661209 พ่อครูเอื้อไออุ่น งานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1BNbAxAyid7U5Zc4qNEkYd3SNo0cXNv3F/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1CZOf466xqkWb2jHL4f5yIpK7-Kmw4b0N/view?usp=sharing 

ดูวิดีโอที่ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/871891567815869

 

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2566 บวร ราชธานีอโศก วันแรกของงานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1 มีศิษย์เก่าลงทะเบียนในงานนี้ 608 คน 

พ่อครูว่า… อาตมาเกิดมาไม่เคยจัดงานวันเกิด งานวันเกิดที่เขาจัดกันเป็นเรื่องประเพณีของมนุษยชาติ จัดงานก็มาร่วมกันเกิดความสัมพันธ์อันสนิท เกิดการเชื่อมจิตวิญญาณ ของคนเข้าด้วยกัน ให้มีความรักใคร่เอ็นดู ก็รู้คุณรู้โทษ 

เราเคยบกพร่องในการที่มีความแตกแยกมีความไม่สัมพันธ์อันสนิทอะไรก็แล้วแต่ จะได้มาเปลี่ยนแปลงหรือลดตัวตน ในการเข้ามาปฏิบัติจารีตประเพณีที่มีการรวมกันแบบนี้แหละ แล้วก็จัดงานกันโดยสมมุติเอาวันสำคัญ สมมุติเอาฤกษ์งามยามดีอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง มาพบปะแล้วก็สร้างเหตุอะไรก็แล้วแต่ สร้างเรื่องสร้างราวสร้างองค์ประกอบแบบนั้นแบบนี้เขาก็ทำกัน ตามความคิดของมนุษย์ที่จะประดิษฐ์ สร้างองค์ประกอบ พิธีกรรมขึ้นมา ให้มันดูดีให้มันเข้าท่าตามสมมุติสัจจะของโลกเราก็ทำกันไป 

สำหรับหลวงปู่นี้ได้ปฏิบัติเรียนรู้ตามธรรมะพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว เข้าใจสมมุติดี เข้าใจปรมัตถ์ดี ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในเรื่องของทั้งสมมุติและปรมัตถ์ เมื่อจะมีสมมุติก็รู้สมมุติที่ทำกันพอสมเหมาะสมควร พอทำงานมาก็ได้รับความเข้าใจได้รับประโยชน์ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็เห็นคุณค่า ที่หลวงปู่ได้แสดงประโยชน์หรือนำประโยชน์มาให้ แก่มวลมนุษยชาติ แม้แต่พวกเราอยู่ใกล้ชิดเป็นลูกเป็นหลานต่างๆก็ได้รับจริงๆ 

ก็เห็นคุณค่าพวกนี้จึงรำลึกถึงพระคุณ ที่เป็นจริงนั้นๆ แล้วก็จะเรียกว่าตอบแทนคุณด้วยการแสดงออก เป็นพิธีการอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ ขณะนี้นี่แหละ ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ทำกัน 

ผู้ที่ไม่มีความเหมาะสม แต่ก็ดัดจริตที่จะทำขึ้นมาในโลกในสังคม มีเยอะ เขาก็ทำกัน ส่วนผู้ที่สมเหมาะสมควรจริง แล้วก็ได้เกิดจิตจากผู้ที่ได้รวมกัน สร้างพิธีกรรมหรือว่ามีอย่างที่เป็นนี่แหละ เป็นเรื่องเป็นราว เป็นพิธีบูชา พระคุณพ่อหรือพระคุณอาตมา อย่างที่ทำกันนี่  มันก็เป็นเรื่องของมนุษยชาติที่เกิดจากจิตเป็นจริง 

สิ่งที่เราทำกันมันก็มีแนวของสังคมส่วนใหญ่เขาทำกันมา เราก็เอาแนวๆนั้นมาทำบ้างตามประสา แต่ก็เป็นแบบของพวกเราก็มีอะไรที่มันแตกต่างกันบ้าง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพิธีการ เป็นผู้ที่ร่วมพิธี เป็นผู้ที่จัดการพิธี เป็นเจ้าพิธี เป็นตัวกลางของพิธี มันก็มีองค์ประกอบขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว 

