651026 ที่สุดแห่งพุทธศาสนาคือปัญญาอันปราศจากกิเลส พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/15MGr4DirJmpE20TLwtjkMGSlO6v_7OsaAXzSZInq3wo/edit?usp=sharing                         

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1Oc7CYZX0HPpOeMWw-e37G-IEChKZiUrX/view?usp=sharing 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/b8dqx5txMS0 

และ https://fb.watch/goVzXquIRO/ 

พ่อครูว่า…วันนี้ วันพุธที่ 26 ตุลาคม 2565 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 ปีขาล ที่บวรราชธานีอโศก ขอ sms

SMS วันที่ 22-23 ตุลาคม 2565

เหตุผลคือความบ้าอัตตาคือความจริง อาจจะไม่จริงเสมอ 

_โกศล สุขเล็ก : กราบคารวะท่านสมณะ..เสียงข้างมากถ้าเหตุผลไม่ถูกต้องก็จะกลายเป็นพวกมากลากไป..

พ่อครูว่า… อันนี้ก็จริง…แสดงความเห็นมาว่า เสียงข้างมากนี่ ถ้าเหตุผลไม่ถูกต้องหรือว่าสัจจะมันไม่ตรง แต่มันก็รวมหัวกันเป็นกลุ่มมากได้ เพราะฉะนั้น คำว่า ประชาธิปไตย คะแนนเสียง ประชาธิปไตยที่นับหัวคะแนน ได้คะแนนเสียง หรือว่าประชาธิปไตยให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในวิธีการที่จะเลือกตั้ง พวกที่เขาเป็นเจ้าอำนาจที่จะสร้างวิธีการ สารพัดซับซ้อน ได้ผลออกมา มันไม่มีบริสุทธิ์สะอาดไปได้หรอก มันเป็นกลวิธี ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งนี้ อาตมาบอก มันโมฆะ แต่เขาก็ต้องอาศัยกัน ในโลกนี้เขาไม่มีวิธีการใดที่จะทำได้ดีกว่านี้ เขาก็ต้องอาศัยกัน 

คอมมิวนิสต์ เขาไม่เลือกตั้งให้ประชาชนทั้งหมด แต่เขาก็เลือกตั้งกันในหมู่คณะ คอมมิวนิสต์ก็คือ เผด็จการหมู่ เป็นหมู่คณะหมู่หนึ่ง คณะหนึ่งจะกี่คนก็แล้วแต่ของเขา แต่ละสังคม แต่ละกลุ่ม แต่ละรัฐบาล แต่ละประเทศ ก็ไม่เท่ากัน หรือแม้แต่เขาเองก็ไม่เท่ากันเข้าออกบ้าง แต่ก็มีประมาณนึง เป็นเจ้าอำนาจ เขาเรียกอะไร โปลิตบูโร เป็นอำนาจของคณะ อาตมาก็ไม่ค่อยเก่งในเรื่องของ พวกที่ใช้อำนาจทั้งหลายแหล่ ก็อธิบายกันบ้าง 

จะเสียงข้างมากข้างน้อยมันไม่สำคัญ อาตมาเคยถาม คนว่า ถ้าเผื่อว่า เนี่ย มวลประชาชน เขาบอกว่าอย่างนี้ แล้วพระพุทธเจ้าองค์เดียวท่านตรัสว่าอย่างนี้ คุณจะเชื่อประชาชนที่มวล ไม่ใช่น้อยหรอก เป็นแสนเป็นล้าน กับพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ ยืนยันอย่างนี้ คุณจะเชื่อใคร อาตมาเคยถาม 

คนที่เขาศรัทธาพระพุทธเจ้า เขาก็บอกว่าเขาเชื่อพระพุทธเจ้า แต่คนที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า แน่นอน เขาก็เอาเสียงข้างมาก พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียงข้างมากนะ ในการบริหาร ในการจัดการกับสังคมหมู่ให้เกิดวิธีสงบระงับ อธิกรณสมถะ 7 ท่านก็มีข้อหนึ่งที่เป็น เยภุยยสิกาคือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ตัดสินโดยการใช้เสียงข้างมากเป็นเครื่องตัดสิน วิธีการตัดสินความ 7 ประการของพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว ครบ ในเรื่องของกฎหมาย ในเรื่องของกระทรวงยุติธรรม ผู้พิพากษาอะไรจะต้องเรียน อธิกรณสมถะ 7 สมบูรณ์แบบแล้ว ท่านประมวลเอาไว้ ซึ่งมีนัยยะซับซ้อนลึกซึ้ง 

_ปิ่น คำเพียงเพชร · น้อมกราบนมัสการท่านสมณะเดินดิน ติกขวีโร ท่านสมณะบินบน ถิรจิตโต ท่านสมณะดวงดี ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ กราบขอบพระคุณที่ให้สัมมาทิฏฐิ นำเรื่อง “เหตุผลคือความบ้า อัตตาคือความจริง” มาขยายอีก ถูกกิเลสโยมจังๆ โยมได้รับประโยชน์มากค่ะ จะน้อมนำไปปรับปรุงแก้ไขตัวเองต่อไปค่ะ

พ่อครูว่า… นี่เป็นคำที่อาตมาพูดไว้ เหตุผลคือความบ้า อัตตาคือความจริง ที่จริงแล้วมันก็ซับซ้อน มันไม่จริงทั้งคู่แหละ แต่ว่าถึงอย่างไรก็ตามแต่ ถ้าจริงๆแล้วอัตตาของผู้ที่มีปัญญาจริง อัตตาของผู้ที่มีอย่างที่พูดอย่างเมื่อกี้นี้ พระพุทธเจ้ากับมวลใครต่อใครต่างๆ นี่แหละเป็นปัญหาโลกแตก ระหว่างเหตุผลก็ดี ระหว่าง 2 ขั้ว ปัญหาโลกแตก จะพูดกันอยู่เมื่อไหร่ก็ไม่จบหรอก 

_พลังเพ็ญ คำด้วง · กราบนมัสการท่านส. เดินดิน ส.บินบน และ ส.ดวงดี ค่ะ “จริงๆค่ะ จะเห็นอัตตาตัวตน ต้องออกมาร่วมกิจกรรมต่างๆกับหมู่คณะ มันจะเห็น อารมณ์หลากหลาย ทั้งตัวติดยึด ทั้งชอบทั้งไม่ชอบ เพราะคนแต่ละคนความคิดก็แตกต่างกัน จริตนิสัยแตกต่างกัน ถ้ามีสติดีๆจะได้ประโยชน์มาก ในการลดอัตตาตัวตน” กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…นี่แหละเป็นการศึกษา เราจะเห็นสภาพ 2 ที่เปรียบเทียบกันไป มีคู่ให้เปรียบเทียบศึกษา อาตมาก็สรุปไม่เก่ง ว่าจริงๆแล้วในมหาจักรวาล ในเอกภพ ในทุกสิ่งทุกอย่าง คำว่าเทวะ หรือคำว่าสอง มันจะต่างกัน แล้วมันก็ต้องร่วมกัน มันจะต่างกัน แต่ถ้าเผื่อว่าคุณจะอยู่ร่วมกันด้วยความสงบอบอุ่น คุณต้องอยู่กันอย่างเข้าใจ พระพุทธเจ้าสรุปรวมอันนี้ลงไป แตกต่างกันที่สุดแล้ว มันไม่มีทางจะตกลงกันอีกแล้ว ว่า นานาสังวาส ถ้าร่วมกันอยู่อย่างสนิทสนมก็เรียกว่าสังวาส ถ้ามีต่างกันก็เป็น นานาสังวาส เป็นภาวะ 2 ขึ้นมาทันที ถ้ามีหนึ่งเดียวก็เป็นสังวาส ถ้าแตกแยกกันเลยก็เรียกว่า อสังวาส ถ้าพอกะล่อมกะแล่มพออยู่กันไป เรียกว่า สมานสังวาส นี่คือศัพท์ทางวิชาการของศาสนา 

_มุ่ง ตรงธรรม · ขอบพระคุณท่านสมณะ ข้อธรรมในรายการพุทธศาสนาตามภูมิของวันศุกร์ที่ 22 ต.ค. 65 นี้ โดนทุกดอกครับ เมื่อก่อนโยมยิ่งเยอะมากครับ ช่วงกลับมาอยู่พม่าแรกๆ มาอยู่กับพุทธแบบกระแสหลักสังคมพุทธที่ยังมิจฉา ยังมีแต่ภูติผีเทวนิยม ทำนายทายทัก จุดเทียนบูชาไฟ สะเดาะเคราะห์ ก่อกองทราย อัตตาโต จิตกระด้างไม่เคารพ หมดจิตสุดจิตสุดใจครับ เวลาไหว้มือไหว้แต่ใจไม่ยอมอ่อนน้อมตามมือ ปัจจุบันอยู่ด้วยกันมาหลายปี ยอมรับและเข้าใจเขาได้มากขึ้น จิตที่เคยกระด้างมากค่อยลดลงได้มาบ้างครับ เมื่อเราเข้าใจเขาได้มากขึ้นตัวตนเราก็ลดลงตามจิตที่ยอมรับในสิ่งบุคคลอื่นเขาเป็น สามารถไหว้นอบน้อมนักบวชได้ทุกฐานะจิต เคารพในส่วนดีเขา สามารถไหว้ได้ทุกคนด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้นครับ ต้องกราบคอบพระคุณท่านสมณะครับ แสดงธรรมหัวข้ออัตตา ให้ได้เห็นความน่ารังเกียจของผีอัตตา ยึดดี ติดโง่ ชั่วทุกข์ ได้เห็นความน่ารังเกียจได้ชัดยิ่งขึ้นครับกราบสาธุ สาธุ สาธุครับ

