661206 ทำทานให้สัมมาอย่าจับไอ้หวังใส่ถัง ควรเพิ่มพลังพากเพียร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1gXvoSURvrYSS4VRz7W3iSO9Cfik266na/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1QEGru-cYhywVIBabruawkosWYPHvsXD_/view?usp=sharing 

และ 

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oM3JNk0442/ 

และ https://youtu.be/JVTGO1nX-SQ 

มีซับ 

สมณะเดินดิน… วันนี้วันพุธที่ 6 ธันวาคม 2566 แรม 9 ค่ำเดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานี วันนี้วันที่ 6 วันที่ 8 มะรืนนี้พวกศิษย์เก่าก็คงเริ่มทยอยเข้ามา วันที่ 9 ก็ถือว่าเป็นวันเริ่มงาน 

วันแรกจะรวมตัวทำพิธีต้อนรับศิษย์เก่าตั้งแต่ 14:00 น เข้าสู่ศาลา มีพิธีกล่าวต้อนรับศิษย์เก่า ศิษย์เก่ามีทั้งหมด 10 สถาบัน ตั้งแต่อดีตที่เคยตั้งโรงเรียนกันมา ปัจจุบันมีบางแห่งที่ยุบกันไปแล้ว 

วันแรกของงานรายการภาคค่ำจะมีรายการเอื้อไออุ่น พ่อครูก็จะลงมาพบกับศิษย์เก่าที่จะมาร่วมงาน 

วันอาทิตย์ที่ 10 จะมีพิธีไหว้ครูบูชาพ่อ มีทำวัตรเช้าตั้งแต่ตี 5 มีใส่บาตรตอนเช้า มีพิธีไหว้ครูบูชาพ่อตั้งแต่ 7 โมง มีอันเชิญต้นโพธิ์ทอง จากสถาบันต่างๆถวายพ่อครู จะเสร็จพิธีประมาณ 10 โมงในวันนั้น 

คิดว่าพวกเราคงได้เตรียมใจกัน ลูกหลานที่จากพวกเราไปยาวนานจะได้กลับคืนสู่มาหาพวกเรา ควรตั้งจิตด้วยความยินดีที่ลูกหลานจะได้กลับมากัน 

มาช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว พืชผักของเราก็กำลังออกดอกออกผล วันนี้ก็มีหัวไชเท้าออกงามมาก มีเยอะมาก มีกะหล่ำปลีปลูกบนภูเขา ปีแรกเลย ซึ่งเป็นภูเขาวัตถุดิบทำปุ๋ย 

สรุปแล้วว่า เราอยู่ที่นี่มีเวลาทำกสิกรรมกัน 8 เดือน น้ำ 4 ปฐพี 8 อีก 4 เดือนทำใจให้น้องน้ำเคลื่อนตัวเข้ามา เรามีเวลาจัดการ 8 เดือน แม้จะมี 8 เดือนแต่ก็จะทำได้สมบูรณ์ในช่วงฤดูหนาวเท่านั้นเอง เข้าสู่ฤดูร้อน พืชผักก็จะไม่ค่อยสมบูรณ์ ต้องหาผักวรรณะ 9 เช่นผักโขมผักไชยา ผักปลัง 

เขาบอกว่าปีหน้า 2567 จะเป็นปีแห่งการล่มสลายของภูมิอากาศ อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส ค่าเฉลี่ยนะกรมอุตุนิยมวิทยาของสหประชาชาติพยากรณ์ไว้ เราเป็นมนุษย์วรรณะ 9 ก็ควรจะซ้อมกินผัก วรรณะ 9 กันไว้ 

หลังงานวันที่ 10 จะมีงานช่วยกันเทปูน ถ้าใช้แรงงานพวกเราเองจะลดค่าใช้จ่ายลงครึ่งหนึ่งเลย พื้นที่ที่จะเทที่จัตุรัสเทียนอันหมานมีพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร คำว่าเทียนอันหมาน น่าจะมาจากคำว่าสมัครสมานสามัคคี ของพวกเราที่จะช่วยกันทำงาน ให้เป็นลานโล่ง กว้างๆ พื้นที่ 3,000 ตารางเมตร 

วันนี้พ่อครูยังมีพลังที่จะมาแสดงสัจจะโลกุตระให้พวกเราได้ศึกษากัน ขออาราธนาพ่อครูครับ 

พ่อครูว่า… ยังมีกำลัง เริ่มต้นที่ 

SMS วันที่ 4 ธ.ค. – 5 ธ.ค. 2566

อรหันต์โพธิสัตว์ก็ยิ้มได้ด้วยจิต อภิปโมทยังจิตตัง 

_ทำใจ . กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสุดเศียรสุดเกล้า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกศรัทธาพ่อมากๆ ก็คือ ใบหน้าของพ่อมีรอยยิ้มเสมอ (แม้ในขณะที่พ่อพูดว่า พ่อเมื่อยมากๆ แล้ว) 

พ่อครูว่า… จริง จริง ยิ้มเสมอจนกระทั่ง ทางพวกที่เขาเคร่งๆพวกพระป่าพระนั่งสมาธิ เขาบอกว่าพระอะไรกัน ยิ้ม หัวเราะเอิ๊กอ๊าก ไม่สำรวมเลย เขาว่าอย่างนั้นนะ  อาตมาก็ว่า เออนะ มันก็จริงของเขาสำหรับเขาที่มีความยึดมั่นถือมั่นหรือมีความเห็นว่า ความสงบนั้นแม้แต่ยิ้มก็ไม่ได้ ยิ้มหรือหัวเราะเสียงดังก็ถือว่าไม่สงบ โอ้โห เคร่งจัด ฟังแล้วเคร่งจัด 

ทำไมคนยิ้ม คนหัวเราะ นี่มันจะเป็นความ เอาล่ะถ้าพูดเวอร์ๆว่าถ้ามันหัวเราะดังๆ หัวเราะรบกวนคนอื่นก็ว่ากันไป มันโอเวอร์ แต่คนที่มีแต่การยิ้ม มีแต่เสียงหัวเราะกันทั่วไป อาตมามีเพลงอาริยะบทนึง ที่บอกว่าได้ยินเสียงหัวเราะหรือเสียงร้องไห้ 

มันเป็นยังไง คนมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมันจะเป็นสังคมที่ไม่น่ายินดีหรือไม่น่ายอมรับหรือยังไง มันก็ดีสิ เจอหน้ากันก็มีแต่ยิ้ม  ไม่ใช่บ้านะ ยิ้มอย่างคนบ้าก็อีกเรื่องนึง คือมันสดชื่น มันรื่นเริงเบิกบาน ยิ้มแล้วก็มีเสียงหัวเราะ อาจจะหัวเราะดังๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากบ้าง มันก็ไม่น่าจะเป็นไร หัวเราะดังๆเอิ๊กอ๊ากๆ 

จะไปเคร่งจัดมีสำรวม สงบ จะโต่งไปถึงขนาด อภิปโมทยังจิตตัง ก็ไม่ได้ อาตมาก็ว่า เขาจะสุดโต่งไปยังไงเขาก็ว่ากันไปเถอะ มันสุดโต่งไปหาศูนย์ สุดโต่งไปหาไม่มีอะไรอะไรเลย ไม่ต้องกระดุกกระดิกมันเวอร์เกินไป มันสุดโต่งไปไกล 

อาตมาไม่มีความรู้สึกในใจที่ว่าจะขาด อภิปโมทยังจิตตัง จิตไม่ได้ขาด อภิปโมทยังจิตตัง แปลว่า จิตยินดี ปราโมทย์ ยินดี ชื่นใจ อิ่มเอม ปราโมทย์อยู่ มันเป็นอย่างนั้น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล มันเป็นเช่นนั้นจริงๆมันก็เป็นจริง ตามที่มันเป็น มันไม่ใช่เราจะต้องพยายามหรือว่าจะต้องเสแสร้ง มันไม่ใช่ มันสบายๆ มันยิ้มแย้มแจ่มใสสบาย 

การร้องไห้ 2 แบบ ทำอย่างไรได้ล้างอุปาทาน

_ลูกอยากถามว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นคนขี้แย (ในขณะที่น้ำตามันซึมออกมาง่ายๆ ลูกจับได้ว่าอาการนี้มันมาจากความรู้สึกเศร้าลึกๆ ในใจ มันเร็วกว่าความคิดและเหตุผลใดๆ เพียงมีผัสสะเล็กๆ มาสะกิดใจเท่านั้นเจ้าค่ะ) ซึ่งมีสาเหตุหนึ่งมาจากคนที่เรารักและผูกพันกันมานานกว่ายี่สิบปีเขาบอกเลิกกัน ในฐานะนักปฏิบัติธรรม แทนที่ลูกจะดีใจ กลับร้องไห้เสียใจเจ้าค่ะ ลูกก็ไม่รู้ว่าจะโง่ร้องไห้ไปอีกนานแค่ไหน จนกว่าจะล้างอุปาทานตัวนี้ได้สิ้นเกลี้ยงใช่มั้ยเจ้าคะ แล้วจะมีวิธีล้างอย่างไรเจ้าคะ กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… การขี้แยที่มีความเศร้า ก็รู้สึกร้องไห้ขี้แย เห็นอะไรที่มันสลดใจ น่าเสียใจ น่าอะไรก็ร้องไห้ ก็เชิงหนึ่ง 

ยินดี ซาบซึ้งใจ ก็น้ำตาไหล จะเรียกว่าร้องไห้ก็ใช้ศัพท์เดียวกับคนขี้แย คนร้องไห้เพราะความเศร้า หรือไม่ค่อยจะสบายใจเขาก็ร้องไห้ 