หลวงปู่ทำงานมาจนอายุทุกวันนี้ก็เคยบ่น ก็เคยพูดบ่นๆไปหลายทีแล้วว่า สังขารขันธ์มัน ก็บ่นให้ฟังทุกทีแล้วว่ามันเป็นการฝืนสังขาร ลากสังขาร วันนี้ก็ไม่อยากจะพูด หรือว่าโน้มน้าวให้คนรู้สึกสลดอกสลดใจอะไรนัก ก็ขอนำเรื่องไว้แค่นั้น 

มาพูดถึงเรื่องที่พวกเราแสดงออก ลงทุนลงแรงซักซ้อม ออกแบบในการที่จะให้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ให้มันดูดี ให้มันซาบซึ้ง ให้มันประทับใจ ให้มันได้ผลทางจิตใจ จุดมุ่งหมายใหญ่ๆก็คือให้มันได้ผลทางจิตใจ ซึ่งจะเกิดทั้งปัญญาทั้งศรัทธา ขึ้นมาในจิตของแต่ละผู้แต่ละคน ซึ่งมันบังคับกันไม่ได้หรอก ใครที่จะเกิดมันก็เกิดจริง 

โดยมีจุดสำคัญ ให้พวกเราได้เข้าใจ ให้พวกเราได้ระลึกรู้ ว่าพวกเรานี่ได้อยู่ร่วมกับหลวงปู่ ทุกคนที่ได้ร่วมสังสรรค์ กับอาตมาหรือหลวงปู่นี้ มันได้อะไร ได้อะไร ได้เงินได้ทองจากหลวงปู่ก็ไม่มี  ไม่เคยได้ให้ใคร นอกจากเอาไปทำงาน นั่นก็เรื่องของงาน จะให้คนนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องด้วย เพราะว่าหลวงปู่ไม่มีสิทธิ์จะเอาเงินมาทำอย่างนั้น เพราะหลวงปู่เองไม่มีเงินเลยเป็นส่วนตัวที่จะไปทำเรื่องส่วนตัวแบบนั้น เพราะฉะนั้นจะนำเงินที่เขาเอามาบริจาคมาทำงาน มาเป็นของสงฆ์ ของกองกลางที่จะใช้ในงานศาสนาที่หลวงปู่เอาไปทำ เอาไปทำไม่ได้ มันเป็นความผิด มาละเมิดมันไม่ใช่ ดีไม่ดีจะกลายเป็นอาบัติหนักเลยเข้าไปอีก ไม่ถูกต้อง 

หลวงปู่ทำงานทุกคนมาร่วมทำงานไม่ได้เงิน ไม่ได้ยศ ไม่ได้ศักดิ์ ยิ่งสรรเสริญแล้วยิ่งได้น้อย แทบจะไม่มีเลย มีแต่ถูกตำหนิ ถูกว่า ตำหนิติเตือน ในสิ่งที่บกพร่องในสิ่งที่ไม่ดีเป็นการพัฒนา และพวกเราก็ได้ดีในการรู้ว่าถูกตำหนิ โดยการลดตัวตน ลดการถือดีถือตัวของตัวเอง ถูกตำหนิแล้ว แม้ว่ามันจะไม่ตรง มันจะไม่ถูกกับความผิด เราไม่ได้ผิด แต่อาตมาตำหนิไป อาจจะไม่ตรงนักอาจจะผิด แม้มันผิดก็รับฟัง ด้วยความเข้าใจว่าเอ่อ 

พ่อท่านไม่รู้ความจริง เข้าใจผิด หรือได้ข้อมูลมาไม่ครบ ก็เลยมาตำหนิเอาเรา แต่จะแก้ตัวก็ใช่ที ก็ปล่อยไปก็เข้าใจในสิ่งเหล่านั้น โอกาสเหมาะๆก็อาจจะเปิดเผย อาจจะบอกกับอาตมาอีกทีหนึ่งว่าอันนั้นมันไม่ตรงทีเดียวนะอะไรอย่างนี้ก็มี เหตุการณ์อย่างนี้กับพวกเราก็มี โดยการรู้จัก กาละ เทศะ ฐานะ ในการที่จะได้รับการตำหนิ 

คนเราเจริญนี้เจริญด้วยการตำหนิขัดเกลา เป็นสัลเลขธรรม เป็นธรรมะที่มีการขัดเกลา กายก็ดีวาจาก็ดีที่ดีที่เจริญขึ้นไป มันมีได้ตลอดเวลาคนเรา กายกรรมจะดีงดงามพรักพร้อมที่สุดไม่ง่ายหรอก วจีก็ตาม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้เป็นข้อพิจารณาสำคัญ ว่ากายวาจาที่ดีกว่านี้ยังมีอีก นี่เป็นข้อหนึ่งใน อภิณหปัญจเวกขณ์ 10 ซึ่งสอนภิกษุทั้งหลาย 