พ่อครูว่า…ก็เป็นประโยชน์เนาะ เทศน์ไปแสดงธรรมไป เราก็มีประโยชน์กับมนุษยชาติ เราได้เราก็แสดงความเห็น เขาเห็นด้วย ถูกต้อง เราก็ยืนยันว่าเราศึกษานี้ถูกต้อง ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ว่าไป 

_ตุ๊ก อัศวิน  · กราบขอบพระคุณ ท่าน ส บินบนเจ้าค่ะ..ท่านให้ข้อเตือนใจ..’ทำตนให้เป็นสะใภ้ใหม่เสมอๆ’..สาาาธุ เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า… นี่เป็นของท่านบินบนท่านบอก… เอ้าดี! ก็ เข้าใจอันนี้ 

SMS วันที่ 24-25 ต.ค. 2565

_Songyut Akkakoson (ทรงยุทธ อัคคโกศล) : กราบเรียนท่านสมณะท่านสิกขมาตุ ecological niche = the position or function of an organism in a community of plants and animals

ขอกราบเจริญอภัยครับ ขออนุญาตหาข้อมูลเพิ่มเติม NICHE — ชีพพิสัย

ชีพพิสัย (niche) — แปลเอาแบบง่ายๆคือ วิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ตั้งแต่เกิดจนตายว่ามีรูปแบบ+วิถีการดำเนินชีวิตอย่างไร (ในทางนิเวศวิทยายังรวมหมายถึง ทรัพยากรที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆใช้ในชีวิตด้วย) เช่น หากินอย่างไร เมื่อไร อย่างไร อาศัยอยู่ที่ใด สืบพันธุ์อย่างไร เป็นต้น

พ่อครูว่า…คือมันเป็นชีวะแล้ว แล้วก็เริ่มต้น มันจะติดอยู่ใน ถือว่าจะเป็นห้อง เป็นโพรง เป็นอะไรก็แล้วแต่ มีกรอบ ติด พอมันหลุดออกมานี่ มันจะเป็นตัว Niche เป็นชีวะ คนนี้ตั้งศัพท์ว่า ชีพพิสัย แล้วมันก็จะดำเนินบทบาทไป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ก็ยังไม่ละเอียดดีหรอก คนที่เข้าใจศึกษานี้ 

โครงสร้างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ก็เป็นโครงสร้างใหญ่ อันนี้ก็เป็นจุดเล็กที่เริ่มต้นเกิด ก็ศึกษาไป อันนี้เป็นรายละเอียดต่างๆ แต่ที่เป็นตัวประเด็นที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรารู้จักอริยสัจ 4 นี้เป็นตัวสำคัญ ศึกษาอันนี้ไปแล้วจะค่อยๆได้ ถ้าบรรลุอันนี้จะบรรลุสภาพ 2 บรรลุสุขทุกข์นี้ พอได้จุดสำคัญได้บรรลุสภาพ 2 นี่แหละ มันจะเป็นปัญญาอันวิเศษที่จะนำพาเราไปเข้าใจไอ้พวกนี้ได้ดีขึ้นๆ เรื่อยๆ ง่ายขึ้น 

ที่สุดแห่งพุทธศาสนาคือ ปัญญาอันปราศจากกิเลส

_โกศล สุขเล็ก · กราบคารวะพ่อท่าน..พุทธศาสนาที่สุดคือปัญญาอันปราศจากกิเลส

พ่อครูว่า…ถูกต้อง ที่สุดของพุทธศาสนาคือ ปัญญาอันปราศจากกิเลส ปัญญาคือความรู้ที่ปราศจากกิเลส ถ้ายังเหลือกิเลสอยู่ ปัญญาก็ยังไม่บริบูรณ์ ถ้าบริบูรณ์เมื่อไหร่ก็คือปัญญาแท้ๆที่ไม่มีกิเลส หมดความสงสัย หมดความกังขา หมดความไม่รู้รอบ ปัญญาอันยิ่งก็รู้รอบและเป็นพลังงานที่สุดยอด 

_สติพล จนพัฒนา · **การคลุกคลีกับหมู่คณะเกินไปก็ไม่ดี..การอยู่โดดเดี่ยวเกินไปก็ไม่ดี..ต้องรู้จักกาลเทศะฐานะควรหรือไม่ควรอย่างไรจึงจะดีขอรับ.

พ่อครูว่า…อันนี้อยู่ที่ปฏิภาณของแต่ละคน ปฏิภาณของแต่ละคนที่จะต้องตัดสินเอา เหมาะสมของตน ว่าจะควรเท่าไหร่ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเอาไว้ว่า สิ่งที่เหมาะที่ควร พระพุทธเจ้าตรัสเป็นสูตรเอาไว้แล้วว่า เอาอันนี้ผสมกับอันนี้มันก็มีสิ่งที่ท่านตรัสไว้ ถ้าสิ่งใดที่มันไม่มีแล้วในที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อันนั้นก็จะต้องตัดสินเอง ตามมหาปเทส ตามเหตุปัจจัย ตามกาละ เทศะ ฐานะต่างๆที่มันเกิดอยู่ 

คำว่า กาละ เทศะ ฐานะ อาตมาก็ หมายถึงสภาพ 3 เส้า กาละ คือ การเคลื่อนที่อยู่ เทศะ คือ ภูมิประเทศ ฐานะ คือ ภูมิธรรม จำง่ายๆไว้แค่นี้ก่อน 

กาละ  คือการเคลื่อนของเวลา การหมุนไป การดำเนินไปอยู่ตลอด เราก็อยู่กับการดำเนินไปตลอด แล้วมันก็มี เทศะ หรือ มีภูมิประเทศ ซึ่งมันไม่อยู่กับที่หรอก มันไม่เที่ยง เพราะคุณอยู่นี่คุณก็หมุนไปกับโลกแหละ โลกมันก็หมุนไปรอบพระอาทิตย์อีก พระอาทิตย์ก็รอบจักรวาลอะไรไปอีก จักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ ซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น ไม่มีอะไรเป็นเอกเทศเลย มันจะต้องเกี่ยวกันไปหมด 

เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ในพยัญชนะ

_ตุ๊ก อัศวิน · Amazing..เจ้าค่ะ ความล้ำลึก ของ ‘พยัญชนะไทย’..ที่ พ่อครู แจกแจง มาให้สดับนี้ แม้นยังไม่เข้าใจ.. ณ กาละนี้ เพราะปัญญายังไม่ยิ่ง จักพากเพียรใฝ่รู้..เจ้าค่ะ อย_สย_มย_วย_ภย_?!!? 

ขอโอกาส..เจ้าค่ะ ประเทศทางตะวันตก..เขาก็สนใจเรื่องข้ามภพข้ามชาติ ถึงขนาด เขียนหนังสือ Only love is real. (เราจะข้ามเวลามาพบกัน) เป็นเรื่องจริงของคู่แท้แต่ชาติปางก่อน (Soulmates)ซึ่งเขียนขึ้นจาก บันทึกฯ_ ถอดเทป_ความทรงจำ ของ จิตแพทย์ ไบรอัน ไวส์ ฟังว่า..เป็นหนังสือที่ขายดีมากเล่มหนึ่ง..เจ้าค่ะ

ดังนั้น..หนังไทยเรื่อง ‘บุพเพสันนิวาส 2’ จึงเป็นเรื่องที่พวกเขา..พอจะเข้าใจได้..มะเจ้าคะ กราบด้วยความเคารพยิ่ง..เจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…อย เริ่มต้นคู่แรก, สย พลังงานโดยเอาเศษวรรคตัวที่ 5 มาใช้, มย เริ่มต้นไปหาพยัญชนะแล้ว ตัว ป ผ พ ภ ม ตัว ม ตัวจิตวิญญาณแล้ว มยัง มย ตัวเรา ตัวตน

วย กลับมา วย อีก ย ร ล ว นี่เป็นตัวที่ 5 ของเศษวรรค แล้ว ย เป็นตัวที่จะขยาย เป็นตัวต้นของเศษวรรค, ย หมายถึง เริ่มพลังงาน เริ่มจะมีความเป็นยางเหนียว ความจะไปเกาะเกี่ยวความจะไปร่วมผสมกับอะไรได้ตลอดเวลา ย ตัวนี้

ภย อันนี้ก็ค่อยๆเรียนไป มันก็ค่อยลึกซึ้งไปเรื่อยๆ อาตมาก็ดูว่าจะไม่มีใครมาขยายความแบบนี้ เขาเรียนนะ ที่เขาแบ่งกันตามวิชาการของเขา ซึ่งมันจะไม่เหมือนกับที่อาตมาอธิบาย อาตมาใช้ตัวพยัญชนะเป็นรากเหง้า แล้วผสมกันเป็นสภาวะ ส่วนการเรียนที่โลกเขาเรียนกัน เขาเรียนมีไวยากรณ์ ไวยกรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ อะไรพวกนี้ เขาเรียนกัน เขาจะเรียนเป็นสูตรพวกนั้น ซึ่งค้านแย้งกับอาตมา เพราะอาตมาไม่ได้เอาพยัญชนะที่เขาเรียนกันเป็นระบบพวกนั้นมา แต่อาตมาก็อาศัยพวกนั้นใช้ได้ประมาณหนึ่ง แต่อาตมาเอาเนื้อแท้ของสภาวะเป็นหลัก อาตมามีความรู้เดิม มีความรู้เก่าแก่มาเป็นสภาวะเป็นหลัก มาอาศัยพยัญชนะตอนนี้ก็มาโมเมๆ ไปกับเขา ซึ่งก็มีพื้นฐานบ้าง ก็พยายามดึงคืนมา รื้อฟื้นขึ้นมา ไม่ง่ายเลย ซึ่งก็ไม่ได้ครบง่ายๆ แต่ก็แปลก 