แม้สบายใจ ยินดีปรีดา ซาบซึ้งน้ำตาก็ไหล จะเรียกด้วยศัพท์เดียวกันว่าร้องไห้ ก็ใช้ร้องไห้ ศัพท์เดียวกันเท่านั้นเองเป็นพยัญชนะภาษาไทยคำว่าร้องไห้ น้ำตาซึมออกมาถือว่าร้องไห้ 

แต่อาการของจิตอาการของความรู้สึกที่มี มันต่างกันอยู่ภายใน นี่เราเป็นนักปฏิบัติธรรม เราละเอียดลออเข้าไปถึงอย่างนี้ ให้เห็นได้ว่า การร้องไห้อย่างเศร้าเสียใจแน่นอนมันก็ไม่ดี ถ้าร้องไห้อย่างซาบซึ้งประทับใจอะไร มันก็เป็นเชิงดี 

อย่าไปมิจฉาทิฏฐิแต่ว่ายินดีปรีดาในมิจฉาทิฏฐิ ยินดีปรีดาในเรื่องทุจริต ยินดีปรีดาในเรื่องที่เป็นภัยเป็นพิษต่อมนุษยชาติ สังคม แล้วก็หลงยินดีอย่างนั้น มันมีเยอะ เยอะ 

เอาง่ายๆ ยกตัวอย่าง คนที่ชนะ โดยเฉพาะชนะประเภทที่รุนแรงด้วย ฆ่าเขาตาย ชนะ ยินดีโห่ร้อง แม้แต่ชนะเรื่องเกมกีฬาก็ตาม ยินดีปรีดา โห่ร้อง ถือว่าเป็นความชนะ จริงๆแล้วการไปเอาชนะคะคานคนอื่น ด้วยโลกียะซึ่งต้องมีวงเล็บตรงนี้ว่า ด้วยโลกีย ด้วยการชนะ ต้องการได้รับลาภ ต้องการได้รับยศ ชนะการได้รับสรรเสริญเยินยอ ชนะไปแย่งสุขเขา นี่เป็นโลกีย์นัยยะมันซ้อน 

ผู้ที่ปฏิบัติธรรมโลกุตรธรรมแล้ว ไม่ไปปฏิบัติอย่างนั้น ไม่ไปเอาชนะใครในเชิงได้ลาภมากกว่าเขา ได้ยศสูงกว่าเขา แล้วก็ใช้ยศเป็นอำนาจเบ่งอะไรไปจนกระทั่งมีอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างทักษิณ มันไม่รู้จบเลยในการทำอกุศล หรือทุจริต หรือชั่ว มันไม่มีที่สุดเลย มันหลงผิดอย่างนี้ 

แม้แต่จะไปหลงสุข จะได้สุขมากกว่าเขา สุขเป็นโลกีย์ โลกุตระไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือลดสุขลดทุกข์ที่เป็นรสโลกียะ จิตกลางๆไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีแต่ยินดีปรีดา อิ่มเอมเกษมใส นี่คือ อภิปโมทยังจิตตัง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันจะสลับซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้ง 

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจึงมีชั้นตอนที่ซับซ้อนลึกซึ้งๆๆ ขึ้นไป แล้วจะมีชีวิตอยู่ในสังคมไม่เป็นภัยไม่เป็นพิษกับผู้ใด มีแต่เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ ช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ในสังคม 

นี่เป็นลักษณะของคุณธรรมที่สุดประเสริฐแล้ว ค่อยๆเข้าใจไปเรื่อยๆ อาตมาก็จะค่อยๆขยายความ ซึ่งพวกเราจะเข้าใจดี ทางโลกเขายังไม่ละเอียด โลกียะเขายังหยาบคาย เขายังพูดกันไม่รู้เรื่อง เขายังแย่งชิงอะไรต่ออะไร ยิ่งไปในทางต้องฆ่าแกงกัน ต้องแย่งชิงกันต้องเอาเปรียบเอารัด เอาชนะคะคานกัน 

เพราะฉะนั้นคำว่า ผู้แพ้ โดยเฉพาะที่มีจุดอาการที่ คุณจะชนะก็ชนะไป แต่เรานี่ เราไม่ชนะที่ได้เปรียบ เราไม่ได้ชนะที่จะได้มากกว่า เราไม่ชนะที่จะข่มเบ่งหรือมีอำนาจยิ่งใหญ่ ไม่ เราอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ เสียสละ เป็นผู้สร้างสรรค์ให้แก่ผู้อื่น ไม่ใช่เป็นผู้ที่ไปได้ไปกอบไปโกย ไปขูดรีด ไปเอาเปรียบเอารัดกัน ไม่ใช่ 

พูดภาษาไทยง่ายๆ อธิบายขยายความฟังแล้วจะเข้าใจลึกซึ้งในความลึกซึ้งของความเป็นจริงของมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็ขอจบด้วยตรงที่ว่า ชาวอโศกเรานี่ได้ปฏิบัติธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เข้าถึงโลกุตรธรรมจริงๆ จึงมาเป็นคนโลกุตระที่มีธรรมะที่อยู่อย่าง สงบ 

แล้ว อาตมาขึ้นต้นด้วยคำว่า อิสระ พวกคุณไม่ได้ถูกล่อลวง ไม่ได้ถูกสร้างภาพ แต่คุณเห็นภาพเอง รู้เอง มาเอง มาเองนะที่อาตมาบอกว่า ความอิสระนี่ อาตมาพูดไม่รู้กี่ที เราไม่ได้ไปล่อลวง เราไม่ได้ไป propaganda ไม่ได้หว่านล้อมให้มาเอา แต่คุณใช้ปัญญาของคุณตัดสินเอง แต่ละคนมีอิสรเสรีภาพส่วนตัว มาเอาอันนี้

หลายคนเข้าใจๆว่าดีแต่เอาไม่ได้ก็หลุดไป คนที่ได้ก็ได้มาอยู่ที่นี่จึงเป็นความไม่แปลกปลอม สนิทเนียนกันอยู่ที่นี่ 

ที่คุณทำใจถามว่า แล้วทำอย่างไรจะล้างอุปาทานนี้ได้ คำว่าอุปทานมี หยาบ กลาง ละเอียด ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึง 4 สภาพ ก็ขอตอบสรุปๆไว้ว่า ก็ต้องมาปฏิบัติธรรมไป อย่างที่เราพากันทำนี้มันเป็นลำดับดีอยู่แล้ว มีลำดับ สำคัญนะลำดับนี้ ถ้าไม่เป็นลำดับ มันจะวกวน มันจะซับซ้อนกลับไปกลับมา เสียเวลาหลายเที่ยว ถ้าเป็นลำดับดี มันจะเที่ยวเดียวๆๆๆ แล้วไปเรียบ ไม่สะดุดเลย มันสวยที่สุด ก็ค่อยๆมาปฏิบัติแล้วค่อยๆรู้ตัวเอง ไม่ง่ายหรอก แต่มันทำได้ดีแล้วของพวกเรา 

การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่กำลังได้รับวิบากมี 2 ระดับ 

_เปิ้ล บ้านไผ่ . ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพ กราบนิมนต์พ่อท่านอธิบายด้วยค่ะ

1.ได้ยินมาจากที่อื่นว่า การที่เราไปช่วยเหลือ บุคคลใดที่เขากำลังได้รับวิบากกรรม แล้วเจ้ากรรมนายเวรของเขา จะมาเล่นงานเราด้วย จริงหรือไม่คะพ่อท่าน 

พ่อครูว่า… จริงในระดับหนึ่ง แต่ไม่จริงในระดับหนึ่ง 

จริงในระดับหนึ่งคือในระดับของคนที่มีความรู้โลกุตระยังไม่ได้เลย มีแต่ความรู้ยึดตัวตน  เห็นแก่ตัวเห็นแก่ตน 

เช่น สัตว์เดรัจฉานมันๆเห็นแก่ตัว ใครไปแย่งที่อาตมาเคยอธิบายมาแล้ว เช่น งูมันจะกินเขียด คุณก็โอ้โห เป็นคนที่มีจิตวิญญาณ มีธรรมะสูงแล้วนะ งูนี่มันรังแกเขียดได้ยังไง มากินเขียด มันเป็นบาปนะ อันนี้ก็เคยยกตัวอย่างมาหลายทีแล้ว ก็ตีงูตายเอาเขียดออกจากปากงู นี่แหละมันไปละลาบละล้วงวิบากกรรมของเขา งูมันก็ต้องกินเขียดเป็นอาหาร มันกินสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ที่มันกินได้เป็นอาหาร มันกินสัตว์ งูเป็นสัตว์กินสัตว์ แล้วคุณก็จะไปแย่งอาหารมันออกจากปาก คุณก็ต้องไปหัดให้งูมันไปกินเจสิ.. คุณทำได้ไหมล่ะ ก็ต้องมาฝึกงูให้มันกินเจ ซึ่งพวกเลี้ยงงูทั้งหลายแหล่เขาก็ไม่มีใครเลี้ยงงูด้วยการกินเจ ก็ต้องเอาสัตว์ตายหรือสัตว์ตาย ตามใจเขาเถอะ เราไม่พูดไปยาวเพราะเขาไม่รู้เรื่องพวกนี้ มันผิดมันไปทำอย่างนั้นไม่ได้ 