เพราะฉะนั้นเรามาปฏิบัติธรรมหรือได้มาร่วมศึกษาร่วมกัน ทั้งหมดหลวงปู่ก็ทำงานมา 50 กว่าปีก็มีผู้มาร่วมศึกษา จนกระทั่งเกิดเป็นศิษย์น้อยศิษย์ใหญ่ นี่ก็มีศิษย์เก่ามารวมศิษย์เก่ากันมากในกิจกรรมนี้ ผู้ที่มาก็คือผู้มา เห็นสมควรเห็นสาระสำคัญ ว่าสาระเป็นสาระว่าควรมาอย่างยิ่ง สาระอื่นมันไม่สำคัญเท่ากาละอันนี้นานๆปี หรือนานๆจะมีที 

ส่วนสาระที่เราทำจะเป็นการทำมาหากินเราก็ทำอยู่ทุกวัน แต่กาละพิเศษอย่างนี้นานๆมีทีก็จะเข้าใจ ก็จะระงับหรือว่าพักงานประจำที่เรามีอยู่ประจำทุกวัน จริงมันก็เป็นงานสำคัญ ที่จะยังชีพอยู่กับสังคม แต่งานอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจว่ามันก็สำคัญอย่างหนึ่ง ผู้เห็นความสำคัญ ก็ทำ ผู้ไม่เห็นความสำคัญก็ไม่ใส่ใจไม่เห็นสำคัญ ไม่เห็นแม้แต่แค่มางานนี้ได้เรื่องอะไร เราไปเที่ยวดีกว่า เน้นการไปเที่ยวดีกว่างานจะมาอย่างนี้ ว่าไปเที่ยวดีกว่ามันก็เป็นธรรมดา ไม่มีปัญหาอะไร อยู่ที่ความเข้าใจ หรืออยู่ที่ปัญญาของแต่ละผู้แต่ละคน 

การเกิดมาของมนุษย์ มนุษย์ที่เกิดมาทุกคนแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ที่สุดที่สูงแห่งชีวิตแล้ว มันก็คือนิพพาน ที่จะเป็น ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นพระอรหันต์คือการบรรลุผลสูงสุดจบกิจ จบกิจสำหรับตน ผู้ที่มีความรู้และก็ทำความจริง ที่ถึงขั้น ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หมายความว่า ตายไปแล้วก็กำหนด กำหนดจิตตนเองเลย จัดการจิตตนเองให้ตายสนิท สลายจิตตนเองออกไปเป็นดินน้ำไฟลม โดยไม่เหลือจิต ไม่เหลือจิตนิยามหรือไม่เหลือจิตวิญญาณ ไม่เหลืออัตภาพของเราอีกเลยต่อไปแล้ว จากนั้นแล้วตายจากนั้นแล้วตายอย่าง ปรินิพพานเป็นปริโยสาน 

ความเป็นผู้นั้นไม่เหลืออยู่ใน กาละ ไม่เหลืออยู่ในเอกภพมหาจักรวาลที่ยังดำเนินกาละอยู่ไปเรื่อยๆ เรื่องของเอกภพมหาจักรวาล ไม่มีเชื้อชีวิต ไม่มีอุปาทิของคนผู้นั้น 

อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ธาตุสลายแตก ไม่เหลือเลย เชื้ออะไรก็ไม่เหลือ สูญสิ้นไป เป็น อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แปลว่า ไม่เหลือธาตุ ที่เป็นเชื้อที่เป็นอุปาทิใดๆ ของจิตนิยามหรือของผู้ใดผู้นั้นแล้วสูงสุด 

ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นจะทำอย่างนี้คือสูงสุดเลิกไปเลย ทำให้ ไม่มีแล้ว อัตภาพหรือจิตวิญญาณของตนเองได้ หรือจะอยู่จบกิจแล้วสามารถทำอย่างที่ว่าได้ แต่ก็ยังอยู่ ยังเหลืออุปาทิ เหลือเชื้อชีวิตของตน หมุนเวียนเกิดตาย ตายเกิดอีกในโลกอยู่ใน กาละ อยู่ในเอกภพมหาจักรวาลนี้ต่อไปอีกได้ 

