้ว เพราะพลังงานระดับสสารหรือวัตถุนี้ เป็นพลังงานที่ไม่มี “ชีวะ”แล้วจริง จึงไม่มีสุข-ไม่มีทุกข์ 

ผู้ทำได้สำเร็จขั้นนี้ได้ ก็พ้นทุกข์ พ้นสุขแล้วจริง เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ปฏิบัติพิสูจน์ได้จริงๆ ที่พูดนี้เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ละคนเป็นนักวิทยาศาสตร์เอง ทำได้โดยเขาไม่ให้รางวัล Nobel prize แต่คุณทำให้สำเร็จเถอะ มันเหนือกว่ากรรมการ Nobel prize เขาจะรู้ให้รางวัลคุณ 

อย่างอาตมานี้ กรรมการ Nobel prize ไม่รู้หรอกว่าอาตมามีความรู้ขนาดไหน เขาไม่รู้จักจะให้รางวัลหรอก ถ้าเขารู้ขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะ…. ทำไมถึงพลาดโพธิรักษ์ไป มันแสดงว่า ฉันมีภูมิรู้นะอันนี้เลยสุดยอดต้องให้รางวัล ยิ่งกว่า Nobel prize ว่าไป ขออภัยที่คุยกับตัวเองมาก

ผู้ทำสำเร็จได้ขั้นนี้ได้ ก็พ้นทุกข์พ้นสุขแล้วจริงเป็นวิทยาศาสตร์ที่ปฏิบัติพิสูจน์ได้จริง 

ผู้มี “ปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ชีวะ”ที่เป็น “พืช”เป็น “จิต” ได้จริงๆเลยพลังงานที่มันผสมกันเป็นพืช อ้อ..ขนาดนี้ ผสมกันเป็นพลังงานทางจิต ขนาดนี้ แล้วจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความมีชีวะ หรือขั้น “อุตุ” ไม่มี “ชีวะ” จะแยกได้เลยว่าพลังงานปรุงแต่งกันอยู่นะ 

เรารู้พลังงานอุตุใช่ไหม พลังงานธรรมชาติที่เป็นสสารพลังงานที่ไม่เป็นชีวะ พลังงานเป็นพืชเราก็พอเข้าใจแล้ว  อาตมาแยกให้ฟัง พลังงานพืชมันก็ดูดเอามาเฉพาะตัวมันเองไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับใคร 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญญา รู้จักรู้แจ้งรู้จริงชีวะที่เป็นพืชเป็นจิตได้จริง รู้จักความจริง ในความไม่มีชีวะคืออุตุได้ดี และสามารถทำ “จิตในจิต”(มนสิการ) ของตนให้เป็น “พืช”และเป็น “อุตุ” สำเร็จได้จริง เข้าใจพืชก็ได้ เข้าใจอุตุก็ได้ ก็ทำพลังงานจิตของตนให้เป็นพืช ถึงขั้นเป็นอุตุได้เลยก็สำเร็จได้จริง สำเร็จจนเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตกันจริงๆ 

ที่พูดมาถึงขนาดนี้ พวกเราแต่ละคน นึกออกไหมว่า ตัวเราเองนั้นได้เคยทำ นึกออกมั้ย อาตมาพาศึกษานี้ก็จะได้ทำ แต่จะฟังภาษาที่ขยายความแล้วจะชัดไหมเท่านั้นเอง วันนี้ชัดขึ้นไหม และได้ทำมา อันนี้มันเป็นพืชแล้วอันนี้มันเป็นอุตุแล้ว แต่ก่อนเราเคยอร่อย เคยเทียวไล้เทียวขื่อกับอันนี้อยู่ เดี๋ยวนี้มันไม่ต้องเลย ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่อร่อยเลย มันไม่สุขไม่ทุกข์อะไรมันก็มีอยู่ในโลก มันไม่ได้หายไม่ได้สูญไปไหน เขาก็ปรุงแต่งกันยั่วยุกันอยู่ แรงจัดจ้านขึ้นด้วย แต่เราก็เฉยๆ นั่นแหละเรานึกถึงที่อาตมาพาปฏิบัตินี้ บรรลุธรรมคืออะไร จะเห็นจริงเลย 