ทีนี้พวกอีกพวกหนึ่งคือพวกที่มีความรู้แล้ว อันนี้ไปละลาบละล้วงวิบากเขาไม่ได้ ว่าไปมันก็ไปอยู่ในระดับของเดรัจฉาน ทีนี้คนนี้แหละที่ยังเป็นเดรัจฉานอยู่ก็นัยยะเดียวกันกับสัตว์ที่เป็นเดรัจฉานที่มีตัวกูของกู ไปแย่งเขียดจากปากงูก็ไม่ควรทำ ก็ใช่ แต่คนอีกระดับหนึ่งพอเข้าใจแล้วว่า ไอ้นี่อย่าไปรังแกกัน นี่มันชีวิต มันเป็นสัตว์เหมือนกันอย่างนี้ เป็นต้น เราก็เตือนกันช่วยกันให้เขาอย่าไปสร้างวิบากอีก คนที่มีภูมิธรรมระดับนี้ช่วยกันได้ เตือนกันได้ บอกกันได้ 

แต่ถ้าไปเตือนกันบอกกันเหมือนคนที่ไม่มีภูมิความรู้เหมือนกับเดรัจฉาน ขออภัยต้องยกตัวอย่าง อย่างชาวตะวันตก ชาวตะวันออกกลาง ชาวเทวนิยม ที่เขาไม่ได้ซาบซึ้งถึงเรื่องของกรรมวิบาก อาจจะฆ่ากันไปฆ่ากันมา เขาก็ไม่กลัววิบากกรรมที่จะย้อนไปอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติเขาไม่รู้ เขาก็จะบอกว่าเหมือนงู มาฆ่าข้ามาแย่งเขียด จะฆ่าข้าก็จะต้องอาฆาตมาดร้ายให้เรา ยิ่งเป็นคนที่มีความอาฆาตมาดร้ายซับซ้อนจัดจ้านกว่าเดรัจฉาน เดรัจฉานมันแรงเท่านั้นความจัดจ้าน มันจองเวรจองกรรมแรง แต่มันไม่ซับซ้อนลึกซึ้งเหมือนคน คนมันฆ่ากันได้อย่างเลือดเย็น เป็นต้น มันมีกลเม็ดอะไรอีกเยอะอันนี้ก็ละเอียดลออก็ไม่ขอขยายความต่อ 

เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรรมวิบากจึงเป็นเรื่อง อจินไตยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากมาย อธิบายกันไม่หวาดไม่ไหว 

นี่ก็ถามว่าเจ้ากรรมนายเวรของเขาจะมาเล่นงานไหม คำว่า       “เจ้ากรรมนายเวร”ก็คือ ระหว่างคู่ของผู้ที่ทำวิบากแก่กันและกัน เรารู้เราก็เลิก เพราะฉะนั้นเขาไม่รู้ก็เหลือเขาปรบมือข้างเดียว ก็ไม่มีอะไรนาน ไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าเขาก็รู้ด้วยเราก็ให้เขารู้ด้วย ก็ต่างคนต่างรู้ อย่าไปสร้างกรรมสร้างวิบากกัน เป็นคู่กรรมคู่วิบากกันไปอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติก็ไม่หมด โดยเฉพาะตั้งแต่การฆ่ากัน หรือแม้แต่การรักกันก็ตาม 

มาเป็นผู้ที่เกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติ เป็นผู้ที่มีประโยชน์แก่กันและกัน อย่างนี้สูงส่งกว่าที่จะไปทั้งรักทั้งชัง มันก็อยู่ที่แค่ สุรพล  สมบัติเจริญ เท่านั้นเอง 16 ปีแห่งความหลังเท่านั้น ทั้งรักทั้งชัง ไม่รู้จักจบจักสิ้น จะได้เรื่องอะไร ฉะนั้นก็เลิกเสียพยายามเรียนรู้สภาพพวกนี้ที่มันลึกซึ้ง 

ทำทานให้สัมมาอย่าจับไอ้หวังใส่ถัง

  1. มีบางท่านสำนักอื่น พูดว่า การที่เราทำทานโดยหวังว่าทำแล้วเราจะได้บุญ ตลอดจนได้โภคทรัพย์ต่างๆ นั้น เมื่อทำแล้วตายไปเราจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่พอหมดบุญแล้วจะต้องตกนรก เนื่องด้วยเพราะบาปจากการทำบุญแล้วหวังผล ดิฉันเกรงว่า ถ้าเช่นนั้น ชาวพุทธที่มีความรู้ว่าทำทานแล้วมีอานิสงส์ จึงทำทาน ในที่สุดคงจะต้องตกนรก ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพค่ะ

พ่อครูว่า…ที่ถามประเด็นนี้ลึกซึ้งมาก อาตมาก็อธิบายไปหลายทีแล้ว มันคือการรู้เรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน คนที่รู้จักอาการของจิตอาการของเจตสิก ที่ยังมีสภาพที่จะต้องได้รับผลตอบแทน จิตที่จะต้องได้รับผลตอบแทน มันเป็นพวกทุนนิยม ลงทุนไปแล้วก็จะต้องได้ทุนคืน ดีไม่ดีได้เกินทุนเรียกเกินทุนนั้นว่ากำไร มันเป็นความคิดแบบทุนนิยม 

แต่ความคิดแบบบุญนิยมนั้น เราให้ใครแล้วไม่เอาคืน ไม่ต้องการอะไรคืน ทำใจในใจให้ไปแล้วศูนย์ เรียกว่า ทาน ในทานสูตร ไม่มี สาเปกโข นี่จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดนิพพาน 

ถ้าคุณยังมี สาเปกโข คุณก็ยังมีภพชาติ ต่อเนื่องอยู่ ยิ่งไม่รู้ยิ่งอวิชชามากขึ้น เป็น ปฏิพัทธจิตโต ผูกพันกับจิต ผูกพันเป็นภพชาติเข้าไปอีก 

สาเปกโข เริ่มมีสภาพรูปร่างหวังว่าจะได้คืน มีอะไรเป็นภพชาติอีก อันนี้มีความโง่เพิ่มขึ้น จะต้องได้ต้องมี ต้องเป็น เป็นภพเป็นชาติเพิ่มขึ้นเป็นระดับที่ 2 

ระดับที่ 3 นี้สะสมเลย เป็นคลัง สันนิธิเปกโข เรียกว่า คลัง คลังสะสม เอาที่จะต้องมีความหวัง เอาไอ้หวังใส่ถัง เอาไอ้หวังใส่ถัง ไม่รู้จักเต็ม คือ สันนิธิเปกโข ทานังเทติ แปลว่า 

การปฏิบัติการทาน ที่จะเอาไอ้หวังใส่ถังไม่รู้จักเต็ม นี่แหละ เป็นความคิดที่มิจฉาทิฏฐิหนัก ไม่มีการหมดภพจบชาติได้ 

ถ้าคนมีความคิดระดับ 3 นี้หมดทางที่ไปนิพพาน เพราะว่าเป็นความคิดที่เพิ่มภพ สั่งสมภพ สั่งสมชาติ 

ยิ่งตายไปแล้วจะต้องเอาไปไว้เป็นของฉัน เป็นของให้พ่อให้แม่ให้ใครต่อใครได้อาศัยกินใช้ หมดความเว่าเลยอันนี้ ไม่ต้องอธิบายต่อเลย  คนนี้นี่อีกนานนนนนน.. กว่าจะรู้เหตุปัจจัยในการทำใจในใจที่จะไปนิพพาน 

เพราะฉะนั้นสอนกันพวกสวรรค์ที่จะต้องมีแต่สวรรค์ สวรรค์ก็คือที่มีภพมีชาติ แล้วก็สร้าง นิรมาณกาย เป็นภพชาติที่แดนที่แสนสุขสมนั่งชมวิหคไป คุณจะชอบรูปแบบไหนก็ขยายความ สร้างภาพ สร้างรูปเป็นศิลปิน สร้างรูปสร้างร่างเหมือนอย่างธรรมกาย หลอกกันไปหมด มันสร้างอะไรก็ได้ คิดอะไรก็ได้ที่จะเป็นสวรรค์ สดสวยงดงาม อย่างโน้นอย่างนี้ มันจะได้สารพัดความคิดของพวกนี้ จะต้องเป็นสวรรค์ฟรุ้งฟริ้งแบบไหน พิลึกพิลั่นยังไง ซับซ้อนอย่างไร งาม งดงามยิ่งใหญ่มโหฬารพันลึกอย่างไรมันก็ได้ 

เพราะฉะนั้น การทำจิตในจิตที่ไม่รู้ มันก็คิดเป็นบ้าๆบอๆ แบบจิตในจิตที่เป็นอะไรที่เลอะเทอะไปอย่างนั้นได้ตลอดเวลา 

เพราะฉะนั้นการที่จะมาเรียนรู้ธรรมะ ไปนิพพานยุคนี้เป็นยุคเสื่อมมาก โลกุตระ เพราะฉะนั้นจึงพูดแล้วพูดอีก ขยายความแล้วขยายความอีก กว่าจะล้างความโง่ ความไม่เข้าใจ ความไปติดยึดในภพในชาติ ที่มีซับซ้อนมากมายหลากหลายชนิด และซับซ้อนหนาเปรอะอะไรพวกนี้ ยังยากมาก 

เพราะฉะนั้นผู้ที่มาศึกษาแล้วสามารถรู้ เข้าใจได้ อย่างพวกเรานี่มาได้ นี่ก็เหลือส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ก็จะมีผู้แสวงหา ผู้ที่มีอคติน้อย ก็ค่อยๆศึกษา ก็ค่อยๆตามมา ตอนนี้ก็เป็นแก่นเป็นแกนไป พวกเราก็เป็นแก่นเป็นแกน ช่วยเป็นหลักให้แก่มนุษยชาติที่จะต้องการนิพพาน  ต้องการธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ค่อยๆมากันไป 

เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็จะเห็นได้เต็มไปหมด สอนทานมีแต่ภพชาติ แปลอีกทีก็คือ มีแต่นรก แล้วหลงนรกว่าเป็นสวรรค์ นี่ขยายความนะ คือคนเป็นภพชาติ นรกสวรรค์คืออันเดียวกัน คุณไปติดยึดว่าจะต้องได้ต้องมีต้องเป็น เป็นภพเป็นชาติ นั่นแหละ คือการสั่งสมนรก การสั่งสมสิ่งที่ควรจะเลิกล้างไป ไม่มี 

เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธไม่มีภพไม่มีชาติ ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีตั้งแต่จตุมหาราชที่ห่ำหั่นกัน เหมือนอย่างที่เทวนิยมเขายังฆ่าแกงกันอยู่ อื้อหือ! เขี้ยวยาว หอกดาบ นั่นเป็นอาวุธสมัยโบราณ สมัยนี้มันยิ่งกว่าปรมาณูแล้ว มันฆ่ากันอย่างชนิดที่เรียกว่า มันเหมือนยิ่งกว่าพืช ยิ่งกว่าสัตว์ที่มันฆ่ากันเฉย 

ฆ่ากันในชาติตัวเองไม่พอ รับใครจะสมัครมาเป็นทหารจ้าง แล้วมันออกกระดาษเปื้อนหมึก กระดาษชำระหนี้ได้ตามกฎหมายมาจ้างพวกนี้ก็เอา เห็นแก่กระดาษชำระ ก็มาสมัคร แล้วก็ตายไป อะไรต่างๆ พวกตายไปก็ไม่ต้องจ่าย ไอ้พวกไม่ตายก็ พวกนี้ก็เลยบอกว่าเอ็งไปฆ่ากันเลย เอ็งตายแล้วข้าจะได้ไม่ต้องจ่ายกระดาษชำระ เห็นไหมซับซ้อนไหมจริงๆแล้วใจดำอำมหิต เห็นคนเป็นผักเป็นปลาเป็นสัตว์เป็นพืช จะทำร้าย จะฆ่าแกงอะไรกันก็เฉย 

คือ เขาไม่รู้ประสีประสาในเรื่องของกรรมวิบาก ไม่รู้จักชีวะ โดยเฉพาะชีวะในจิตนิยามที่จองเวรจองกรรมกัน มีกรรม มีวิบากอะไรกันเขาไม่รู้เรื่องเลย เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น ยุคเสื่อมในยุคนี้เป็นยุคใกล้กลียุคยิ่งเห็นชัดเจน 

เพราะฉะนั้นเมืองไทยจึงเป็นเมืองตัวอย่างของโลกุตรธรรมที่มีจิตวิญญาณ อาตมาว่าอีกสัก 100 ปี ความรู้โลกุตรธรรมนี้จะเฟื่องขึ้นไปถึงขั้นระดับสากลได้เยอะ แต่เดี๋ยวนี้ยังหรอก ยัง จะพูดยังไงๆก็ยังยากที่เขาจะเข้าใจว่ามันเป็นคุณค่าอันสุดยอดแล้ว ในเรื่องของจิตนิยาม หรือในเรื่องของจิตนิยาม ในเรื่องความเป็นสัตว์หรือว่าเป็นมนุษย์ เขายัง 

มันจะไปบังคับกันก็ไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นแม้แต่จะสอนกันจะแนะนำกัน ก็ยังยากมากเลย ก็ต้องเป็นไปตามสัจจะ เพราะฉะนั้นเราก็ทำสิ่งที่ดีแหละเป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกน  เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นแก่นแกนที่จะยืนยัน พิสูจน์ให้คนมาพิสูจน์ 

เพราะว่าศาสนาพุทธนั้นเข้าใจเรื่อง ความตาย ความเกิด เรื่องของการวนเวียน มีชีวะ อยู่ในระดับเป็นโพธิสัตว์ รู้จักอะไรต่ออะไร มันเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก ก็ช่วยกันเท่าที่ช่วยกันได้ เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 

สภาวะ ลิงลมอมข้าวพอง มีในคนระดับใดได้บ้าง

_สินพุทธ สุขพูล . คำว่าลิงลมอมข้าวพอง ใช้กับฆราวาสได้ไหมครับ หรือ ว่าต้องใช้ กับพระโพธิสัตว์เท่านั้นครับ

พ่อครูว่า…ดีอันนี้ดีถามดี ตอบ ลิงลมอมข้าวพอง ปุถุชน คนทั่วไปนี่ยังเป็น ลิงลมที่มัวเมาโลกียะอยู่ ปุถุชนคนทั่วไป ยังเป็นคนที่มัวเมาอยู่ในโลกียะอยู่ตลอดไป ยังไม่ได้โลกุตรภูมิเลย

เพราะฉะนั้น แค่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เอาแค่ โสดาฯกับสกิทาฯก่อน ยังมีภูมิโลกุตระเข้ากระแสมา ยังไม่ถึงขั้น นิยตะ โสดาฯ สกิทาฯ ยังไม่ถึงขั้นนิยตะ ที่จะสูงขึ้นไปสู่ที่สุดที่สูง ไม่มีอะไรขีดคั่นยังหมุนเวียนลงต่ำขึ้นสูงอีกเยอะ แต่ไม่ตกออกจากกระแสที่จะเป็นอาริยะเท่านั้น โสดาฯ สกิทาฯ แต่จะซับซ้อน ตกต่ำตกสูงๆ อีกเยอะกว่าจะถึงขั้นที่ 3 นิยตะ 

โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ เพราะฉะนั้นกว่าที่จะถึงขั้นที่ 3 นิยตะไปถึงขั้นที่ 4 สัมโพธิปรายนะ ก็ยังต้องวนซับซ้อนอยู่อีกเยอะเป็น อวินิปาตธรรม เป็นแต่เพียงไม่ตกออกจากกระแส  ถ้ามีโลกุตรธรรมจริง แต่ถ้าไม่มีโลกุตระธรรมจริงก็จะหลุดออกจากกระแส กระแสโลกุตรธรรม ก็ไปนรกสวรรค์วนเวียนอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ พวกที่ได้เข้ากระแสแล้วชาติจะสั้นลง การเกิดการตายในชาติของที่เราจะมีจิตนิยามจะสั้นลงๆ 

เพราะว่าคนที่เป็นแค่ โสดาฯหรือสกิทาฯ ยังไม่มีนิยตะก็จะไม่มีภูมิ เทวภูมิหรือธรรมะ 2 ที่เจโตกับปัญญา ที่จะรู้เทวภูมิหรือธรรมะ 2 ที่เจโตกับปัญญา ซึ่งเป็น 2 ที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งสายเจโต ก็ยิ่งจะยากและช้ากว่าปัญญา จะรู้รายละเอียดพวกนี้ได้น้อยกว่า 

เพราะฉะนั้น จึงจะเป็นวิมุติ จนกระทั่งถึงวิมุตติญาณทัสนะ หรือวิมุตติธรรม ที่เป็นวิชาธรรมะพระพุทธเจ้าอีก นาน จะช้าจะนานกว่า 

ทีนี้คำว่า ลิงลมอมข้าวพอง ประเด็นที่คุณสินพุทธถามมาว่าฆราวาสเป็นได้ไหม ตอบว่า ไม่ได้ ลิงลมอมข้าวพอง ไม่ได้เพราะว่าคุณไม่มีกรอบ ไม่มีรอบของการที่จะหลุดพ้นอะไรเลย คุณยังไม่รู้เลยว่าจะต้องไป บางคนก็ยังหนักหน้าอยู่กับการแย่งลาภ แย่งยศ เห็นว่าเป็นความสุข เป็นลาภเป็นยศ หรือสูงขึ้นไป ลาภหยาบๆไม่แล้ว ยศก็ไม่ค่อยแล้ว จะหลงสรรเสริญหลงสุขไปอีก 

แต่คนที่ยังติดยศ แบกยศอยู่อะไรต่ออะไรอยู่ อาจจะลาภลดบ้างแล้ว แต่ยังอีกนาน ก็ได้บ้าง ลาภก็ได้บ้าง แต่ไม่เที่ยง เพราะ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันก็เป็นอีกกรอบนึง ลาภยศ ก็เป็นกรอบหนึ่ง ส่วนสรรเสริญและสุขก็อีกกรอบหนึ่ง เพราะฉะนั้นคนที่ยังแบก ยศเบิ้มๆอยู่ก็ยังอีกนาน ดูเหมือนจะไม่มีลาภแต่ซับซ้อน

อย่างมหาบัวดูเหมือนไม่ติดในลาภ แต่ไม่รู้จิตของตนเอง มีรูปาวจร อรูปาวจร รูปจิต อรูปจิต ที่หยาบหนักกว่ากาม ดีๆนะมันซับซ้อนหนา ที่อาตมาอธิบายมหาบัว ทุกวันนี้ไม่ใช่ลงโทษ ไม่ใช่ใส่ความนะ ยังเป็นจิ้งจกตุ๊กแกเฝ้า นี่อธิบายเป็นรูปธรรมให้ฟัง คือยังเป็นจิตเดรัจฉาน ยังเป็นจิตตกต่ำ ยังนึกเป็นตัวกูของกูๆอยู่ ไม่ได้ผุดได้เกิดหรอก ยังเฝ้าสมบัติอันไม่มี 