ซึ่งมีหลักประกัน หลักประกันไม่ทำความชั่วอีกเลย ทำดีอย่างมั่นคงแน่นอน เด็ดขาด ไม่มีตกต่ำ ไม่มีไปทำชั่วอีก เกิดเป็นคน มีหลักประกันอย่างเด็ดขาด และไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดมาอีกก็ไม่สุขไม่ทุกข์ 

แล้วยิ่งไปกว่านั้นถ้าจะยังอยู่เป็นโพธิสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ก็เพิ่มความเป็นอรหันต์สูงขึ้นๆเป็นลำดับๆ จบอรหันต์แล้วก็เกิดอีกบำเพ็ญโพธิกิจโพธิสัตว์ต่อไปเป็นอรหันต์ที่สูงขึ้น เป็นอรหันต์ที่ 2 อรหันต์ที่ 3 อรหันต์ที่ 4 ขึ้นเป็นอรหันต์ที่ 5 ขึ้นเป็นอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอรหันต์สูงสุด เป็นอรหันต์ขั้นที่ 6 อย่างนี้เป็นต้น 

ซึ่งหลวงปู่ก็ได้อธิบาย สาธยายธรรมะเหล่านี้ ซึ่งไม่มีใครจะอธิบายหรอกในยุคนี้ ความรู้ในเรื่องสัจธรรมโลกุตรธรรมพวกนี้ มันเป็นเรื่องไม่ใช่จะรู้ง่ายๆแล้วก็เดา มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องคิดเอา คาดคะเนเอาไม่ได้ถ้าผู้นั้นไม่มีความรู้จริง นำมาพูดไม่ได้หรอก นำมาพูดก็กลายเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีอะไรที่จะเป็นเหตุปัจจัย ไม่น่าเชื่อถืออะไร 

แต่ถ้าจริงแล้วมันมีเหตุปัจจัย มีความน่าเชื่อถือที่ แม้ผู้ยังไม่ถึง ภูมิ ยังไม่ถึงก็เข้าใจได้ จะเห็นเลยว่าอันนี้เป็นภูมิที่ลึกซึ้ง เป็นภูมิที่เจริญสูงสุดสูงส่งของความเป็นมนุษย์ 

สรุปแล้วคนเราเกิดมานี่ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าค้นพบว่า ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดเท่ากับมาเรียนรู้ ในทิศทางสายทางที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศนี้ เรียกว่าโลกุตรธรรม ไม่มีอะไรดีกว่านี้ 

เพราะถ้าเกิดเรียนรู้ปฏิบัติจนกระทั่งตนเองจบอรหันต์เป็นโพธิสัตว์แล้ว มันไม่มีอะไรดีเท่าเลย แต่ในศาสนาที่ไม่มีโลกุตรธรรม ซึ่งมีเยอะ ไม่รู้กี่ศาสนา มากมายศาสนาหรือว่าเป็นแค่ลัทธิปลีกๆย่อยๆเป็นร้อยๆพันๆ เยอะ ในโลกมนุษย์ 

แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียว พระพุทธเจ้าสูงสุด แล้วผู้ที่จะรู้อย่างพระพุทธเจ้า ก็ศึกษาตามชาติแล้วชาติเล่า เป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีความรู้โลกุตรธรรมตามแบบพระพุทธเจ้า ไม่เหมือนใครๆ ไม่เหมือนโลกียะเป็นศาสนาโลกียะที่นับเป็นร้อยๆพันๆ ไม่เหมือน มีศาสนาเดียว 

ฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ขัดแย้งกัน จะรู้เลยว่าอะไรต่ำอะไรสูง ฉะนั้นพระโพธิสัตว์จะรู้กันว่า อ๋อ โพธิสัตว์องค์นี้สูงกว่าองค์นี้ เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จริงต้องวงเล็บเลยว่าพระโพธิสัตว์จริง จะชัดเจนว่าอ๋อโพธิสัตว์องค์นี้เป็นองค์เจริญ ถ้าเรามาได้รับซับทราบถึงคุณธรรมของท่านก็จะรู้ว่านี่ท่านเหนือเรา หรืออ๋อ นี่ท่านเป็นผู้น้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมน้อยกว่าก็จะรู้อย่างแท้จริงเลย 