บางคนบอกว่า มันนอกรีตนอกรอยนอกสิ่งที่เขาสอนกัน ก็ถูก คือมันมีนักรู้ เป็นครูบาอาจารย์ที่เขาวางรากฐานความรู้ไปเรื่อยๆ มันทำได้มันก็ใช้อาศัยไป แต่จะยิ่งไกลจากสัจจะ ไปเรื่อยๆบานปลายไปเรื่อยๆ เป็นโลกจินตา  

…เรื่องบุพเพสันนิวาสสิ่งนี้เป็นอจินไตย เป็นกรรมวิบาก 

ก็ใช่สิ เขาเริ่มเข้าใจ เขาเริ่มรู้เรื่อง เริ่มสนุก เริ่มเห็นเป็นนิทาน มันจะมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย สมุทัยกับปัจจัย จะเป็นเหตุเป็นปัจจัย จะเป็นสภาวะ 2 

เริ่มต้นมีเหตุแล้วก็จะมีเรื่องราว คนมันมีเรื่องราวแต่มันไม่รู้เหตุเลย มันก็จะมืด งง ไม่รู้ที่มาที่ไป พอเริ่มต้นรู้เหตุ ก็ชักจะ เฮ้ยๆ มีที่มานี่หว่า  พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสรู้ ทุกอย่างมาแต่เหตุ  ดับเหตุเสียได้ ทุกอย่างดับหมด นี่ก็เป็นตัวสรุปจบ ก็ยังอีกนานพวกที่เขาเริ่มสนใจบุพเพสันนิวาส เทวนิยมทางตะวันตกนั่นเอง หรือแม้แต่ตะวันออกที่ยังไม่เข้าแกนของโลกุตระของพระพุทธเจ้าแท้ ยังเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ แม้จะเป็นพุทธแล้วก็ค่อยๆมา เพราะมันเสื่อมมานาน อาตมาขอยืนยัน ตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ไม่ได้พูดเอาเอง ตามอาณิสูตร กลองอานกะมันเสื่อม มันผ่านมา 2,500 กว่าปีแล้ว 

ถ้าหากอาตมาไม่มารื้อฟื้นโลกุตรธรรมขึ้นมา รับรองศาสนาพุทธไม่ถึง 5,000 ปี ศาสนาพระพุทธเจ้าสมณโคดม ไม่ถึง 5,000 เสื่อมสูญหมดก่อน เรื่องบุพเพสันนิวาส 2 ไปได้รางวัลระดับโลกเลย ก็ดี ก็ค่อยๆเริ่มต้นศึกษากันไป อาศัยนิทานหรือนิยาย เรียกกันใหม่ๆว่า นวนิยาย ด้วยนะ ก็เอา 

_ป่ารุ่ง วนาศิริ · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงด้วยเศียรเกล้า

วันที่ 24 ต.ค. 2565 พ่อท่านเทศน์เนื้อหาที่เป็นธรรมะขั้นสูงและลึกซึ้งมากครับ กระผมคิดเอาเองว่า เข้าใจได้ลึกซึ้งจริงๆครับ จนกระผมเองอยากจะเข้าถึงสภาวะธรรมที่พ่อเทศน์ให้ได้จริงๆในชีวิตนี้ครับ เพราะเป็นความจริงสูงสุดและเจริญสูงสุด ที่จิตของกระผมใฝ่หาคำตอบมาตลอด จนกระทั้งปัจจุบันนี้รู้สึกได้แล้วว่า “เจอ-จบ- จริง”✨🙏✨

พ่อครูว่า…ก็ขออนุโมทนา แล้วก็ขอเอาใจช่วย ที่คุณจะเจอจะจบจริง 

กฐินบาป-ผ้าป่านรกอเวจีเป็นเช่นไร 

_ไตรทิพย์ กนกแก้ว · อยากทราบ ความหมาย คำว่า กฐินบาป คืออะไรจ้า ไปร่วมงานทอดกฐินตลอด คนที่ไปทำบุญทอดกฐินจะบาปหรือไม่ อยากรู้จ้า

พ่อครูว่า…ตอบให้รู้จ้า คนไปทอดกฐินทุกวันนี้ร่วมกันได้บาปจ้า พูดอีก คนไปร่วมกันทอดกฐินทุกวันนี้ได้บาปจ้า ได้บาปอะไร ได้บาปคือร่วมกันทำจารีตประเพณีที่เน่าเฟะ จารีตประเพณีที่เต็มไปด้วยกิเลส จารีตประเพณีที่คนอวิชชาร่วมหัวกัน ใช้เป็น กโลบาย ขอเรียกคำว่า กโลบาย ไม่เรียก กุศโลบาย กโลบายคือกลอุบาย เป็นกลยุทธ์ กลวิธีชนิดหนึ่ง ของคนยุคนี้ คนยุคนี้ โดยเฉพาะ..ขออภัยที่ต้องพูด พระนี่แหละตัวดี ใช้เรื่องทอดกฐินนี่ เป็นเรื่องหาเงินให้แก่ตัวเอง 

ดีนะที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า กฐินนี้ 1 วัด ปีหนึ่งทอดได้ครั้งเดียว ภายในเดือนเดียวด้วย ถ้าหากพ้นเดือนนึงไปแล้วนี่ ทอดกฐินไม่ได้นะ 

กฐิน แปลว่า สะดึง ที่เป็นสะดึงใหญ่เท่ากันกับความใหญ่ของจีวร พระ นี่แหละ แล้วก็ไปหาผ้ามา เก็บมา พาไปเก็บมาเอามาตัดต่อเป็นสี่เหลี่ยม จะได้เย็บรวมกันได้ ก็เลยเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าบ้างสี่เหลี่ยมจัตุรัสสี่เหลี่ยมอะไรต่ออะไรไม่เสมอกันหรอก แต่เขาก็พยายามตัดให้มันเข้าที่เสมอกันจะได้ต่อเป็นแถวเป็นแนวมา เพื่อที่จะได้เต็มสะดึงเป็นผ้าจีวร ก็ดูทรมานสมัยโบราณ ได้เต็มสะดึง 

นางวิสาขาเห็นเข้าก็เลยสงสาร กว่าจะได้ผ้ามาก็ต้องไปเก็บมาจากผ้าห่อศพ จะได้ผืนโตหน่อย ผ้ากระปริดกระปรอยเรียกว่าผ้าบังสุกุล ผ้าที่เขาทิ้งขว้าง เศษผ้าคลุกขี้ฝุ่น บังสกุลผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เก็บมาได้ก็เจียนให้เป็นรูปเหลี่ยมเพื่อจะต่อในสะดึงไปได้เรื่อยๆ ผ้าที่เก็บมาได้เรียกว่า ผ้าป่าหรือ ผ้าบังสุกุล เรียกเป็นศัพท์พื้นๆ ว่าผ้าป่า หรือ ผ้าบังสุกุล 

เก็บมาได้ก็เอามาต่อกัน ด้วยความอุตสาหะพยายามซึ่งผ้าก็หายากจริงๆ นางวิสาขาซึ่งร่ำรวยเห็นเข้าก็สงสาร ก็เลยขออนุญาตพระพุทธเจ้าว่า ขอทอดกฐินของคฤหบดีได้ไหม กฐินของคหบดีคือ คนที่มีฐานะ คนที่ร่ำรวยมีสตางค์ ไปหาผ้ามา แล้วก็เย็บเป็นผืนหรือว่าทำเป็นผืนใหญ่เลย เอามาให้ ได้เป็น 3 ผืน เป็นไตรจีวร เรียกว่าชุดเลย ไตรจีวร เอามาถวายเป็นชุดชุดเป็นไตรจีวร 

พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตให้มาถวายได้จึงเกิดการถวายผ้าไตรจีวรกัน เรียกว่าวิวัฒนาการมาเดี๋ยวเล่าไปจะยาว ให้ไปศึกษากันเอา อาตมาก็ขอสรุป กฐินบาปนี้ก็แล้วกันว่า 

กฐิน ทุกวันนี้เป็นกโลบาย หรือเป็นกลวิธีของมายากล ของมาร ของผู้ที่ เอาล่ะผู้ที่ยังไม่รู้ ก็เป็นมารโดยยังไม่รู้ตัว ที่ไปทำกฐินตามจารีตประเพณี ถ้าได้ฟังอาตมาพูดนี้แล้ว คุณเลิกได้ แล้วจะได้เลิกบาป ที่ว่าเป็นบาปเพราะอะไร เพราะมันทำให้เกิดจารีตประเพณีที่ทำลายพระ ทำลายนักบวช ทำลายภิกษุ ทำลายตัวเอง ถ้าตัวเองเป็นภิกษุที่อวิชชา ไม่มีความรู้ แล้วมีครูบาอาจารย์ที่มีพรรคพวกพาไปทำ จนกระทั่งกลายเป็นราชประเพณี ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็นต้องพูดความจริง มันผิด มันควรจะเลิกได้ มันควรจะค่อยๆเพลาลงก็ได้ ถ้ามันเลิกไม่ได้ทันที ก็ค่อยๆเพลาลง หาวิธีที่จะลดลงๆ ให้ได้ ผู้รู้หรือผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ที่บวช ผู้ที่ดูแลบริหารคณะสงฆ์ บริหารสังคมอยู่ขณะนี้ ก็ช่วยกันหน่อยทำความเข้าใจ ฟังดีๆ 

ที่อาตมาพูดนี้พูดสัจจะความจริง มันก็ขัดแย้งกับที่เขายึดถือ ซึ่งมันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ คนมันเสื่อมไปจากความถูกต้องไปเยอะ 