“ความจริง” ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น “อุตุ-พีช-จิต” พระอรหันต์คือ ผู้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง จึงจัดการกระทำ “จิตในจิต” ของตนเองด้วย “กรรม” ของตนเอง ด้วยการกระทำของตนเอง เพราะทำจิตในจิตของเรา ไม่มีใครมาทำให้เราได้หรอก ใครก็ทำให้ไม่ได้ เก่งเท่าไหร่ก็ทำให้ไม่ได้ มีแฟนก็ทำแทนกันไม่ได้ ไม่ได้ ต้องเราเองเท่านั้น ของเราเองทำ 

เมื่อทำสำเร็จได้ ทุกกรอบของแต่ละสรรพสิ่ง คุณตีกรอบของแต่ละปริเฉท เราทำได้เสร็จทุกสรรพสิ่งของกรอบนี้ เฉพาะกรอบนี้ ปริเฉทนี้ เฉพาะบริบทนี้ ตัดกรอบตัดรอบเอาขนาดนี้ได้ ทำได้ทุกบริบท ทุกปริเฉทอะไรแล้ว ก็เป็นผู้ ทรงมี-ทรงเป็น-ทรงไว้-ทรงอยู่ ตามที่ตนประสงค์ ก็เรารู้ว่ามีอะไรบ้างในกรอบนี้และเราก็ทำได้สำเร็จจบตามประสงค์ 

แม้ที่สุดมี “ปัญญา” รู้แจ้งรู้จบใน “เวทนา” ในความรู้สึก ถึงที่สุด ให้ที่มันไม่สุขไม่ทุกข์เพราะมันไม่มี “ตัณหา”ใน “เวทนา” มันไม่มีแล้ว หรือ ไม่มีอุปาทานในเวทนาเลย มันไม่มีแล้วความยึดมั่นถือมั่นมัน ไม่มีอาการอยาก อาการยึดมั่นถือมั่นเป็นอย่างไร คุณไม่มีแล้ว คุณก็สัมผัสกับสิ่งนั้นอยู่คุณก็สบาย กลางๆ เป็นอุเบกขาเฉยๆ อทุกขมสุข สบาย สบายๆ เรียกว่าสัปปายะ ไม่ใช่อบายๆ อบายแปลว่านรก 

แต่มันสบาย จบด้วยสบาย นี่คือดับอบายหรือดับนรก ที่ไปเรียนนรกสวรรค์แล้วก็เป็นวิมานภพชาติ อะไรต่ออะไร มันปฏิบัติไม่ได้สำเร็จหรอกอย่างนั้นน่ะ มาฟังอาตมาอธิบายเข้ามาหาตัวเอง  จัดการนี่แหละ คือวิทยาศาสตร์ทางจิต ดับภพดับชาติ ดับนรกสวรรค์ จบกิจอยู่ตรงนี้ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่าน เขียนบทความนี้ได้ดีสุดยอดมากครับ 

พ่อครูว่า… ยังๆ อย่าเพิ่งชมหมด เดี๋ยวจะไม่มีคำชมอีก ยังมีสุดในที่สุด ยิ่งกว่าสุด แล้วก็จะไปสุดๆๆๆๆ 

คนที่เข้าใจก็พยายามไปช่วยกันขยายผล ขยายจุดสำคัญที่ให้คนอื่นได้รู้ร่วมด้วยได้เข้าใจด้วย อาตมาก็รู้สึกว่า ขออภัยที่พูดไปจะเป็นการชมตัวเอง ไอ้ ชมตัวเองเท่านั้นก็ต้องขออนุญาต ขออภัย เรานี่จริงๆเลยนะ ทีคนอื่นคุยตัวเอง โมัตัวเอง อวดตัวเอง นางโม้นางเปลือยอะไรก็เยอะแยะ หรือคนอวดรวย อวดโก้ อวดอำนาจ อวดความรู้ ความอะไรเยอะแยะก็ไม่ค่อยไปว่าเขา เราจะโชว์ตัวเองในสิ่งที่เป็นอนัตตา เป็นสิ่งสูญด้วย 

อาตมาอธิบายพวกนี้ไปหาสูญทั้งนั้น ไม่ได้ไปหามาก หามี หาร่ำหารวย หาเก่ง หาใหญ่ หายิ่งอะไร มีแต่มาหาความหมดความสูญ แล้วก็มาว่าอาตมา อาตมาพามาหาสูญแท้ๆ แล้วก็มาว่าอาตมา 

เพราะฉะนั้นในสิ่งที่อาตมาจะพูดจะอธิบายอะไรไปนี้ ..มันเป็นเรื่องง่ายสุดแสนยาก มันเป็นเรื่องยากที่สุดแสน ง้าย ง่าย .. จบ 

สมณะเดินดิน… สรุปจบ