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการแย่งชิงไม่มีการอวดดีแข่งกันนอกจากกิเลส ของผู้ที่ไม่มีภูมิธรรมโลกุตรธรรมจริง จึงจะเบ่งทำเป็นชั้นเหนือกว่าชั้นสูงกว่า มันไม่มีปัญญาแท้ มันไม่รู้จริงๆก็เป็นธรรมชาติมันก็ต้องอวดดีแข่งดีแข่งเด่นกันเป็นธรรมดา 

ซึ่งถึงผู้รู้แล้วก็เข้าใจ ไม่ได้ติดใจไม่ได้ถือสาอะไรหรอก อย่างหลวงปู่นี่ถูกผู้ที่ไม่รู้เขามาเล่นงานเอาอย่างนู้นอย่างนี้ตามที่มีประวัติ หลวงปู่ไม่เคยไปโกรธไปเคืองอะไรเขานะ มันเหมือนกับเห็นเด็กๆไม่รู้ประสีประสาอะไร ไม่ชอบใจเขาไม่ถูกใจเขาไม่ได้ดั่งใจเขาเขานึกว่าควรจะเป็นอย่างนี้เพราะเราทำอีกอย่างหนึ่ง เขาก็มาว่าเราดีไม่ดีก็มาตบมาตีเราเอาก็เป็นธรรมดา เราก็ได้แต่ไปบังคับให้เขาไม่รู้แล้วให้เขารู้มันบังคับได้ยังไง มันก็ต้องยอมรับไปเท่านั้นเอง 

เพราะฉะนั้น สัจธรรมของพระพุทธเจ้านี่ เมื่อมันเป็นหนึ่งเดียวมันก็มีแต่มาหลอมรวมกัน กลายเป็นญาติธรรม เป็นญาติพี่น้องกัน คนละสายเลือดเกิดมาคนละสายเลือด ดีไม่ดีคนละเชื้อชาติด้วยซ้ำ แต่มาเป็นญาติธรรม พวกเราจะเข้าใจความเป็นญาติธรรม ที่เป็นพี่เป็นน้องกัน เลี้ยงดูกัน พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ จริงๆ

หลวงปู่พูดได้อย่างนี้ก็เพราะว่าอโศกเรามีมาตั้ง 50 กว่าปีแล้วจะเห็นได้ว่าพึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้จริงๆ ไม่เหมือนข้างนอกเขาโอ้โหใจดำอำมหิต แต่พวกเรานี่เกื้อกูลกันจริงๆ 

เพราะฉะนั้นที่จะเกิดความอบอุ่นที่หลวงปู่ได้สรุปรวมไปแล้วว่า ธรรมะพระพุทธเจ้านี้เมื่อปฏิบัติแล้วมันจะเกิดผล อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ 

เมื่อมีคุณธรรมแล้วจะมี ความอิสระที่เกิดในจิต มีความสบายในจิตความสงบอบอุ่นอิ่มเอมเกษมใสและมีใจเกื้อกูลที่แท้จริง แล้วก็เพิ่มพูนการเสียสละ 

คุณสมบัติที่เป็นธรรมะหรือเรียกเต็มๆว่าคุณธรรม คุณสมบัติที่เป็นธรรมะที่เป็นคุณธรรมที่สมบูรณ์ พูดไปแล้วใช้พยัญชนะใช้คำความสื่อเป็นภาษาให้ฟัง  ฝอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ 

ผู้ที่มีในตัวเองขึ้นมา จะรู้ได้ด้วยตนมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติที่เป็นธรรม เป็นคุณธรรม ที่ยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษยชาติ นี่อย่างพวกเรามีกันนี่ เป็นรูปธรรม ถ้าผู้มีปัญญาจริงจะเห็นเลย จะรับซับทราบได้ ผู้ไม่มีปัญญาก็แน่นอน เขาก็ไม่รู้ 

แต่ถึงจะไม่มีปัญญาเท่าไหร่ มันก็ไม่ใช่ว่าคนจะโง่เง่า มาสัมผัสจริงๆเขาก็จะรู้ได้เลย สัมผัสวันเดียวไม่รู้ก็อยู่ไป อยู่เป็นอาทิตย์ อยู่เป็นเดือนอะไรอย่างนี้จะเห็นจริงเลย 

วันนี้มีเสียงธรรมชาติเยอะนะ เพราะว่าศิษย์เก่านี้ก็กลายเป็นศิษย์พ่อศิษย์แม่ ก็เลยกลายเป็นลูกของศิษย์เก่า มาเป็นเป็นกระพรวน ตามประสาเด็กเขาก็ร้อง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

