660211 พ่อครูเทศน์งานอัฏฐาริยสัจจายุ ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 1

ดาวโหลดเอกสารที่                                                                                                          

https://docs.google.com/document/d/1S7sbh6nhKsTgm_1pqKjNDEg2fHry3Z7ywjPI6vhhMko/edit?usp=sharing                                 

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1E2GgtRVce4QuqPeX6SuH_H8TaOV-nVew/view?usp=share_link 

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/9_YbO2H7BB4 

และ https://fb.watch/iDirBwS250/ 

พ่อครูว่า… วันนี้วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 6 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ 3 วันนี้อาตมาตั้งใจจะเทศน์เรื่อง จะใช้คำพูดว่าการเมืองก็ใช่ มาพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย โดยเฉพาะชื่อของเรื่องคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ” 

ก่อนจะได้บรรยาย ในวันอันเป็นวันมงคลนี้ ก็มีคนเขียนคำอวยพรเป็นกลอนเป็นกาพย์อะไรมาให้ อันนี้เป็นของอิสรา 

อัฏฐาริยสัจจายุ

“อัฏฐาริยสัจจายุ บรรลุอุดมการณ์สานฝัน 

๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน อิทธิบาทอัศจรรย์จวบวันนี้

วันแห่งความรัก ของ“รัก รักพงษ์” สูงส่งยิ่งใหญ่กระไรนี่ 

เทวดาฟ้าดินร่วมยินดี มุ่งไปสู่…๙๙ ปี ๙ เดือน ๙ วัน”

….อิสรา

อ้าว ขอให้สมพรปากเถอะ 

ทีนี้ก็ขอ มี sms อยู่แค่ 2 คน แล้วยังมีตบท้ายนักกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจอีก 1 บท 

_สินอโศก…ขอน้อมอนุโมทนาบุญกับพ่อครูด้วยความเคารพศัทธาและบูชาอย่างสูงสุดด้วยเจ้าค่ะ มากันด้วยจิตตั้งมั่นที่จะเป็นคนใหม่ตามอย่างพ่อเจ้าค่ะ 🙏🙏🙏 วันนี้ดิฉันก็ดิฉันก็เดินรอบบ้านเจ้าค่ะ ตั้งจิตขอให้พ่อครูอยู่กับพวกเราไปอีกนานๆๆๆห้าหกสิบปีก็พอเจ้าค่ะ🙏

_พ่อครูว่า… คุณสินอโศก…ก็เป็นโรคอัมพฤกษ์ แต่ก็มีอิทธิบาท แต่ละคนแต่ละคน ผู้สามารถมีพลังอิทธิบาทแต่ละคนจริงๆไปได้ โดยมีหลักโพชฌงค์ 7 ผู้ปฏิบัติโพชฌงค์ 7 ถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าโพชฌงค์ 7 นี้ สวดให้ระลึกถึงให้นำเอามาปฏิบัติดีๆเถอะ จะเกิดอายุยืนยาวเพราะมันจะสร้างจิต สร้างจิตให้ยิ่งใหญ่สร้างจิตให้มีพลังพิเศษ ที่สามารถกำหนดให้จิตนี้มีพลังถึงขั้น ต่ออายุขัย อย่างที่เราพยายามพูดอธิบายยืนยันกันอยู่ ได้จริงๆ 

อนุปุพพวิหาร 9 สัมมาทิฏฐิ ส่วน สัตตาวาส 9 มิจฉาทิฏฐิ

_ทีนี้ ของคุณตุ๊ก อัศวินหรือดินดอกพุทธ…

กราบขอโอกาส..พ่อครู..เจ้าค่ะ

ในวันจันทร์ที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ 

๑) คือวันประกาศพลังรัก อันเต็มเปี่ยมที่พ่อครู อุทิศชีวิต ถวายให้แก่ พระพุทธศาสนา ด้วยหวังให้ศาสนาพุทธยืนหยัด ยืนยง คงมั่น ถึง ๕,๐๐๐ ปี เพื่อ ประโยชน์ ผาสุข แก่มวลมนุษยชาติ ดังปณิธานที่ตั้งไว้

๒) คือ วันอัฎฐาริยสัจจายุ  วันที่ พ่อครู สมณะ โพธิรักษ์ จะมีอายุวัฒนะมงคล สู่ ๘๘ ปี ๘ เดือน ๘ วัน (๘๘๘๘) ช่างเป็น มงคลฤกษ์ ที่น่าบูชายิ่ง