สรุป กฐิน ทุกวันนี้ กระถินไม่ใช่เรื่องอย่างนั้น เป็นกฐินที่อนุโลมอย่างเดียวก็คือ ให้คฤหบดีทอดได้ นำจีวรมาเลย เรียกว่าไตรจีวร 3 ผืน แล้วไตรจีวร 3 ผืนนี้ ได้ชุดเดียวนะ เอามาทอดวันนี้ เมื่อทอดวัดนี้แล้วได้ พระมีหลายรูปนี่ ก็จะต้องมาประชุมกันเพื่อจะเห็นว่าใครเหมาะสมที่จะได้กฐินนี้ มาลงมติกันอย่างนี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประหยัด เป็นเรื่องมัธยัสถ์ เป็นเรื่องมักน้อยเป็นเรื่องที่ไม่เฟ้อไม่เกินไม่สุรุ่ยสุร่าย เดี๋ยวนี้มันเฟ้อมันเกินเอาไปเป็นกโลบายอย่างที่ว่า เป็นกลยุทธ์เป็นมายากลที่หลอกลวงหาเงิน ทอดกฐินหาเงิน 

ขอแวะอีกนิดนึง ที่มันเลวร้ายอีกก็คือ ทอดผ้าป่า นี่ก็บาปมหาศาลเลย เพราะอะไร เพราะผ้าป่านี้ทอดกันไม่มีวันไม่มีเวลาเลย รวมหัวกันจะทอดเมื่อไหร่ก็ทอดได้เมื่อนั้น คือรวมกันหาเงินนั่นแหละ ผ้าป่านี้ผิดกันตั้งแต่ต้น ผ้าป่าคือผ้าบังสุกุล ผ้าที่ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ผ้าที่คลุกขี้ฝุ่น ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ก็ต้องดูชัดเจนนะว่าผ้านี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของนะ ถ้ามีใครมายืนยันเป็นเจ้าของอยู่ก็ต้องคืนเขา เป็นอาบัติเลย ไม่ได้เลย ไปทอด 

จริงๆผ้าสมัยโบราณที่เป็นผ้าบังสุกุล มันคลุกขี้ฝุ่นจริงๆ สมัยต่อมาก็อีกแหละ เห็นว่ามันหายากน่าสงสาร คนนี้น่าจะได้ คฤหบดีที่มีทุนพออยากจะให้พระรูปนี้ได้อาศัยผ้าจีวรนี้ ก็เลยออกกโลบาย เอาผ้าไปพาดไว้ในทางเดินที่พระรูปนี้จะเดินผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ ก็เป็นผ้าทิ้งไว้ พระรูปนี้ก็เดินผ่านไปผ่านมา ก็เห็นผ้า แต่มันจะใหม่ๆ พับเป็นพื้นอย่างดี 

ผ่านไปผ่านมาวันแล้ววันเล่า ก็เห็นว่าเขาเอามาทิ้ง มันไม่มีเจ้าของแล้ว เขาเรียกชักอนิจจา อนิจจาวะตะสังขารา ก็เป็นวิธีการสมัยใหม่ ไปทำเป็นพิธีว่าเหมือนกับไปขอจากคนตาย ขอจากศพตายแล้วนะ นี่ผ้าบังสกุล ผ้าจีวรศพ ขออนุญาตเอามาใช้นะ อะไรไป เป็นวิธีการแก้เขินแก้ขวย 

สรุปแล้วผ้าป่านี้ยิ่งเละเทะ กลายเป็นเรื่องหาเงิน สรุปว่ามันบาป ตรงที่หาเงินได้เป็นเรื่องเฟ้อ พระเลยเอาอันนี้ไปเป็นเครื่องหากิน พระยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน เสื่อม! พระยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงิน เสื่อม! ไม่ขยายความมากกว่านี้ เดี๋ยวมันจะแรงกว่านี้ พอ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือตรัสในสิ่งที่พระองค์รู้

_ผาหิน จอมภูผา · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง…โชคดีเหลือเกินที่ได้เจอพ่อท่านทำให้พ้นทุกข์พ้นสุขต่อภาษีสังคมแม้อยู่ร่วมในสังคม เช่น งานศพ,กฐิน,ผ้าป่า,แต่งงาน…ฯลฯ 

(พ่อครูว่า…ที่จริงในความดีงามเขาก็มีเหมือนกัน เป็นการกระจายรายได้ในเรื่องเศรษฐกิจ …)

บางครั้งก็ถูกเชิญให้ร่วมงาน พฤติกรรมบางอย่างต้องมีมายาร่วมกับเขาตามมารยาท ใจเราคงความมั่นคงในข้อวัตร ได้ตามเห็นความทุกข์ของคนที่ยึดติดอุปาทาน ๔ ไม่ลดละจางคลาย แถมมีวิปลาส ๓ทำให้เกิดวิปลาส๔ เพราะถูกอวิชชาครอบงำ จึงไม่เกิดปัญญา เพราะไม่คบสัตบุรุษ จึงไม่ได้ฟังสัทธรรม จึงไม่ศรัทธา จึงทำมนสิการไม่เป็น จึงไม่มีสติ แล้วก็ไม่สำรวมอินทรีย์(ไม่ใช่ทำกายให้สงบเสงี่ยม แต่ให้มีสติขณะเกิดกระทบผัสสะในปัจจุบันอ่านเวทนาให้ชัด ทำโยนิโสมนสิการ ตัดสินใจทำให้เกิดเนกขัมมะ) ทำทุจริต ๓ ไม่พ้นนิวรณ์ ๕ จึงเกิดอวิชชาขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงที่ทำให้รู้จัก จักษุ ฌาน ปัญญา ญาณ อาโลก

พ่อครูว่า…อ่านภาษาของคุณผาหิน จอมภูผา ว่ามานี่ อาตมาเข้าใจว่า คุณผาหินเข้าใจถูกตามพยัญชนะที่พูดมาเป็นภาษาวิชาการ Technical terms มันถูก มันใช้ได้ อาตมาก็สบายใจที่อธิบายธรรมะให้ฟังกันแล้วนี่ สามารถเข้าใจถูกสภาวะ 

ที่ถูกต้อง จักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา อาโลก อันนี้คุณเขียนมาไม่ตรง

จักษุก็คือมีดวงตา ญาณความรู้ ปัญญาความรู้ที่สูงกว่า ญาณ วิชชา อาโลกคือมีแสงสว่างของพระอาทิตย์ เป็นเครื่องยืนยันว่า ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสรู้ด้วยวิธีการไม่มีแสงสว่างด้วยการไม่ลืมตา นั่นก็ไปหลงผิดว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ตอนที่นั่งเตวิชโช อยู่ใต้ต้นโพธิ์ ในตอนกลางคืน ตรัสรู้กลางคืน ในวันวิสาขบูชานั่น 

ซึ่งมันเข้าใจผิดกัน ก็น่าเห็นใจเหมือนกัน นึกว่าท่านตรัสรู้ด้วยอันนั้น ที่จริงท่านไม่ได้ตรัสรู้ ท่านระลึกย้อนระลึกในเตวิชโช ระลึกในสิ่งที่ท่านตรัสรู้ ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาประสูติขึ้นมาในยุคนี้ ท่านมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณครบพร้อมหมดแล้ว ท่านไม่ได้มาเรียนรู้ ไม่ได้มาตรัสรู้ใหม่อะไรเลย 

พอเริ่มรู้ระลึกรู้ได้แล้วเอามาตรัสเอามาพูด ตรัสคือคำพูดเอามาพูด คำว่าตรัสรู้เป็นภาษาสองคำ ก็มาตรัสกับรู้ ที่ท่านรู้นั้น ท่านเอามาตรัส ก็เลยรวมคำว่าเป็น ความตรัสรู้ รู้ แล้วเอามาพูดตามความรู้ของพระพุทธเจ้า ของพระองค์เอง เรียกว่า คำตรัสรู้ ท่านเอามาพูดเอาตรัสประกาศให้คนทั้งหลายได้รับรู้ตามที่ท่านตรัสรู้ แล้วกว่าจะตรัสรู้นี้ก็สั่งสมบารมีมามากมายยาวนาน 

เกณฑ์การรับบริจาคเงินของชาวอโศก

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ · ได้ข่าวจากอุทกภัยอีสานฯผู้ประสบภัยขาดแคลนอาหารน้ำเหตุท่วมนานเดือน ๒ เดือนฯ เรียนถามกองทัพธรรมปันสุขไทยในบวรศีรษะอโศกยังรับบริจาคอยู่ฤาเปล่า? เห็นส่งข่าวธรรมทานปันถุงยังชีพข้าวสารอาหารแห้งมาตั้งแต่น้ำท่วม ๑ เมตรจนลึกถึง ๕ – ๖ เมตรฯก็ยังแจกไม่หมด พอดีขายเพชรพลอยเก่าได้จะขอมาร่วมบุญให้ทานบ้าง?🙏🚣🙏

พ่อครูว่า…ขออภัยนะต้องพูดตรงนี้ว่า การรับบริจาคของเราชาวอโศก เราจะไม่รับบริจาค จากเงินของคนที่ยังไม่ใช่สมาชิก ยังไม่รู้จักชาวอโศกเลย เรามีกติกาว่า คนที่จะมีสิทธิ์บริจาคให้แก่พวกเรา และเราจะรับเงินบริจาคของเขาต้อง 1. รู้จักชาวอโศกเพียงพอ เอาอะไรเป็นเครื่องตัดสิน 

สิ่งที่จะเป็นเครื่องตัดสินก็คือ 1.ได้อ่านหนังสือของชาวอโศกอย่างน้อย 7 เล่ม 

  1. ได้มาคบคุ้น ได้มาสังสรร ได้มาศึกษากับชาวอโศก เข้ามาในวัดหรือในบวร หรือในพุทธสถาน อาวาสสถานของชาวอโศก ที่มีกระจายอยู่ทั่วไปนี้ ได้เข้ามาที่นี่อย่างน้อย 7 ครั้งขึ้นไป นี่เป็นกติกาตั้งแต่ต้นจนเดี๋ยวนี้ก็ใช้กติกานี้อยู่ 2 ข้อนี้ทำข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ 