แล้วป่านนี้ไอ้ทองคำ ดอลลาร์ที่ไปเรี่ยไรไว้ 

  1. การเรี่ยไรไม่ใช่กิจสงฆ์ มหาบัวที่ทำกัน

  2. เอาสถาบันทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องประกอบของตนเองไปโฆษณาเรี่ยไร ให้แก่ประเทศชาติอะไรต่างๆนานา 

1.ไม่รู้จักกิจของสงฆ์ เที่ยวได้เรี่ยไร 

  1. ไม่รู้จักสภาพของสิ่งที่ไปดึงลงมาต่ำ เอามาเป็นเครื่องมือของตน เพื่อล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ แล้วก็อ้างว่ามาช่วยชาติ ซ้อนอีก เอาชาติเป็นตัวประกัน 

เห็นไหมความซับซ้อนของพฤติกรรมของมหาบัวที่ทำ ขออภัยนะนี่อธิบายธรรมะนะ  อาตมาสงสารนะพูดตรงๆ ก็พูดจริงมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว สงสารไม่อยากให้คนเป็นอย่างท่าน อย่างที่มหาบัวทำแล้วประพฤติเป็นตัวอย่าง หรือแม้แต่อย่างทักษิณ มันมีความซับซ้อนที่เป็นนรกอเวจี โอ้โห!อาตมาพูดแล้วก็รู้สึกสะท้านใจ ที่คนไม่รู้นี่มันน่าสงสารจริงๆ เพราะฉะนั้นก็พยายามอธิบายให้ฟัง

เพราะฉะนั้นคนไม่รู้ก็ตกเป็นเหยื่อแล้วก็ไปด้วยกันแบบนี้ มันน่าสงสารอีกไม่ใช่แค่คนเดียวไม่พอแล้วก็มาทำให้คนอีกจำนวนมาก โพธิรักษ์นี่มีผู้ที่เข้าใจด้วย มีผู้ที่มาตามจำนวนเล็กน้อย แต่อย่างมหาบัวนี้ โอ้โห! มันโง่ไปด้วยกัน ขออภัยนะนี่ไม่ได้ไปด่าไปว่า ไม่ได้ไปกดไปข่ม แต่มันโง่ มันไม่รู้ไปด้วยกัน ทำกันไปอย่าง โอ้โห! ไม่เดียงสาเลย 

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่สุดสงสาร อาตมาก็ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรเรียก สุดสงสารสุดสาครแล้ว สุดสินสมุทร สุดสาคร สุดสงสารจริงๆ 

อันนี้ตอบประเด็นแล้วนะว่า ลิงลมอมข้าวพอง ปุถุชนยังเป็นไม่ได้ เพราะ ปุถุชนยังไม่รู้จักกรอบของความหลับ ความตื่น ความหายเมาจากโลกีย์ แค่ลาภ แค่ยศ แค่สรรเสริญ ​ยิ่งสุขยิ่งลึก เพราะฉะนั้นแม้หยาบๆแค่ลาภ แค่ยศ ก็ยังไม่รู้ แล้วจะไปหายเมาได้อย่างไร ลิงลมอมข้าวพอง หมายความว่า เมา มัวเมา หลงใหลเลอะเทอะอยู่ 

ฉะนั้นคนที่จะมีสภาพ ลิงลมอมข้าวพอง มันมีความหมายนัยยะสำคัญ เป็นแต่เพียงความหลงเมาไปกับโลกที่มันหลอกอยู่ แต่ผู้ที่มีภูมิธรรมสูงแล้ว ไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของโลกีย์นี้แล้ว จะไม่ไปจมไปด้วย จะไม่ตกไป เมาไป แล้วก็เลยยิ่งไปกันใหญ่..จะไม่ จะมีวิบากตามบารมี คนที่ยังมีบารมีน้อยก็อาจจะไปหลงนาน หลงหนักๆหน่อย แต่ก็ฟื้นตัวได้ แต่คนที่ไม่มีบารมี หลงไปแล้วไม่ใช่ฟื้นตัวได้ ไปเลยๆ หนักไปเลย หนักไปเลย จมไปเลย หนักไปเลย น่ากลัว 

เพราะฉะนั้นคำว่า ลิงลมอมข้าวพอง จึงเป็นผู้ที่มีตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป และก็ยังไม่เที่ยง ไปสกิทาคามีก็ไม่เที่ยง ต้องนิยตะ ต้องอนาคามีขึ้นไป จึงจะค่อยยังชั่ว ถ้าสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็ยิ่งจะไม่มีมากแล้วเป็น ลิงลมอมข้าวพอง ยังประเดี๋ยวประด๋าว 

ไม่ง่าย ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีลิงลมอมข้าวพอง โพธิรักษ์ก็จะต้องมี ลิงลมอมข้าวพอง อธิบายยืนยันความเป็นจริงมาให้ฟังแล้ว ของพระพุทธเจ้าก็ยังมีตำนาน ของโพธิรักษ์ก็มี 

เพราะฉะนั้นคนที่ยิ่งไม่มีบารมี น่ากลัวไหม อ้าว อย่าไปสร้างเข้า อย่าไปหลงเลย โลกียะ

_ไม้ร่มว่า… ระดับพระโพธิสัตว์ เรียกว่า ลิงลมอมข้าวพอง ถ้าเป็นระดับพระพุทธเจ้า ผมจะเรียกว่า การแสดงแสนยานุภาพจะได้ไหมครับ 

พ่อครูว่า… ได้ จะใช้ศัพท์เด่นๆ โก้ๆ ใหญ่ๆ ยังไงก็ได้ คุณจะใช้แสนยานุภาพ จะใช้ศัพท์โก้ๆเท่ห์ๆเท่าไหร่สุดยอดก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าเราถือว่าพระพุทธเจ้านี้สูงสุดแล้ว ใครทำได้ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า ใครจะเป็นคนตัดสินล่ะ พระพุทธเจ้าองค์ที่ต่ำที่สุด พุทธเจ้าที่ได้เก่งกว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่สูงที่สุด พระพุทธเจ้าจะไปพูดทำไม ก็พระพุทธเจ้าองค์ที่ต่ำที่สุดมันก็สูงกว่าองค์ที่ไล่ไม่ติดอยู่แล้ว จะพูดไปทำไม พูดไปคนก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นก็ตัดไป เป็นเรื่องของบารมีของแต่ละคน แต่ละองค์นะ 

วิภวตัณหา 2 ระดับ 

_จับใจ ธนะโภค . กราบนมัสการพ่อครูฯ ดิฉันน้อมกราบเรียนรายงานการทำหน้าที่จัดการกิเลสดังนี้ ค่ะ

๑.ด้วยเหตุ – ปัจจัย(ปัจจุบัน) ทำให้ดิฉันมีโอกาสใส่บาตรพระสงฆ์ที่บิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน และก่อนใส่บาตรดิฉันก็ตรวจสอบอนุสัยกิเลสที่เคยสั่งสม(แบบเทวนิยม) ว่ายังเหลืออีกมาก-น้อยแค่ไหน จึงอาศัยวิภวตัณหาสั่งสมความเพียรให้ไวต่อการรู้เท่าทันกิเลสต่างๆ

พ่อครูว่า… ผู้ที่ปฏิบัติธรรมหมดกิเลสแล้วก็เป็นวิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์ ตัณหาอุดมคติ คือมีความต้องการ มีความปรารถนา มีความอยาก อยากช่วยผู้อื่น หรืออยากทำที่ตัวเองสั่งสมบารมีสูงขึ้น อยากสร้างบารมีสูงขึ้น อยากเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น นี่เป็นวิภวตัณหาของผู้หมดภพไปตามลำดับๆ ก็แบ่งเป็น 2 นี้ง่ายๆ

ผู้หนึ่งหมดภพ ผู้หนึ่งยังไม่หมดภพ แต่อยากหมดภพ เป็นตัณหาอยากหมดภพ เป็นวิภวะ ไม่มีภพ ส่วนผู้ไม่มีภพได้แล้ว ก็เป็นตัณหาช่วยผู้อื่น เป็นตัณหาวิภวะ ช่วยผู้อื่นเป็นผู้ที่ไม่มีภพแล้ว 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านเคยบอกว่าพระพุทธเจ้าก็ยังมีตัณหา 

พ่อครูว่า… ถูกแล้ว มีคนว่าอาตมา อาตมาก็อธิบายให้ฟังแล้วก็เงียบไปแล้ว คนไม่เข้าใจเลยเขาก็ท้วงไม่ได้หรอก ไปว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหา บางคนฟังแล้วอาตมาก็ไม่ได้พูดบ่อยหรอก เพราะว่าคนเข้าใจยาก จะบอกว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหา เขาก็ถือสาสิ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านหมดตัณหาแล้ว ไปบอกว่าพระพุทธเจ้ามีตัณหา แต่ความซับซ้อนลึกซึ้งมันมีหลายชั้น มันยากตรงนี้ ถึงค่อยพูดเท่าที่ควร ตามลำดับ

๒.ขอน้อมกราบเรียนถามค่ะ การปฎิบัติตามข้อ ๑(ข้างบน) ของดิฉันเข้าข่ายให้เป็นไปเพื่อเน้นการล้างกิเลสเทวนิยมได้มั๊ยคะ

ขอกราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง

พ่อครูว่า…คำว่า เทวนิยม มันไม่ใช่ กาม ทีเดียว แต่เป็นกามส่วนใหญ่ เป็นเบื้องต้น กามเป็นเบื้องต้น แล้วอัตตาเป็นเบื้องต่อมา