ใครจะมีอะไรอยากคุย อยากจะคุยอยากจะถามอยากจะอะไรต่ออะไรก็เชิญ ไมโครโฟนยกมือ 

ตัวแทนศิษย์เก่า รายงานต่อพ่อครู

_ศิษย์เก่านริศ วิลามาศ….ผมเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 1 ครับ การรวมกันครั้งนี้อยากจะให้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ 

พ่อครูว่า… ไม่เหมือนนะ อาตมาว่าไม่เหมือน มันมีความควบแน่น มันมีความอบอุ่น มันเป็นความซาบซึ้งที่มากกว่ากัน จริง อาตมารู้สึกอย่างนั้น แต่ละคนจะรู้สึกนั้นไหม ใครรู้สึกยังงั้นบ้าง ยกมือซิ โอ้โห! คนเก่าๆแก่ๆไม่อยู่กัน อยู่แต่คนเด็กๆเล็กๆน้อยๆปัจจุบัน หรืออยู่ข้างหลังนู้นเลย

_ศิษย์เก่านริศ วิลามาศ….การมารวมกันครั้งนี้จะให้เกิดเป็นฐานข้อมูลศิษย์เก่า ที่เป็นเรื่องเป็นราว 

_จืด กระบี่พุทธ… ผมเองได้เริ่มกินมื้อเดียวแล้วได้ปีกว่าๆ ประพฤติพรหมจรรย์เรื่อยมา ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 จากที่ผมปฏิบัติกับตัวเองมาผมเห็นว่า คำถามผมก็คือ เรานี่ประพฤติพรหมจรรย์มาได้ แล้วเราก็มีกฎเกณฑ์ให้ตัวเองมาระดับหนึ่ง ผมกินมื้อเดียวเพื่อจะคุมกาย กายเราไม่ได้สัมผัสแล้ว กายเราหยุดแล้ว แต่คราวนี้เรายังเหลือ สัญญาที่นำไปสู่สังขาร เราจะไปหยุด รูปาวจรจิต กับ อรูปาวจรจิต ได้อย่างไร 

พ่อครูว่า… มันต้องเป็นขั้นตอน อันนี้สำคัญ ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ปฏิบัติธรรมกัน ทุกวันนี้ศาสนาเสื่อม โดยไม่รู้ลำดับขั้นต้นคือ กามภายนอก ลดละภายนอกก่อนจนกิเลสกามลดลง ท่านใช้คำว่ามันหมดกาม แต่ที่จริงมันไม่หมดหรอก มันเป็นกามราคะ แล้วก็ลดลง จากอาการมันหยาบ มันก็เข้าไปข้างใน ท่านก็เรียกว่า รูปราคะ 

จากกามราคะ เข้าไปเหลือภายใน ภายนอกมันไม่มีความวุ่นวายเดือดร้อนอะไรมากมาย มีบ้าง ไม่มีบ้างอะไร ภายนอกมันไม่มีความวุ่นวายเดือดร้อนอะไรมากมาย มีบ้างไม่มีบ้างอะไร มันไม่ได้ ทำให้เกิดอาการ โดยเฉพาะอาการชัง อาการผลัก อาการมุ่งร้ายจะไม่เกิด จะไม่เกิดอาการมุ่งร้าย แต่กามหรือราคะ มันเป็นไปในเชิงดูด เชิงติด เชิงรัก มันก็จะมีต่อไป ก็จะไปเหลือ รูปราคะ อรูปราคะ

เพราะฉะนั้นเราส่วนมากไม่เข้าใจลำดับ แล้วก็ไม่อ่านอาการ อาการกามหรืออาการทางกาย ทางภายนอกที่หยาบ เกิดสัมผัสเกี่ยวข้อง ถ้าเป็นเรื่องทางเพศ ทางเมถุน เรื่องของผู้หญิงผู้ชาย เราก็จะรู้เลยว่าเราไม่จัดจ้าน ในทางเพศ เป็นความรักหรือว่าเป็นความชัง 

เป็นธรรมะ สัจธรรม ความรักความชังกับใครก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเมถุนนะ ไม่ใช่เรื่องของคู่รักคู่ใคร่ทางการเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องสัมพันธ์ของมนุษยชาติ เป็นการชอบการชัง มันก็จะลด เราจะสังเกตได้อ่านได้ เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของธรรมะที่เป็นสัจธรรมที่มันมีอะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะ 