ไม่ใช่ว่าเหยียบเท้าเข้าประตูบวรและออกไปแล้วก็มาอีก 7 เที่ยว ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ต้องมาคลุกคลีสังสรรค์ ศึกษาฟังธรรมบ้าง คุยธรรมะอะไรต่ออะไรบ้างอย่างพอสมควร คือตั้งใจศึกษาอย่างนี้ คนไม่เอาจริงเอาจัง เหลาะๆแหละๆ เล่นๆก็จะไม่ได้ ถ้าคุณศึกษาจริงๆก็จะได้ แต่คุณสื่อฟ้าศิลป์ได้ บริจาคได้ ถือว่าเป็นสมาชิกแล้วได้ แต่คนอื่นๆที่พูดไปให้ฟังจะได้เข้าใจ 

ที่ศีรษะอโศกไม่ท่วมเท่าไหร่ ที่บ้านราชฯนี้น้ำท่วมมาก สำหรับคุณสื่อฟ้าศิลป์บริจาคได้ 

มาร่วมบุญคือ หมายความว่า มาร่วม จะชำระกิเลสของตน แล้วก็จะให้ทาน

พระเถระจากยุคพระพุทธเจ้าที่มาเกิดใหม่ในยุคนี้

_ซึ้งซื่อ วิเชียร : กราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรเกล้าครับวันนี้ผมมีเรื่องรบกวนถามพ่อท่านครับ

๑. พระโสดาบันต้องละอบายมุข ๖ และยังมีกามอยู่มากพอควรยังมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยู่ใช่ไหมครับ? 

พ่อครูว่า…ใช่ 

๒. พระสกิทาคามีจะมีกามเบาบางควบคุมได้ด้วยตัวเองใช่ไหมครับ? 

พ่อครูว่า…ใช่อีก 

๓. พระอนาคามีจะต้องหมดกามและเหลืออยู่ในจิตภายใน ไม่แสดงออกนอกตัว มีเหลืออยู่ในจิตนิดหน่อยและลดอัตตาลงใช่ไหมครับ?

พ่อครูว่า…ใช่ มันจะมีประมาณเรียกว่ารูป กับ อรูป กามราคะ รูปหรือรูปราคะ อรูปราคะ 

ราคะหรือกาม ราคะเป็นคำรวมคำใหญ่เรียก ถ้าภายนอกกาม ขอขยายความ กามนี่ จะต้องเป็นกามคุณ 5 ถ้าเต็มๆก็คือกามคุณ 5 เป็นกิเลสที่เกิดจะต้องเกี่ยวข้องกับภายนอกทางตาหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวารนี้เรียกว่ากามคุณ 5 

เพราะฉะนั้นกามไม่ใช่กิเลสภายในจิต หลับตานี้ไม่รู้จักกามไม่มีกามคุณ 5 พวกหลับตานี้ไม่ได้ทำตามลำดับที่ต้องล้างกิเลสกามราคะออกก่อน 

ซึ่งมันจะเกิด กามราคะกับปฏิฆะ เป็นสังโยชน์ข้อที่ 4 กับ 5 ต้องผ่านสังโยชน์ 3 ข้อก่อน สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้ว เพิ่งจะมีกามราคะกับปฏิฆะ ซึ่งเป็นโอรัมภาคิยสังโยชน์สังโยชน์เบื้องต้น 

๔. พระอรหันต์ ต้อง หมดตัว ตน หมดทุกข์ หมดสุข เป็นอุเบกขา สิ้น บุญ สิ้นบาป เช่น โลภ โกรธ หลง เป็น ผู้ห่างใกลจากกิเลส ที่เป็น อาสวะ อนุสัย เป็นผู้รู้ ตื่น เบิกบานใช่ไหมครับ? กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ

พ่อครูว่า…ถูกต้อง เข้าใจถูกหมดทุกอย่างแล้ว เรียนรู้รายละเอียดไปเรื่อยๆ ตามไปเรื่อยๆ พัฒนาตามไป อาตมาก็อบอุ่นดีนะ ที่บรรยายธรรมะ ไป ลึกซึ้งขึ้นยากขึ้นก็ต้องทำ เพราะมันต้องบรรยายไว้ ต้องพูดไว้ ถ้าอาตมาไม่พูด ก็มีอยู่ในพระไตรปิฎกซึ่งเข้าใจยาก มีในอรรถกถาจารย์ ก็แยกไปแย้งกัน มันก็ต่างกันไปตามภูมิธรรม ต่างๆนานา 

ถ้าจะพูดแล้วอาตมาก็คืออรรถกถาจารย์องค์หนึ่ง แต่อาตมาเป็นอรรถกถาจารย์ที่ขอยืนยันว่า อาตมาเป็นเถรวาท อาตมาเป็นพระเถระ ขอยืนยันอีก เถระ วาทะ หรือเถรวาท พระเถระหมายถึง พระหรือภิกษุที่ได้เกิดร่วมยุคพระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่มาเกิดในยุคนี้ 

ฟังให้ดีนะตอนนี้ พระเถระนี่คือผู้ที่เกิดในยุคพระพุทธเจ้า แล้วมาอุบัติ อย่างอาตมานี้เป็นพระเถระเกิดในยุคพระพุทธเจ้า และมีความรู้เก่ามาจากอันนั้น 

จะมีอีกศัพท์หนึ่งก็คือ อาจาริยวาท จะเป็นอรรถกถาจารย์หรืออาจารย์ส่วนใหญ่ อรรถกถาจารย์เป็นคำสอน คำที่อรรถกถา เป็นเนื้อหาของกถาคำพูด คำสอน ของอาจารย์ต่างๆเป็นอรรถกถาจารย์ ซึ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นเถระ หรือไม่เป็นเถระ

เถระ บอกแล้วนิยามชัดว่า ต้องเกิดในยุคพระพุทธเจ้า ร่วมในยุคพระพุทธเจ้า แล้วมาเกิดในยุคนี้ นอกนั้นไม่ใช่เถระจริงหรอก 

ทีนี้ก็เอาเถระมาแปลงว่า เป็นผู้ที่มาบวชนาน ผ่านนวกะ ผ่าน 10 ปีขึ้นไป นับเป็นเถระ ผ่าน 20 30 ก็เป็นมหาเถระไปเรื่อยๆ ตั้งเอง มาตั้งกันในยุคนี้ นับกันที่บวชนานไม่ได้นับกันทีคุณธรรมไม่ได้นับที่สภาวะจริงอะไรต่ออะไรพวกนี้ เอาละ จะยืดยาวยืดยาดเกินไป 

การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์เป็นอย่างไรในยุคนี้

_สู่แดนธรรม… นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ จะสังเกตตั้งแต่เริ่มต้นรายการมา พ่อท่านตอบปัญหาทุกอย่างเลย ทางที่จะพาไปลดละไปนิพพาน พ่อท่านค้างไว้ตอนต้นรายการ ว่า นักปราชญ์ผู้รู้จะพูดอย่างไรในที่สุดก็จะนำไปสู่นิพพาน นิพพานัง วทันติ พุทธา

การคบสัตบุรุษวันนี้ จะได้ประโยชน์อย่างไร 

พ่อครูว่า…  คบสัตตบุรุษนี้ คุณก็จะต้องเจอสัตบุรุษจริง นี่เป็นเงื่อนไขหลักเลย ถ้าคุณไปเจอสัตบุรุษปลอม ไปคบกับอสัตตบุรุษ สัตตบุรุษเก๊ สัตตบุรุษปลอม ก็แน่นอน คนหลงตัวว่าเป็นสัตตบุรุษก็มี สัตตบุรุษ แปลว่าอะไร สัตต แปลว่าเจ็ด 

แปลเอาอรรถ เอาเนื้อหาว่า ผู้ที่บรรลุธรรมสัมมาทิฏฐิแล้ว รองจากพระพุทธเจ้า ที่มีความจริงที่เที่ยงแท้ เป็นโพธิสัตว์ก็นับตั้งแต่ระดับ 7 ขึ้นไป สัตตะ แปลว่า 7 โพธิสัตว์ระดับ 7 ขึ้นไป เป็นสัตตะ มีสยังอภิญญา มีความรู้จริงข้ามชาติเป็นของตัวเอง ไม่มีครูบาอาจารย์ 

ในชาตินี้ อาตมายืนยันว่าชาตินี้อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ พูดไปแล้วเขาจะหาว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือ ไม่ใช่ ไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นพระพุทธเจ้าไม่เคยหลงเลอะ ไม่เคยบ้า เป็นสัตบุรุษระดับ 7 ระดับ 8 ก็ยังไม่ได้เป็น เดี๋ยวนี้ก็พูดว่าอาตมาชักจะมีภูมิระดับ 8 ขึ้นมาบ้างแล้ว พูดอย่างไม่ได้หลงเลยไม่ได้อยากใหญ่โตอะไร จริงหรือไม่จริงก็ฟังไป 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านยืนยันว่า ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจะมีขีดแบ่งว่า จะเป็นสยัมภู แต่พ่อท่านเป็น สยังอภิญญา / การได้คบสัตบุรุษ ก็ต้องพบสัตบุรุษตัวจริง

พ่อครูว่า… อย่างอาตมาระดับ 8 ที่เป็น อภิภู อาตมาเป็นระดับ สยังอภิญญา 

เอาอาหารสูตร ในพระไตรปิฎก อวิชชาสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔  ข้อ ๖๑

พระพุทธเจ้าตรัสเริ่มต้นว่า อวิชชาไม่ใช่ไม่มีอาหาร อวิชชามีอาหาร อะไรคืออาหารของอวิชชาก็คือนิวรณ์ 5 

๑.การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ..การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 

๒.การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 

๓.ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 

๔.การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ . 