ฉะนั้นเทวะ เราถือว่า ความหมายมันลึกเข้ามาหา อัตตา เทวะ เป็นความหมายกลางๆ 2 สภาพ 

เพราะฉะนั้นสภาพ 2 ระดับ กาม มีกาย กิเลสทางกาย ทวาร 5 คุณล้างกิเลสทางกาย ทวาร 5 ยังมีอัสสาทะ ยังมีรสอร่อย ทางสัมผัสเสียดสี ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ คุณหมดอาการรสชาติ สุขทุกข์พวกนี้แล้ว ละวางหมด ไม่ประพฤติ ไม่ไปทำ ไม่สัมผัสเสียดสี ตัดขาดได้แล้ว เป็นอนาคามีขึ้นไปเป็นต้น 

เพราะฉะนั้นผู้นี้ก็จะไม่มีกาม แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีภายนอก กายคือภายนอกด้วยภายในด้วย เราก็ยังมีกายภายนอกที่สัมผัสเกี่ยวข้องรับรู้ร่วม เป็นเทวะ เป็น 2 เสมอ มีภายนอกภายใน มีกายมีจิต แยกกันไม่ได้ เป็นกระดาษแผ่นเดียว ถ้าไม่มีกายก็คือไม่มีจิต  ไม่มีกายก็คือไม่มีจิต

พูดถึงตรงนี้แล้วอยากจะอธิบายซับซ้อนเรื่องธรรมนิยาม 5 จังเลย ทบทวน ธรรมนิยาม 5 ซึ่งมันลึกซึ้งซับซ้อน ถ้าไม่เข้าใจธรรมนิยาม 5 ปิดประตูที่จะได้เป็นพระอรหันต์ จะวนเวียนอยู่ในนรกสวรรค์อยู่เท่านั้น 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านบอกต้นรายการว่า จะอธิบายเรื่องเศรษฐศาสตร์

พ่อครูว่า… นี่ก็สำคัญ เรื่องเศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องสำคัญมาก แค่จะสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง เขาก็ถกเถียงกัน จะเห็นแก่เงินแก่ทองขึ้นไปทำลายธรรมชาติ สร้างกระเช้าและคนก็จะไปเยอะ แล้วเป็นยังไง สิงสาราสัตว์มันก็เข้าลึกไปอีกอะไรต่างๆ มันก็ทำลายธรรมชาติทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ว่าธรรมชาติต้นไม้หรือสัตว์ ถนนหนทางก็จะขึ้นไปอีก คนก็จะไปมากขึ้นอีก เขาก็ขยายถนน อุปกรณ์ขึ้นไปอีก บานปลายไปอีก เยอะเลย 

โดยมองเห็นว่าจะกอบกู้เงิน ทำแล้วมันจะได้เงินมา อะไรอย่างนี้ ปัดโธ่! เงินนี่ พวกหน้ามืดตาบอดไม่รู้จะพูดยังไงกับเขา เขาไม่มีความรู้ในเรื่องเศรษฐศาสตร์ทางด้านนี้ เดี๋ยวค่อยขยายความเรื่องนี้ 

คนบรรลุธรรมจริงจะเป็นคนยอมเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบ

_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกมารายงานการปฏิบัติธรรมค่ะ ญาติคนหนึ่งเขามาปลดหนี้ให้ ทั้งหมดหนึ่งแสนสามหมื่นบาทที่ลูกเคยยืมเขา 

เพราะสงสารลูกยากจนและช่วงหนึ่งเคยเลี้ยงเขามาตอนเขาเป็นเด็ก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

สมณะเดินดิน… ดูคุณสว่างแสง ขวัญดาว เป็นญาติธรรมที่ขยันทำการบ้าน เขียนเล่าสภาวะมาเป็นประโยชน์ต่อพวกเราด้วย จริงๆ น้องชายเขาเคยมาอยู่ที่บ้านราช แต่น้องชายเขามีวิบากเยอะ เลี้ยงวัว บางทีวัวมันขวิดเขาตกน้ำ เขาโมโหมาก เอาวัวมัด ตี เคยมีวิบากมาเล่นงานจนต้องตายไป คุณสว่างแสงก็ได้พบชาวอโศก ตอนมางานศพของน้องชาย แต่เห็นวิบาก สัตว์มันก็ผูกอาฆาตพยาบาท 

_เขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทนเลย ลูกขอบคุณเขาอย่างมาก แต่แม่ของเขามักจะมาชี้ใช้ลูกสาวและลูกชายของลูก ลูกก็สอนให้เรายอมรับใช้ ครั้นแล้วก็มาถึงคราวที่ลูกต้องไปรับใช้เขาบ้าง แม่เขาบอกให้ลูกไปนอนเฝ้าบ้านเขาหนึ่งคืน ลูกต้องขับรถมอเตอร์ไซค์สามล้อทิ้งบ้านพาแม่อายุ 88 ปี ไปนอนเฝ้าบ้านให้เขา (พ่อครูไอตัดออกด้วย)  แม่เข้าใจแต่นอนไม่ค่อยหลับทั้งคืน และลูกก็รู้สึกฝืนใจมาก สุดท้ายลูกได้บทสรุปว่าเราต้องยินดีอยู่อย่างเสียเปรียบและเสียเปรียบนี่แหละคือกำไรชีวิต คือกรรมดี 

พ่อครูคะ นี่เข้าจรณะ15 ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ

พ่อครูว่า… เข้าๆ เป็นความรู้สึกที่ยอมเสียสละของเรา คนที่จะจบหรือคนที่จะบรรลุธรรมคือคนที่ยอมเสีย ไม่ใช่เป็นคนได้เปรียบ แต่เป็นคนเสียเปรียบหรือเสียสละ นั่นแหละจะถึงความจบ เสียๆๆ หากมีแต่ได้ๆๆแล้วก็ไม่ลดราวาศอกที่จะได้เปรียบ คนที่ไม่ลดราวาศอกที่จะได้เปรียบทั้งวัตถุ ทั้งนามธรรม เหมือนอย่างตระกูลชินวัตร อาตมาว่า โอ้โห เป็นตัวอย่างในยุคนี้ยิ่งกว่าเทวทัต ซึ่งเป็นสมัยใหม่ไง เทวทัตสมัยใหม่  หนักหนาสาหัสกว่าเทวทัตอีก เพราะว่ามันประยุกต์ของแบบโลกียะที่มันปรุงแต่งกันมาเป็นสังขารสมัยใหม่ มันก็เลยฟรุ้งฟริ้ง มันก็เลยหนา หยาบ อะไรต่ออะไร ซับซ้อนมาก 

อาตมาก็ต้องขอบคุณนะ ขอบคุณทักษิณกับตระกูล ที่จริงเขาไม่ได้อยากรับคำขอบคุณหรอก แต่ว่าเราก็ต้องขอบคุณเขา ต้องขอบคุณเขา เพราะว่าเขาจะจมไปในวิบากอีกเยอะ เขาจะต้องรับวิบากเขาอีกเยอะ เขาไม่รู้ตัวกันหรอกทั้งตระกูล อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง ก็พูดให้เขารู้ตัว ถ้าเขาสำนึกซักนิดขึ้นมา เขาจะแก้กลับ เขาจะยอมขึ้นมาก็เป็นผลดีกับเขาใช่ไหม ที่อาตมาพูดนี้ก็เพื่อผลดีกับเขา แต่เขาก็น่าจะมีไหวพริบนะ เฉลียวฉลาดจริงๆนะ เฉลียวฉลาดที่จริงมันไม่ใช่ฉลาดหรอกมันโง่ มันไม่มีฉฬายตนะ อยู่กับอัตตาตัวเดียวมันไม่มีอายตนะทั้ง 6 อันนี้ก็คงจะยาก ซับซ้อน พูดไปเขาก็คงไม่รู้เรื่องอีก เขาไม่ฟังหรอก เขาไม่ฟังด้วย ฟังเขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาก็จะไปแบบของเขาอยู่ เพราะเขายังติดลมต่ำ ไม่ใช่ลมบนนะ เขายังติดลมลึก หล่มลึกอยู่อีกมาก ติดหล่มไม่ใช่ติดลม เขายังติดหล่มลึก จมอยู่อีกเยอะเลย พูดไปก็ยิ่งชัดขึ้น ยิ่งน่าสงสาร ก็ไม่รู้จะทำยังไง 

_ไม้ร่ม..ทักษิณเป็นข้อสอบของพ่อท่านใช่ไหมครับ พระเทวทัตเป็นข้อสอบของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าต้องทำให้พระเทวทัตรู้สึกสำนึกเหมือนที่พ่อท่านต้องทำให้ทักษิณสำนึก 

พ่อครูว่า… ไม่ใช่ข้อสอบของอาตมา ข้อสอบของโลกเลย พระเทวทัตไม่ใช่ข้อสอบของพระพุทธเจ้า คุณเทียบมวย จับมวยไม่ถูกคู่ เลย ทำไมเอาพระเทวทัตไปเทียบกับพระพุทธเจ้า มันคนละชั้นเลยนะ

คุณไปเอาความต่ำไปเทียบความสูงไม่ได้ พระเทวทัตนี้ต่ำสุดจะไปเทียบกับพระพุทธเจ้าที่สูงสุดไม่ได้ คุณไปเอาความต่ำไปเทียบความสูงไม่ได้ ผู้ที่จะเปรียบเทียบคู่กันได้มันจะต้องมีภาวะที่เท่าๆกัน ใกล้เคียงกัน เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน แต่ไอ้นี่มันคนละฟากฟ้าสุดลึกเหวเลย มันจะไปเทียบกันยังไงกันล่ะ