เวลาเรียนธรรมะกัน เขาบอกว่าลดกาม แล้วเขาไม่พูดว่าลดปฏิฆะ แต่ที่จริงปฏิฆะความรักกับความชังมันระดับเดียวกัน มันระดับที่ 1 มันเป็นเชิงกามผูกพัน ปฏิฆะก็ทำลายกัน แต่เป็นคู่บวกหรือลบ อันดับต้น อย่างนี้เป็นต้น 

คนไม่เข้าใจธรรมะพวกนี้ ก็เลยไม่รู้ ไม่รู้เรื่องกาม เรื่องปฏิฆะ ไม่ปฏิบัติไปด้วย เมื่อเราลด กามได้ เราก็ต้องลดกาม ไม่รักไม่ดูด แต่มันจะมีผลักซ้อน มันไม่ซ้อน มันก็ข่ม ถ้าไม่เรียนรู้ว่าอาการจิตของเรามันมี 2 ลักษณะ ถ้าไม่เรียนรู้อาการจิตของเรา 

ถ้าจะลดแต่กาม ปฏิฆะมันก็ขึ้น ของมันไปเรื่อย

เหมือนกับจะเห็นว่าสายนั่งหลับตาอย่างมหาบัวอย่างนี้เป็นต้นเขานั่งหลับตาเข้าไป เขาว่าลดอัตตา แต่เขาไม่รู้จักกามเลย เขากดข่ม มันก็ได้ นั่งสมาธิกดไว้ตลอด เดี๋ยวก็นั่งสมาธิ เดี๋ยวก็นั่งสมาธิไม่มีการจบกิจ มันก็เหมือนกับไม่มีอัตตา แต่กามเขาไม่รู้เรื่องเลย เขาไม่รู้เรื่องแม้กระทั่งเขาติดหมากติดพลูมันเป็นกาม ที่จริงซับซ้อนอยู่ อาตมาก็ไม่เชื่อหรอกว่าเขาศึกษาไปขนาดมหาบัวนี้จะไม่รู้ว่าอันนี้เป็นกาม แต่เขาติด มันติดมากจนกระทั่งทำเป็นไม่รู้ไปเลย มันก็เลยกลายเป็นคนที่รู้แล้วก็ยังละเมิดสิ่งที่รู้ หรือโกหกคนอื่นว่านี่ไม่ใช่กิเลส กลบเกลื่อนจนกระทั่งหลงตนว่าเป็นอรหันต์ ซึ่งมันเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเลยว่า โอ้.. น่าสงสารความเสื่อมของศาสนาพุทธนี่นะ แล้วก็หลงกันถึงขนาด เอาล่ะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นมากพูดถึงเรื่องความอบอุ่นของพวกเราดีกว่า 

อาตมาก็มาถึงวาระทุกวันนี้นี่ ยังตายไม่ลงก็เพราะว่า อยากอยู่กับพวกเรานี่แหละ 

สาธุ (พร้อมกัน)

พ่อครูว่า… จริงไม่ได้พูดปะเหลาะไม่ได้พูดเล่นๆไม่ได้พูดเอาอกเอาใจอะไรหรอก คนที่ไม่มีประโยชน์กับเขา เขาไม่เห็นดีเห็นงามอะไรเขาไม่เอา เราจะตายหรือไม่ตายก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม แต่คนที่เห็นดีเห็นงามเห็นประโยชน์ต่อกันอยู่มันเป็นปัญหาถ้าจะตาย เอาล่ะคนธรรมดาเขาอาจจะไม่คิดอย่างที่อาตมาคิดหรอก และพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าหลงตัวหลงตน ว่าตัวเองมีประโยชน์ ตัวเองมีคุณค่า ไม่ควรจะตาย ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังต้องตายเลย อาตมาก็ต้องตาย แต่อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาจะต้องเรียนรู้อะไรอีกตั้งเยอะตั้งแยะ แม้แต่แค่การพยายามต่ออายุขัยก็เป็นการเรียนรู้เป็นการฝึกฝน เป็นการพิสูจน์ที่จริงอยู่ 