๕.ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 

๖.การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของทุจริต ๓ (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 

๗.ทุจริต ๓ เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ ๕ 

๘. นิวรณ์ ๕ เป็นอาหารของ.. อวิชชา 

๙. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา 

(พตปฎ. เล่ม ๒๔   ข้อ ๖๒) 

พ่อครูว่า… ผู้ไปนั่งหลับตา สติสัมปชัญญะไม่ครบหรอก ทางกายวาจาไม่มี มีแต่ใจเท่านั้น ..พวกหลับตา อาตมาพูดเท่าไหร่ถึงจะฟื้นลืมตามาเสียทีนะ 

การจะคบสัตตบุรุษ คุณต้องพบสัตตบุรุษ พบแล้วก็คบ แล้วคบคุ้น คลุกคลี เสวนา ฉะนั้น การคลุกคลีด้วยชนผู้เป็นหมู่ อันนี้เขาก็แปลผิด เบี้ยวบาลี 

คลุกคลีด้วยชนผู้เป็นหมู่ เป็นความเสื่อมเขาว่าอย่างนั้น ซึ่งคลุกคลีด้วยชนผู้เป็นหมู่ ถ้าเป็นหมู่บัณฑิตไม่มีเสื่อม ถ้าคลุกคลีด้วยหมู่พาลชนเสื่อมแน่ นี่ก็เป็นนัยยะสำคัญเหมือนกัน ถ้าคุณไม่มีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีหรือคลุกคลีด้วยชนผู้เป็นบัณฑิต แล้วคุณจะเจริญได้อย่างไร ต้องคบบัณฑิต ต้องสังสรรค์กับบัณฑิต 

แต่ก็มีเหมือนกันคำว่า คลุกคลีเป็นภาษา เขาคลุกคลีหยำเปเละเทะไม่เอา ไม่เอาถ่านในการศึกษาที่จะรู้จักกาลเวลา คลุกคลีกันเล่นหัวสนุกสนาน มัวเมา 

_สู่แดนธรรม… ภาษาทางการบอกว่า มั่วสุม 

พ่อครูว่า… มันไม่ได้หรอกอย่างนั้น มันต้องคบหาสมาคม แล้วก็ศึกษา คุยกันโอภาปราศรัยกัน อาตมาพูดตรงนี้แล้วนึกถึงตัวเอง ชีวิตนี้อยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อม อยู่กับหมู่ผู้ใส่ใจ ผู้ฝึกฝนศึกษา แล้วรู้ กาละ เทศะ ฐานะ เป็นเวลาวาระที่ เขาจะมารบกวนอาตมา เขาไม่กล้า เขาก็รู้กาลเวลา ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็รู้เวลาเหมือนกัน แล้วก็ได้คบคุ้นกันกับผู้ที่ใกล้ชิดไป 

กาละ เทศะ ฐานะ ถ้าหากขยายความแล้วจะยาวมาก 

เข้ามาสู่การคบสัตบุรุษ ขออภัยที่ต้องพูดว่า อาตมาเป็นสัตตบุรุษ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เป็นสัตตะ เป็นบุรุษที่ 7 นิยตโพธิสัตว์ เป็นโพธิสัตว์ที่เที่ยงต่อการตรัสรู้พระพุทธเจ้าแล้ว อาตมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้แล้ว รีไทร์หรือไม่ก็เป็นเรื่องของตัวเองแล้ว รีไทร์ตัวเองได้ เขาไม่ไล่ออกหรอก ชั้นสูงนี้เขาไม่มีไล่ มีแต่เราจะรีไทร์ตัวเองหรือไม่ แล้วไม่มีกำหนดด้วย 

เพราะฉะนั้นการเข้ามาหาสัตตบุรุษ อาตมาพูดแล้วนะว่าอาตมาเป็นสัตตบุรุษ บอกแล้วนะว่า ชาตินี้อาตมาเป็นคนไม่พูดความผิดไม่พูดความจริง เพราะความผิดความไม่จริงความโกหกพูดแล้วมันบาป แล้วเป็นกรรมที่เป็นอันทำ อาตมารู้กำเป็นอันทำ เพราะฉะนั้นอาตมาจะไม่พูดคำที่เป็นอกุศล เป็นบาป เป็นความผิด ใส่หน่วยกิตที่เก๊ให้แก่ตัวเองทำไม หน่วยกิตที่มันเลว อาตมาไม่ทำ

เพราะฉะนั้นในความเป็นสัตตบุรุษชาตินี้ อาตมาประกาศแล้ว คนไม่เชื่อง่ายๆ ตอนนี้อาตมาอธิบายเรื่องปัญญา 8 ไปตั้งเล่ม 3 ถึงตอนที่อธิบายยืนยันว่า 

ผู้จริง จะไม่พูดไม่จริง เพราะรู้ว่ากรรมเป็นอันทำ พูดไปจึงเป็นเรื่องจริงพูดไปมันก็ผิดมันก็บาป หน่วยกิตของบาปก็สั่งสม เพราะเรารู้ว่าเชื่อกรรมวิบาก เชื่อว่ากรรมเป็นของของตน เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า จริงเลย เพราะฉะนั้นเราไม่ทำเด็ดขาด เราจะไปทำไปทำไม ทำไปก็ไม่ได้ตังค์ ทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์ ทำอะไรก็ไม่ได้อะไรมีแต่บาปกินหัว 

_สู่แดนธรรม… ผมสังเกตพ่อท่านว่าพ่อท่านพูดเรื่องจริงจะเน้นไปทางไหน ส่วนมากก็เน้นไปทางที่สวนกระแสโลก ไปทางปฏิโสตัง เช่น เหตุผลคือความบ้า อัตตาคือความจริง อย่างนี้ มีแต่เหตุผลที่จะให้คนลดละตัวละตน หรือ จะมาพูดเรื่องความจนอะไรอย่างนี้ สัตตบุรุษตัวปลอมเขาจะไม่พูดอย่างนี้ใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… มันก็จะออกนอกทิศทางไป เอาเถอะ อาตมาก็ไปบังคับใครไม่ได้มันต้องพิสูจน์ อาตมาเกิดมาในปางนี้ต้องเป็นอย่างนี้ไม่มีอะไรการอะไรเลย อาตมานี่แม้แต่หมอดูเขาก็บอกว่าอาตมาเกิดปีจอ เขาเรียกมากลางตลาด ต้องหลบ เดี๋ยวก็เจอเท้า เดี๋ยวก็เจอปังตอ หรือเจอไม้หน้าสาม เขวี้ยง ทุบเอา หากินลำบาก เกิดมาชาตินี้ต้องเป็นอย่างนี้ปางนี้ หมาไม่มีเจ้าของ หมาเร่ร่อน หมากลางตลาด หมอดูเขาเคยดูตอนเด็กๆเกิดปีจอคนนี้เป็นหมากลางตลาด หากินซอกๆๆๆไป

มาเข้าเรื่อง เพราะฉะนั้นก็ขอจบตรงสัตตบุรุษ อาตมายืนยันว่าตัวเองเป็นสัตตบุรุษ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่คบอาตมา ไม่คบให้บริบูรณ์ ตอนนี้เข้าหลักวิชา 

– ต้องคบสัตตบุรุษให้บริบูรณ์ ถึงได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ 

– สัทธรรมบริบูรณ์จึงทำให้เกิดศรัทธาบริบูรณ์ 

– ศรัทธาบริบูรณ์จึงทำให้เกิดโยนิโสมนสิการบริบูรณ์ 

– โยนิโสมนสิการบริบูรณ์จึงทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ 

– สติสัมปชัญญะบริบูรณ์จึงทำให้สำรวมอินทรีย์ 6 บริบูรณ์
– สำรวมอินทรีย์ 6 บริบูรณ์จึงทำให้เกิดสุจริต 3 บริบูรณ์ 

– สุจริต 3 บริบูรณ์ จึงทำให้เกิดสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 

– สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์จึงทำให้เกิดโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 

– โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติบริบูรณ์ 

อาตมาไม่ต้องท่องหรอก มีสภาวะแล้วอาตมาก็ระลึกถึงพยัญชนะแต่ละคำ ใส่สภาวะ มันก็ไล่เรียงมา อาตมาจึงไม่ประหลาดใจที่พระพุทธเจ้าทำไมท่านจึงจำอะไรได้ยาวเป็นเหตุเป็นปัจจัยต่อกันมา เพราะมันเรียงลำดับทั้งนั้น เป็นความรู้เป็นลำดับที่น่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า มันเป็นลำดับ ต้น กลาง ปลาย ละเอียดลออ กลับไปก็เป็นปลาย กลาง ต้น สบาย 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านจำสภาวะอันนี้มันเป็นอันนี้ 

พ่อครูว่า… มันก็ไล่ไปได้สบาย แม้แต่จะไล่ เวทนา 108 จะไล่ รูป 28 อะไรพวกนี้ มันก็ไม่สับสนแล้ว มันจะเรียงลำดับๆ ของมันไปเป็นลำดับลำดา สำนวนของมหาบัว เป็นลำดับลำดา อย่างนั้นจริงๆ 

คนเจริญที่สุดคือคนจนที่ไม่มีกิเลส

อาตมาขอเข้าสู่สังคมนิดหน่อย.. สัตตบุรุษจะต้องมาทำงานกับสังคมมนุษยชาติ ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อะไร ศาสนาพุทธเป็นประโยชน์ตน-ประโยชน์ท่าน บริบูรณ์ โดยเฉพาะประโยชน์ตนนั้นนิดหน่อย แต่ประโยชน์ท่านนั้นมหาศาล 

ประโยชน์ตนนั้นนิดหน่อย แค่ตนหนึ่งเดียว แต่ประโยชน์ท่านนั้น Infinity ประโยชน์ท่านนั้นมหาศาล นับไม่ถ้วน ตามบารมี 

ที่นี้ผู้ที่จะทำประโยชน์เหล่านี้ได้ จะต้องมาเป็นคนจน 

ก็ขอแวะเข้าไปหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือการบริหารมนุษย์ สังคม ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ตรัสชัดเจนว่า.. มีรัฐมนตรีจากเกาหลีมาทูลถามว่า จะบริหารประเทศอย่างไร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็บอก บริหารอย่างแบบคนจน เขาก็งง ท่านก็อธิบายนิดหน่อยตามฐานะของท่าน ตามภูมิของท่าน ของในหลวง 

เขาก็ซักถาม ท่านก็อธิบาย คนจนเป็นอย่างไร ก็ต้องแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรามันก็ยิ่งทำให้เขางงใหญ่เลย เป็นคนจะเอาขาดทุนไม่เอากำไร มันคือคนอย่างไร ยิ่งเกาหลีด้วย เขาก็ยิ่งเอากำไรเป็นหลักเลย 

“เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” 

เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย  เรามีพอสมควร  พออยู่ได้ 

แต่.. ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก  

เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก 

เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก 

ก็ จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง !

ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า       จ ะ มี แ ต่ ถ อ ย ห ลั ง  และถอยหลังอย่างน่ากลัว !  

แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า “แบบคนจน” 

แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอยางมีสามัคคีนี่แหละ 

คือ เมตตากัน  ก็จะอยู่ได้ตลอดไป…”

พ่อครูว่า… คำว่าก้าวหน้าอย่างมากคือรวยไม่รู้จบ จะเอาเปรียบเอารัดไปหา GDP หาผลประโยชน์รายได้กำไร หรือ gain เอามาให้แกตัวเองมากๆไม่มีขีดจำกัด นี่คือความตะกละตะกลามของมนุษยชาติ ในหลวงท่านตรัสให้มารู้จักพอ ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก ทำได้อย่างมากคือ รวยไม่รู้จบ ทั้งมีอำนาจบาตรใหญ่ นั่นคืออวิชชาของคน ในหลวงท่านก็ตรัสยัน ที่ท่านเป็นโพธิสัตว์ว่า เราไม่อยากเป็นด้วย อยากเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก คนรวยนี้รุกรานคนจน รุกรานคนทุกคนแหละ มันรวยมันก็เก่งมันก็ฉลาดกว่ากันมันเอายากมันก็เอาจากคนจน คนที่โง่กว่าคนที่ด้อยกว่านี่แหละ เป็นคนไม่มีเมตตากรุณา เอาแต่หากินบนความได้ของคนอื่น โอ้โห! โหดร้ายมาก 

ก้าวหน้าอย่างมากกับถอยหลัง ก้าวหน้าอย่างมากและบอกว่ามีแต่ภายหลังมันเป็นอย่างไร 

_สู่แดนธรรม… ต้องเป็นคนมีสายตาพิเศษ 

พ่อครูว่า… เป็นภาษาปฏิโสตัง เป็นภาษาทวนกระแส เป็นภาษาย้อนแย้ง เป็นสิริมหามายา อันนี้หน้ามืออันนี้หลังมือนะ แต่ถ้าสิริมหามายาบอกว่านี่หน้ามือนะ นี่หลังมือนะ (พ่อครูทำมือพลิกไปมา) เร็วเท่าไหร่ก็บอกความจริงทัน แต่พวกมายาจะบอกว่าหลังมือเป็นหน้ามือหน้ามือเป็นหลังมือพวกมายา พวกไม่ตรง พวกผิดเพี้ยน หลอกคน พวกมายาหลอกคน

_สู่แดนธรรม… ที่ในหลวงตรัสว่า จะมีแต่ถอยหลัง แสดงว่าพระองค์พูดจากใจของพระองค์ 

พ่อครูว่า… แน่นอน ท่านเป็นในหลวง ท่านเป็นผู้ใหญ่ ตรัสคำไหนต้องเป็นคำที่ถูกต้อง ถ้ามันไม่ถูกต้องมันเสียท่านนะ ถ้าไม่ถูกต้องมันเสียนะ ท่านตรัสจะต้องแน่พระทัย ถ้าไม่แน่พระทัยจะไปตรัสทำไม แน่นอน แล้วมันเป็นเรื่องที่ทวนกระแส เป็นเรื่องที่ค้านแย้งกับโลกเขาอย่างกับอะไรดี ท่านจะไปตรัสโดยไม่มั่นพระทัยได้อย่างไร 

_สู่แดนธรรม… พ่อท่านฟังในหลวงตรัสแล้ว คำนี้ แสดงว่าพระองค์ทรงแสดงภูมิให้ทราบ ที่บอกว่าเขาน่าจะมีแต่ล้าหลังใช่หรือไม่ 

พ่อครูว่า… ไม่ เรื่องที่แบบคนจนและขาดทุนคือกำไร Our loss is Our gain

พูดหลายทีแล้วแต่นักบริหารไม่เข้าใจ นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย จะกอบกู้เศรษฐกิจนั้นอย่าไปสอนให้คนรวย พูดมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว ว่าให้สอนมาเป็นคนจน ในหลวงท่านก็บอกว่าให้เอาแบบคนจน แต่เขาไม่เก็ต ไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ แต่ก็บังคับไม่ได้ คนเขาไม่เข้าใจ จะจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์เท่าไหร่ทางโลกโลกีย์เขามา อย่างนั้นแหละ มันต้องมาเรียนรู้เศรษฐศาสตร์จากอโศก มันถึงจะชัดเจน สำนักไหน แม้แต่จุฬา แม้แต่มกุฏฯ ที่เป็นแหล่งศึกษาของบัณฑิตทางพุทธศาสนา ก็ไม่ได้สอนอย่างที่อาตมาพูดหรอก ไม่ได้สอนอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสหรอก 

แก้ปัญหาเศรษฐกิจจะแก้จบนั้น ต้องแก้ปัญหา ให้คนเข้าใจว่ามาจนนี้เป็นคนประเสริฐกว่าไปรวย คนที่จะไปร่ำรวยนี้ ไปเป็นเศรษฐีนี้ (กฏุมพี) คนที่จะไปร่ำรวยทรัพย์สินเงินทองนั้นเป็นคนโหดร้าย เป็นคนเบียดเบียนมนุษยชาติ คนเอาเปรียบ เป็นคนกอบโกย เป็นคนกักตุน 

เป็นคนที่ไม่ได้เผื่อแผ่กระจายทรัพย์สิน ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นเขาก็บอกว่า จะต้องเฉลี่ยแจกจ่ายทรัพย์สินนะ เขาไม่มีเศรษฐศาสตร์อยู่ในหัวใจเลย 

_สู่แดนธรรม… มีแต่ ตั้งเป้าไปกำไรสูงสุด 

พ่อครูว่า… Maximize Profit เขาจะเอาแต่อย่างนั้น เอากำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่มีจบ นี่คือสภาพจริงของคนที่เห็นแก่ได้ไม่มีลิมิต คนที่รู้จักจุดเริ่มต้นจุดพอ ภาษาบาลีบอกว่าสันโดษใจพอ สันตุฏฐี เริ่มใจพอแล้วแค่นี้ก็พอ 

คนรวยที่สุดในโลกก็เอามาโฆษณากันสิ อยากรวยอย่างเขานี่แหละ เพราะว่ากิเลสเป็นพื้นฐานของคน มันก็ต้องอยากรวย มันก็ต้องแข่งกันรวยๆๆ คนไทยเข้าอันดับไปแล้วใน 10, 3 คนแล้ว เข้าอันดับ Top Ten ในโลกซึ่งพูดตรงๆชัดๆ ว่ามันบาป พวกนี้ยังจะต้องใช้หนี้ใช้สินไปอีกไม่รู้กี่ชาติอีกเยอะ สิ่งที่ชาตินี้เขารู้สึกว่าเขาเริ่มสมบูรณ์ร่ำรวย จะทำอย่างไรก็ได้ตามสบาย เป็นอำนาจด้วยบางคน อวิชชาเป็นพื้นฐานของมนุษยชาติ อวิชชามันก็หลงโลกีย์ไปอย่างนั้น 

_สู่แดนธรรม… เขาไม่ได้ร่ำรวยตามธรรมะที่จัดสรรให้นะครับ เขาร่ำรวยเพราะระบบสังคมมันทำให้เขารวยอย่างนั้นก็ได้ใช่ไหมครับ 

พ่อครูว่า… คนที่มีวิธีการ มีชั้นเชิง มีความขยันหมั่นเพียร มีความเข้าใจว่าจะทำช่องไหนได้ แม้เขาจะเรียกว่าสุจริตอย่างไรก็ตาม ก็เป็นชั้นเชิงของการเอาเปรียบ เป็นชั้นเชิงของการได้เปรียบ ไม่ใช่รวยเพราะธรรมะจัดสรรให้ เป็นเพราะเขาจะคิดกลยุทธ์ กลวิธี ที่จะได้เปรียบ เอาเปรียบ โดยไม่ให้คนอื่นเขารู้ทันหรือรู้ตัว ฉลาดซ้อนๆๆ ไม่ให้เขารู้ตัว หรือจำนนก็จะต้องเอามาให้เขา หรือไม่รู้ตัวก็ต้องให้เขา อย่างนี้เป็นต้น คนเรามันรวยเพราะว่าใช้แทคติกต่างๆ 

สรุปง่ายๆ ว่าไปรวยนั้นไม่ใช่แนวคิดของผู้ประเสริฐ “ไปรวย”ไม่ใช่แนวคิดของผู้ประเสริฐ ไม่ใช่อาริยชน เป็นมิลักขชน ไม่ใช่อาริยกชน ไม่ใช่คนเจริญ ไม่ใช่คนประเสริฐ เป็นคนเถื่อนคนป่า คนยังไม่เจริญ นี่ภาษาธรรมะ มันจะย้อนแย้งกัน 