_ไม้ร่ม… เหมือนกับพระพุทธเจ้าทรงความชั่วมาให้คนนั้นมีความสำนึก การที่พ่อท่านช่วยหรือต่อการที่พระพุทธเจ้าช่วยพ

พ่อครูว่า… ว่าพระเจ้าจะช่วยคนชั่ว ก็ใช่ แต่พระเจ้าช่วยคนชั่วได้ระดับหนึ่ง พระเจ้าช่วยคนชั่วที่ชั่วหนักไม่ได้หรอก ฉันเดียวกับพระพุทธเจ้าที่ก็ช่วยคนชั่วหนักไม่ได้ อาตมาก็ช่วยคนที่ชั่วหนักเกินกว่าที่จะช่วยได้ ไม่ได้  เห็นไหมความซับซ้อนลงไประดับหนึ่ง เพราะงั้นคนที่ชั่วเกินกว่าที่เราจะช่วยได้ พูดตรงนี้ชัดๆเลยว่าอาตมาไม่เชื่อว่าอาตมาจะช่วยทักษิณได้ เข้าใจไหม มันเกินกว่ามืออาตมาจะช่วยได้ เข้าใจตรงนี้ อาตมาไม่มีภูมิปัญญาที่จะไปช่วยทักษิณ 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านเคยพูดไว้หลายปีแล้วว่า ปัญหาต่างๆในประเทศไทย พ่อท่านว่าต้องโทษที่ตัวอาตมาเองนี่แหละ  ในการที่ไปทำให้เขาศรัทธาไม่ได้

พ่อครูว่า… อาตมาไม่เก่งพอ อย่าว่าแต่ทักษิณเลย แม้แต่มหาประยุทธ์เนี่ย  อาตมาจะช่วยได้หรือเปล่า เห็นไหม อาตมาไม่ได้มีฝีมือเก่งขนาดนั้นเลย ช่วยได้แต่อย่างพวกคุณนี่แหละ เราก็แค่นี้ก็เอาละ เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านไปเรื่อยๆ 

สัมภาระวิบากทำให้คนเจริญ

_ประเสริฐ ยศทะแสน . ฝืนทำไม พระพุทธเจ้าปลงอายุสังขารตอนแปดสิบปี

พ่อครูว่า… ขอบคุณที่ให้เกียรติอาตมาเท่าพระพุทธเจ้า อาตมาไม่ใช่คนที่จะมีอะไรเท่ากับพระพุทธเจ้า ที่ท่านก็เป็นของท่าน ท่านจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน มีหน้าที่สร้างศาสนา หมดหน้าที่ของท่านก็จบ ท่านหมดหน้าที่ก็จบสบายไป แต่อาตมาเป็นทั้งพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่จะต้องพากเพียรตัวเอง เป็นผู้ที่ยังไม่มีบารมีเท่าพระพุทธเจ้า คุณเปรียบกันไม่ได้ ความซับซ้อนอันนี้ มันก็ไม่ง่ายที่จะเข้าใจ 

อาตมาจะต้องรับสัมภาระ ต้องทำสัมภาระวิบาก ที่จะต้องทนต่อวิบากที่ยาก ช้า พระพุทธเจ้าท่านพ้นวิบาก สัมภาระวิบากพวกนี้แล้วท่านไม่จำเป็นจะต้องมาลำบากลำบนหรือทำอะไรต่ออะไรเหมือนอย่างอาตมา คุณไม่เข้าใจสัมภาระวิบาก คุณนึกว่าสัมภาระวิบากนั้นเป็นสิ่งที่ไม่น่าต่อสู้ ถ้าคุณมีความคิดอย่างนี้ คุณไม่เจริญ  คุณไม่ไปไกลหรอก สัมภาระวิบากนี่เป็นเรื่องที่ทำให้คนเจริญ อาตมายังจะต้องมีสัมภาระวิบากที่จะต้องต่อไปอีก แต่คุณไม่มีอุดมคติพวกนี้เลย คุณไม่ได้มีอะไรพวกนี้เลย  คุณไม่มีอุดมคติที่เจริญ  คุณไม่มี คุณพูดอย่างคนไม่มี ขออภัยนะ ไม่ได้พูดอย่างดูถูกคุณ แต่พูดตามสัจธรรม 

_สู่แดนธรรม… อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นนะครับว่า พระพุทธเจ้าท่านใช้ความพยายามที่จะส่งซิกแนลให้พระอานนท์ 

พ่อครูว่า… ท่านจะตายก่อนหลายทีแล้วส่ง signal ให้กับพระอานนท์ แต่พระอานนท์ไม่รู้เรื่อง 

_สู่แดนธรรม… ไม่ใช่ว่าพระองค์จะยอมรับการฝืนสังขาร 

พ่อครูว่า… ใช่ ท่านไม่ได้ฝืนสังขารเหมือนอาตมา คนละบารมี คนละอย่าง คนละสัมภาระวิบาก ขอบคุณที่นึกว่าอาตมานี่เท่ากับพระพุทธเจ้า จะไปทำให้เหมือนกันได้อย่างไร อาตมาไม่ได้เท่าพระพุทธเจ้า จะทำให้เหมือนกันไม่ได้ มันไม่เหมือนกันอันนี้ซับซ้อนค่อยๆศึกษาไป 

พ่อครูไม่ใช่พระศรีอาริยเมตไตรย

_มุ่งธรรม นำพา . กราบเรียนถามพ่อครู พ่อครูใช่พระศรีอาริย์รึป่าวคะ

พ่อครูว่า… อาตมาเคยอธิบายมาบ้างแล้ว คำว่า “ศรีอริยเมตไตรย”นี่ มันไม่ใช่ชื่อคน ไม่ใช่ชื่อพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง แต่มันเป็นตำแหน่งหน้าที่ มันเป็นตำแหน่งของศรีอริยเมตไตรย แปลว่าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปข้างหน้า มันเป็นชื่อตำแหน่ง เหมือนนายกรัฐมนตรี มันไม่ใช่ชื่อบุคคล คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นั่นคือ ศรีอริยเมตไตรย 

คนที่จะมาทำความเป็นอาริยะให้แก่มนุษยชาติต่อไปนั้น คือผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมา องค์ใดก็เป็นศรีอริยเมตไตรหมด แต่พระศรีอริยเมตไตรยนั้นคือพระพุทธเจ้าตำแหน่งพระพุทธเจ้าอนาคต เพราะฉะนั้นผู้ใดได้เป็นพระพุทธเจ้า องค์ต่อไป เอาตอบตรงนี้ก็ได้ อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป เพราะฉะนั้นอาตมาจึงไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์พรุ่งนี้ ศรีอริยเมตไตรคือองค์พรุ่งนี้ เอาสั้นๆง่ายๆ อาตมายังไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์พรุ่งนี้ องค์ต่อจากพระสมณโคดม เอาให้ชัดอีก ไม่ใช่ อาตมายังไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์ต่อจากพระสมณโคดม 

_สู่แดนธรรม… เหมือนว่าที่นายก 

พ่อครูว่า… อาตมายังไม่ใช่ว่าที่นายก ไม่ใช่ ยังไม่ใช่อุ๊งอิ๊ง เอาให้ชัดขึ้นอีก ทันสมัย อาตมายังไม่ไปแข่ง และทางธรรมของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ไปแข่ง ไม่ได้ไปคั่ว ไม่ได้ไปแย่งอะไรด้วย จะเป็นไปตามสัจจะแล้วมันจะเป็นไปเอง ไม่อยากเป็นก็ต้องเป็น 

_สู่แดนธรรม… ในช่วงที่พ่อท่านบำเพ็ญโพธิสัตว์ระดับ 8 ยังจะต้องไปเป็นพระที่ช่วยพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆอีกใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… อันนี้ อาตมาไม่ได้คิดนะ ไม่ได้คิดไม่ได้นึก ก็พอเข้าใจตัวเองอยู่บ้างว่า มันก็ตอบยังไม่ได้เหมือนกันนะ ว่า ที่จริงมันน่าจะตอบได้คือ กลียุค ยุคนี้มันอีกไม่นาน อีก 2,500 ปี อาตมารับผิดชอบ 2,500 ปีนี้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ต่อจากนี้ เพราะฉะนั้นอาตมารับผิดชอบอีก 2,500 ปี แล้วอาตมาก็จะทำต่อไป 2,500 ปีนี้เป็นหน้าที่ที่อาตมารับผิดชอบ แต่ที่สู่แดนธรรมถามว่า อาตมาจะต้องไปรับใช้พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปไหม อาตมาไม่ได้คิด ไม่ได้กังวล  ไม่ได้วางแผน  ไม่ได้กังวล 

ถ้าอาตมาจะมีบารมีไม่พอ อาตมาก็ยังไม่ได้ประเมินตนเอง เพราะอาตมายังไม่ได้เป็น แม้แต่มหาโพธิสัตว์ แต่คุณตะกละก้าวหน้า ใช้คำนี้ อาตมาไม่ได้คิดตะกละก้าวหน้าอย่างคุณ เพราะฉะนั้นอาตมายังไม่ได้คิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป ยังไม่ได้คิดเลย เพราะฉะนั้นมันยังไม่ได้ข้ามขั้นอย่างนั้น 

_สู่แดนธรรม… แสดงว่าพ่อท่านสำนึกแต่หน้าที่

พ่อครูว่า… ใช่ สำนึกแต่หน้าที่ของตนเอง อันนี้เป็น Pattern ที่อาตมาทำไว้นานแล้ว โลโก้ของบริษัทเดินหน้าฝ่ามหาสมุทร 