เพราะฉะนั้นอาตมายิ่งทำงานก็ยิ่งจะเห็นได้ว่า ยิ่งเกิดพวกเรานี่ยิ่งได้รับประโยชน์ ยิ่งเข้าใจ ก็จะยิ่งซาบซึ้ง ก็จะยิ่งอบอุ่น ก็จะยิ่งจริง สิ่งเหล่านี้จะไม่พลิกแพลง จะไม่ตลบตะแลง นอกจากจิตที่ไม่จริงปัญญาที่ไม่มี เมื่อไม่มีปัญญารู้ว่าไอ้นี่เป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว จะต้องรวมอยู่ที่นี่แหละ ต้องมาเอาอันนี้แหละ ไม่ได้ไปเอาอันอื่นหรอก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสุดยอดแล้วอย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่รู้แล้วเขาก็จะเกิดผลข้างเคียง มีการคนนั้นขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้ง มันไม่เป็นเหตุใหญ่ที่จะทำให้เราต้องทิ้งศูนย์กลาง ทิ้งจุดศูนย์กลางอันนี้ไปจะไม่เลย 

มันจะมีแต่ความควบแน่นที่อบอุ่นที่แน่น ไม่ใช่แน่นอย่างแข็ง แน่นอย่างอึดอัด ไม่ใช่ แน่นอย่างอบอุ่น ไม่ใช่แน่นอย่างอึดอัด แน่นอย่างอบอุ่น อิ่มเอม มันสุดยอดเลย อย่างที่เห็นมันสุดยอดเลย  ยิ่งจะเกิดสภาวะเหล่านี้ 

สิ่งที่แสดงออกของพวกเราที่เราอยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ในวันสำคัญ ก็เป็นการแสดงออกทางจิตวิญญาณของพวกเรา ต้องซักซ้อม ต้องดีไซน์ ต้องออกแบบ ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ดีไม่ดีก็ต้องลงทุนลงแรง การลงแรงนั้นลงแรงอยู่แล้ว ดีไม่ดีต้องลงทุน ต้องเสียเงินเสียทอง เสียข้าวเสียของ เสียอะไรที่เอามาทำอันโน้นอันนี้ต่างๆนานาสารพัด 

โอ้โห! ดูนี่ อาตมาก็ไม่ได้มาตำหนิ ไม่ได้มาตำหนิติติง ไม่ได้มาระงับอะไร ปล่อยให้ทำเต็มที่ ฟรุ้งฟริ้งกันเต็มเลย โอ้โห! ไม่รู้จะเอ้ อะไรกันนักกันหนา ภาษาอีสาน เอ้ เด็กๆสมัยนี้รู้ไหม เอ้ แปลว่าอะไร

เอ้ ก็คือตกแต่ง เอ้ ตกแต่ง ปรุงแต่งขึ้นมากันมากมาย อันนู้นอันนี้ให้มันดู ตามประสาเรา เราก็ไม่ใช่คนร่ำคนรวยที่จะทำแบบร่ำแบบรวย ถ้าแบบร่ำแบบรวยเขาก็ทำแบบไฮโซ ใช้ของราคาสูง ของดีมีแบบ มีรูปมีอะไรต่ออะไร ต้องมีแคตตาล็อกออกมาเลย แต่ของเราก็ทำแบบลูกทุ่งตามประสาเรา เอาใบโพธิ์มาย้อมสีทองแล้วก็ห้อยกันนะ 

ซึ่งในความหมายของใบโพธิ์อันเดียวหลวงปู่เข้าใจนะว่า มันไม่ได้หมายถึงใบโพธิ์หรือใบไม้เฉยๆ มันคือใบโพธิ์ มันมีชิ่งไปถึงคำว่า โพธิ์ แล้วโพธิ์หมายถึงอะไร หมายถึงหลวงปู่ หมายถึงความรู้ โพธินี่แปลว่าความตรัสรู้ความรู้ระดับโลกุตระของพระพุทธเจ้า มันลึกซึ้ง เราก็เห็นใบโพธิ์สำคัญเราก็เอามาทำ เด็ดมาทีละใบมาใส่สีทองก็มาห้อย มันก็เป็นงานจุกจิกก็ทำกัน อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ทำอันนั้น ดูแล้วก็อบอุ่น ตายไม่ลงก็เพราะพวกเรานี่แหละ 

สาธุ (พร้อมกัน)

_ศิษย์เก่า นริศ… เพื่อจะไม่ได้เป็นการรบกวนพ่อครูพักผ่อน ต่อไปจะเป็นรายการจับฉลากมอบรูปพ่อครู