แต่คนอวิชชา คนโลกีย์ จะไปหลงว่าอย่างนั้นมันเจริญ เพราะฉะนั้นเจริญแบบโลกีย์ จะร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง ด้วยยศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยด้วยอำนาจบาตรใหญ่ จะร่ำรวยด้วยการเสพสุข ก็เป็นโลกีย์ธรรมดา จนกว่าจะรู้ตัวตื่น ไอ้หยา.. เรานี้สะสมสิ่งที่เป็นขยะ ขยะแสนแสบ ขยะแสนเน่า ขยะแสนเหม็น ขยะแสนขยะแขยง 

ทรัพย์หรือสิ่งที่สะสมเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยงทั้งนั้นเลย กว่าจะมีปฏิภาณรู้ตัวแล้ว อ๋อ! สละออกเถอะ เอาออกเถอะ พยายามกระจายออก กระจายออกมันง่ายนะ โลภ เอามาให้แก่ตัวเองมันยากนะ แต่เขากอบโกย เหน็ดเหนื่อยเท่าไหร่เขาก็สู้ ถ้าได้มาก็ได้ร่ำรวยได้กอบโกย มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติของคนอวิชชา ของคนโลกีย์

เพราะฉะนั้นโลกุตระจึงเป็นการทวนกระแสที่ยาก ฟังเข้าใจก็ยาก เข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติตามก็ยากอีก ปฏิบัติตามและจิตใจจะน้อมน้อมไปเห็นดีเห็นงามด้วยอีกก็ยากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขั้น ยินดี โอ้โห!..ยินดีที่ หมดเนื้อหมดตัวได้แล้ว โอ้โห.. เฮ้ย! หมดเนื้อหมดตัวแล้วยินดีได้อย่างไร 

พูดอีกที คนที่หมดเนื้อหมดตัวนี้อยู่คนเดียวไม่ได้ คนหมดเนื้อหมดตัวต้องอยู่กับสังคม อยู่กับสังคมสาธารณโภคี หรืออยู่กับสังคมที่เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ด้วย แม้จะน้อย มีปริมาณหนึ่งก็ไปรอด แต่ถ้าน้อยเกินไป ถ้าเขามักน้อยเกินไปนะ อย่างพวกเชน พวกกลุ่มที่น้อยจนกระทั่งโดดเดี่ยวเลย จนกระทั่งอยู่แต่ผู้เดียวแต่ที่จริงเขาก็มีกลุ่ม แต่เขาน้อยนะจนกระทั่งเหลือแต่ผู้เดียว เสร็จแล้วก็ไปนั่งตายผู้เดียว นอนตายผู้เดียวไปเลย เขาก็ถือว่าอย่างนั้น 

แต่ของพุทธเจ้านั้นเป็นมนุษย์สังคม ไม่ใช่มนุษย์โดดเดี่ยว 

แวะเข้าไปหาการกอบกู้เศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ที่ยังพูดว่า การจะแก้ปัญหาเศรษฐศาสตร์ จะต้องให้คนรวยเสมอกัน จะต้องให้คนในสังคมของเรารวย คุณจะให้สังคมของคุณรวย คุณจะต้องไปเอาจากคนอื่นมา เพราะคนที่ยังไม่สมบูรณ์ บริบูรณ์นี้ จะสร้างสรรไม่ค่อยมีส่วนเกินเท่าไหร่ ดีไม่ดีจะสวาปาม กินใช้ฟุ่มเฟือย ไม่พอกินพอใช้ 

แม้จะทำสร้างแล้วก็กินใช้ สมตัว สร้างขึ้นมาแล้วก็กินใช้ สมดุล สมตัว คุณก็เป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อใคร เอาตัวรอดได้ แต่ถ้าคุณสร้างขึ้นมาให้เหลือเกินที่เรากินเราใช้ แล้วสะพัด ส่วนเกินส่วนที่เรากินเราใช้ให้คนอื่นต่อ คนนี้ก็มีกำไรแท้ๆ เป็นอาริยกะ ผู้ขาดทุนคือผู้กำไรอย่างนี้ แล้วคุณก็อยู่ได้ เพราะมวลอื่นๆ

มันมีอย่างนี้.. ความซ้อน คนๆนึง มีวรรณะ 9 เป็นคนยอดขยัน ไม่สะสม ไม่สะสมจริงๆเลย เอาเข้ากองกลางหมด ขยันสร้างสรรค์ จะได้เงินทองข้าวของให้กองกลางหมด เสียภาษี100% คนคนนี้เป็นสุดยอดในวรรณะ 9 นี้ 

เลี้ยงง่าย  (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ)  มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส  มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ)  ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9  ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ)  

คนไม่สะสม ยอดขยัน 2 อันนี้แหละ เป็นผู้ที่มีอาการที่น่าเลื่อมใส คนที่จะกักตุน ขี้เกียจ อวรรณะ 6 คือ 

๑. เลี้ยงยาก  (ทุพภระ) 

๒. บำรุงยาก  (ทุปโปสะ) 

๓. มักมาก  (มหัปปิจฉะ) 

๔. ไม่รู้จักพอ  (อสันตุฏฐิ) 

๕. เกียจคร้าน  (โกสัชชะ) 

๖. คลุกคลีหมู่คณะ(คลุกกองกิเลส) (สังคณิกา) 

(พตปฎ. เล่ม๑  ข้อ ๒๐)  ตรงข้ามกับ วรรณะ ๙

พ่อครูว่า… นี่คือ อวรรณะ 6 

ทีนี้ วรรณะ 9 ยอดขยันกับไม่สะสม 2 อย่างนี้เป็นปาสาทิกะ เป็นอาการที่น่าเลื่อมใสของมนุษยชาติ ปราชญ์หรือผู้รู้จะสรรเสริญยกย่องบูชาเคารพ ผู้ที่ขยันและไม่สะสม 

เพราะฉะนั้นในกลุ่มหมู่หรือสังคมชุมชน ที่เขามีสาธารณโภคี มีวัฒนธรรมอย่างนี้ มีพฤติกรรมพฤติการณ์กันอยู่อย่างนี้ สังคมนี่แหละเป็นสังคมจริง ไปตรวจหาดูเถอะ ขอยืนยันว่าชาวอโศกเป็นเช่นนี้ 

พอไม่สะสมแล้วก็จะเป็นคน ธูตะ คือ มีข้อปฏิบัติที่เจริญขึ้นเจริญขึ้นเจริญสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือเขาเรียกว่าเคร่งขึ้นเรื่อยๆ องค์ปฏิบัติของศีล สมาธิ ปัญญาที่เคร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่อะไรที่ปฏิบัติได้แล้วมันสบาย มันเป็นปกติ ศีลคือ เป็นปกติ เป็นได้สบาย 

ธูตะ แล้วปาสาทิกะ แล้วก็สัลเลขะ ขัดเกลาตัวเอง ขัดเกลากายที่ไม่บริบูรณ์ขัดเกลาวาจาที่ไม่บริบูรณ์ ขัดเกลามโนที่ไม่บริบูรณ์ ยังบกพร่อง ยังไม่ดีพอ ขัดเกลาเป็น สัลเลขะ

 แล้วจะถึงจุดสำคัญจุดนี้คือจุดที่มีใจพอ สันโดษคือมีใจพอ เขาไปเบี้ยวบาลี ว่ายินดีในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ไปถามบิลเกตส์ ไปถาม มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ไปถามเขาสิว่า เขาพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เขาก็ยังจะต้องเพิ่มๆๆ อยู่นั่นแหละ ไม่มีใจพอ 

เพราะฉะนั้น เขตคนที่รู้จักพอ ใจพอ อย่าไปเบี้ยวบาลี ใจพอ ไม่ใช่พอใจนะ ใจมันพอ ใจมัน แค่นี้พอแล้ว ที่สุดแห่งที่สุดของใจพอคือ 0 มี 0 ก็พอ เพราะอะไร เพราะเราอยู่กับสังคมสาธารณโภคี อยู่กับสังคมเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว มีกองส่วนกลาง เราก็เสียภาษี 100% แล้ว แล้วเราก็เป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนที่จะเจริญตามที่จะอธิบายต่อไปว่า 

เมื่อเป็นคนอย่างนี้ก็เป็นคนมากน้อยเป็นคนจนพอ พอแล้วก็จนก็ได้มักน้อยก็ได้ อัปปิจฉะ ใจพอ สันตุฏฐิแล้วอัปปิจฉะ เป็นคนเลี้ยงง่าย สุภโร บำรุงง่าย สุโปสะ จบ 9 ข้อ 

ขอยืนยันว่า อาตมาพูดแต่ความจริง ไม่พูดความไม่จริง พูดแต่สิ่งที่ถูกต้อง คนจะเห็นว่าอาตมายกย่องตัวเอง ขออภัยเถอะ เพราะตนเอง เป็นผู้ประเสริฐ ก็คนจริงนี่แหละเป็นผู้ประเสริฐแล้ว เป็นผู้ที่มี เสฏฐะ เสฏโฐ แปลว่าผู้เจริญ ผู้ประเสริฐแล้ว เจริญแล้วจริงๆ เจริญอย่างไรเพราะเป็นคนจนได้ เป็นคนที่ไม่มีกิเลส 

คนเจริญที่สุดคือคนที่ไม่มีกิเลส คนเจริญคืออรหันต์ขึ้นไป คนเจริญคือคนไม่มีโลภ โกรธ หลง 

นี่แหละคืออะไร มีนิยามของพระอรหันต์ สำคัญคืออย่างไร คือหมดความโลภ โกรธ หลง อย่างจริงๆเลย 

_สู่แดนธรรม… สรุปจบ