อาตมาจะรับผิดชอบ 2,500 ปีก็คือปลายแหลมของระยะเวลาร้อยปี ตอนนี้อาตมาทำงานมาอายุ 36 อายุ 72 ทางด้านซ้าย อายุ 108 144 ถึง 151 อาตมาทำ peak ให้ถึงขั้นไปตามภาพ ถ้าอาตมาทำคุณธรรมไม่ถึงพีคถึงขั้นประมาณ 151 ปี เช่น อาตมาตายก่อน 151 ปี อาตมาก็คงจะต้องมาเกิดอีก มาต่อภพภูมิเพื่อจะต่อให้มีพลังของคุณธรรมโลกุตระนี้ มันมีน้ำ มีเนื้อของโลกุตระมากพอ ที่จะไป ชะลอให้สังคมโลก มนุษย์โลกยาวยืน ให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าในพุทธกัปของพระสมณโคดมนี้ยืนยาวไปครบ 5,000 ปี เหลืออีก 2,500 กว่าปี ไม่ถึงด้วย 2,400 กว่าปี อาตมาก็รับผิดชอบอันนี้ จะต้องเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก 

ถ้าอาตมาทำได้พอหรืออาตมามีอายุถึง 151 ปีได้ นี่ก็คงจะไม่ถึงอยู่แล้ว แต่อาตมาก็ต้องเร่งทำคุณ ทำเนื้อ ไม่ใช่ทำเวลา เวลา 151 ปีอาตมาว่าคงไม่ถึงแน่  ขันธ์อาตมา เพราะฉะนั้น 108 ปีนี้จะถึงหรือเปล่าไม่รู้ อาตมาก็ต้องเร่งเนื้อไม่ใช่ไปเร่งกาละ เพราะกาละมันชัดแล้วว่าอาตมาขันธ์ไม่ถึงแน่ แต่

อันนี้ก็ตลก กล้ามเนื้อมันเต่งตึงขึ้นมาได้เพิ่มขึ้น อาตมาก็เลยเหลือแต่ว่าจิตวิญญาณเคยพูดไปแล้วว่าเหลือแต่จิตวิญญาณ ทำไม ขันธ์ สรีระมันดีขึ้น มันหนุ่มขึ้นได้ แล้วทำไมจิตของอาตมาจะไม่หนุ่มขึ้นได้อีกล่ะ อาตมาก็เลยฟิตขึ้นมาอีกหน่อย เอาละวะ ก็ในตัวอาตมาเองใช่ไหม เรื่องอะไรอาตมาก็ต้องเอารูปกับนามนี้ ก็รูปมันได้ทำไมนามมันไม่ได้ อาตมาจะโง่ยังไง  อาตมาว่าไม่โง่ ก็ลองดู 

เพราะฉะนั้นก็ดูกัน ไปถ้าเผื่อว่าอาตมาทำนามธรรมนี่เพื่อที่จะตามรูปมานำหน้าก่อน รูปนี้มันจะง่ายกว่า รูปนี้มันจะปรากฏก่อน นามนามมันละเอียด มันจะเห็นยาก มันจะรู้ได้ยาก 

เพราะฉะนั้นเบื้องต้นผู้รู้รูปธรรมนี้ หยาบต้องมาก่อน ไอ้ละเอียดจะต้องตามมาทีหลัง เป็นธรรมชาติธรรมดาของสัจจะ มันค่อยๆตามกันมา ถ้าอาตมาทำนามธรรม ทำวิญญาณธาตุ ตามอันนี้ได้ แต่อย่าไปคิดหวังนะ อาตมาพูดอย่างนี้ก็เลยบอกว่า พ่อท่านยังไม่ตาย เราก็เลยชะลอ ไม่เป็นอะไรหรอกเดี๋ยวพ่อท่านยังไม่ตาย ไม่ต้องรีบอุตสาหะเร็วไวอะไร อย่าไปคิดอย่างนั้น ให้ขวนขวาย อย่าประมาทพยายามพากเพียรขึ้นไป 

ความเจ็บป่วยเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้

_จองเจริญกุลชัย . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง วันนี้ได้อ่านสภาวะทุกข์ในใจของตนเอง เรื่องอาการเจ็บป่วยของลูกสาว ได้ฝึกการทำใจในใจ รับรู้ความจริงตามความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น ทำให้วางใจ เท่าที่ตนเองมีปัญญาคิดได้ โดยไม่เอาจิตไปยึด เชื่อในกรรมและวิบาก ต้องมีต้องเป็น ทุกข์ของการเจ็บป่วย ที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ กราบขอความเมตตาจากพ่อครู ชี้บอกทางที่เป็นสัมมาทิฏฐิแก่ลูกสาว เพื่อโยมจะนำคำสอนของพ่อครูในครั้งนี้ ให้เขาได้รับรู้ จะได้คลายทุกข์ ของการเจ็บป่วย เบาบางลงได้ กราบขอบพระคุณ ด้วยความเคารพบูชายิ่ง สาธุค่ะ

พ่อครูว่า… เรื่องของการเจ็บป่วยมันเป็นวิบากที่เลี่ยงไม่ได้ชนิดหนึ่ง เมื่อมันมาถึง วิบากต้องเจ็บต้องป่วยอย่างนี้อย่างนี้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังพ้นไม่ได้ต่อการเจ็บป่วย ต้องปวดหัวปวดอะไรต่างๆท่านก็เป็น หรือว่าปวดร่างกายตรงนั้นตรงนี้ก็บอกว่าอ้าว พระอานนท์ เราปวดตรงนั้นตรงนี้ เราจะนอนพัก ท่านก็ว่าไป แต่ท่านก็มีไม่มากไม่แรง 

ทีนี้ลูกสาวของคุณก็เจ็บป่วย ไม่มีรายละเอียดเจ็บป่วยหนักขนาดไหนก็ไม่มีปัญหา ก็บอกให้มันต้องเป็นธรรมะที่ลงลึกหน่อย ลูกสาวคุณจะเข้าใจไหมล่ะ 

คือเราก็ต้องทำความเข้าใจ การเจ็บป่วยเป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ตามวิบาก มันมีข้อนี้อยู่เลยพระพุทธเจ้าก็ตรัส แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้มันมีวิบากมาถึง ทีนี้ของใครก็ของใคร ลูกสาวของคุณมีมากมีน้อยเท่าไหร่ที่ได้ มันก็เป็นวิบากของเขา เพราะฉะนั้นก็ต้องบอกให้เขาเข้าใจว่า อย่าไปกังวลเลย ทุกคนไม่ใช่แต่ลูกสาวคนนี้แต่ใครไปเจอเขาแล้วเราก็ต้องบอก วิบากมาทวงเราแล้วนะ เจ็บจริงหนอปวดจริงหนอ อย่าไปทับถม ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า อย่าไปทำจิตเอาทุกข์ทับถมทุกข์ 

ความทุกข์ที่มันเจ็บอยู่แล้วเราเอาออกจากขันธ์ไม่ได้ มันทุกข์ขันธ์ เราก็อย่าไปซ้ำเติมจิตของเราอีกว่า โอ๊ยนี่ทุกข์ เราพยายามละวางหรือจำนนยอมรับความทุกข์นั้น เอาเถอะให้มันหมด แต่ไม่ใช่ไปท้าทายให้มันทุกข์หนักกว่านี้อีก อาตมาเคยท้าทายให้ทุกข์หนักกว่านี้อีก จนกระทั่งต้องปลดปล่อยว่าอย่าไปท้าทายทุกข์

ก็ปลงต้องใช้คำว่า “ปลง” ก็ต้องยอมรับพากเพียรใช้ไปยอมรับไป อาตมาก็ยอมรับไป ถ้าหากผลัดผ่อนได้ก็ดี ไม่ใช่ไปท้าทายให้มาหนักขึ้นหนักขึ้น มันจะมาโซคิส(masochist)เกินไป ไม่เอา ต้องให้คลายๆไปอย่างนี้เป็นต้น 

ก็แนะนำให้ได้เท่านี้ก็บอกให้ลูกสาวต้องวางใจ อย่าไปยุ่งกับมันเรียกว่า อย่าไปเอาใจใส่มัน ทำว่างๆวางแล้วปล่อยไป แล้วมันจะคลายได้ ถ้ามันเอาแต่ไปยึดว่ามันเจ็บมันป่วย มันก็ต้องไปยุ่งกับมันไปเกี่ยวกับมันมันก็จะเกิดปฏิกิริยากับมัน ถ้าเราละวางเหมือนอย่างสายเจโตเขาทิ้งเลยไม่รับตรงนี้ เขาทำลืมไปเลยเหมือนมันไม่มีในชีวิตของเขา ในร่างของเขา ในความคิดของเขา มันก็คลายได้ นั่นแหละแบบเจโตที่ทำ ตอบอันนี้ตอบได้อย่างนั้น 

ตอบเท่านี้แล้วนะ มันรู้สึกว่าไอ แซก นิ้วตัน มาเยือนแล้ว 

สมณะเดินดิน…เมื่อเช้านี้ ประชุมสมณะมีตกลงกันว่า “วิญญาณเป็นของพ่อท่าน แต่กายขันธ์เป็นของทุกคน” ถ้าวันนี้พ่อท่านจะขอต่อ ก็คิดว่าจะนิมนต์ให้พักไม่ต่อ  วิญญาณเป็นของพ่อท่าน แต่กายเป็นขันธ์พวกเรา ต้องช่วยให้พ่อท่านพักให้พอ สรุปจบ