๓) คือ ในโอกาสมหามงคลสมัยนี้ ท่านได้ ‘กลั่น_แก่น’ เคล็ดวิชา ‘๗๘๙๙’ สรุปเป็นแผนภาพที่ทรงคุณค่ายิ่งทางวิชาการ แก่ พระพุทธศาสนา มอบเป็น ของขวัญแห่งรัก (ของขวัญ) แก่ชาวพุทธทั่วโลก 

(เพิ่มจากเดิม ที่ท่านเคย มอบให้ คือ ‘๔๕๗๘’)  

พ่อครูว่า… ผู้ที่มีทั้งความรู้พยัญชนะและสภาวธรรมก็จะเห็นรายละเอียดต่างๆไม่ว่าจะเป็นในวิญญาณฐิติก็ดี ซึ่งจะต้องตรวจทุกอย่างจากความเป็นกายกับสัญญา วิโมกข์ 8 ก็ดีที่จะต้องมีความรู้ในการปฏิบัติที่จะพาให้หลุดพ้น วิโมกข์คือการหลุดพ้น ที่จะทำให้เราหลุดพ้นได้จากตั้งแต่วิโมกข์ 3 จนมีสภาวะถึง อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จนสุดท้าย สัญญาเวทยิตนิโรธ ที่เป็นองค์ธรรม 8 ข้อ ของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ อาตมาก็อธิบายจนมากมายแล้ว 

และความยังไม่สามารถที่จะหลุดพ้นได้ยังเป็นสัตว์ยังเป็นสัตว์อยู่ ไม่เกิดความเป็นเทวดา ถึงแม้เป็นเทวดาก็เป็นเทวดามิจฉาทิฏฐิ ยังมีความเป็นสัตว์อยู่ถ้าแม้เขาจะเข้าใจว่าเขาเป็นเทวดาก็เป็นเทวดาเก๊ เป็นเทวดาโกหกเทวดาไม่จริงสำหรับมิจฉาทิฏฐิ จึงยังเป็นสัตว์อยู่ทั้ง 9 ชนิด 

ตั้งแต่ ฌาน 1-4 ของ ฌาน ที่ปฏิบัติได้มรรคผลแบบเดียรถีย์ เขาก็ปฏิบัติได้มรรคได้ผลแบบเขา เป็นสัตว์ทั้ง 4 ตัวที่ 5 เป็น อสัญญีสัตว์ สัตว์ที่เขาทำได้เก่งคือดับได้อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส 

ความเป็นสัตว์อีก 4 ชนิดนั้น เก๊หนักเข้าไปอีก เพราะ อสัญญีสัตว์ เขาก็ดับสัญญาไปหมดแล้ว การกำหนดหมายต่างคนต่างโมเมกันไปใหญ่เลย เป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เป็นกาย 3 ที่มิจฉาทิฏฐิอย่างหนัก 

(พ่อครูไอตัดออกด้วย) 

ชั้นของภูมิอีก 4 ชนิด จึงเป็นสัตว์มิจฉาทิฐิทั้ง 3 กาย คือ นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย นี่คือความเป็นสัตว์ อยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์เรียกว่าสัตว์ทางจิต ไม่ใช่สัตว์ตัวตน สัตว์ 2 ขา 4 ขา สัตว์น้ำสัตว์บกอยู่ในโลกนี้เป็นตัวตนรูปร่างไม่ใช่ หมายถึงสัตว์ โอปปาติกะ คือสัตว์ทางจิตเขาเป็นจริงอย่างนั้นเขาได้แค่นั้น 

ส่วน อนุปุพพวิหาร 9 คือลำดับของการปฏิบัติธรรมทั้งหมด 9 ชนิดที่ท่านรวบรวมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นฌาน 4 อรูปฌาน 4 และสุดท้าย สัญญาเวทยิตนิโรธ 

ฌาน 4 อนุปุพพวิหาร 9 ก็สามารถที่จะ ที่จริงแล้ว อนุปุพพวิหาร 9 คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ แต่ อนุปุพพวิหาร 9 เป็นการยืนยันที่ ถูกต้องเพราะไม่มี อสัญญีสัตว์ 

คนที่เขามิจฉาทิฐิก็ได้ แต่ มันไม่ใช่ อนุปุพพวิหาร 9 อย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นยืนยันว่าไม่ผิด ถ้าผิดจะต้องมีตัว อสัญญีสัตว์ อยู่ด้วย เพราะฉะนั้น สัตตาวาส 9 ถึงมิจฉาทิฏฐิหมดทั้ง 9 ส่วน อนุปุพพวิหาร 9 จึงหมายถึงความเป็นลำดับ เหมือนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระอนุรุทธที่เก่งในทางฌาน หยั่งรู้ตรวจสอบในฌาน สุดท้ายท่านหลับพระเนตรไปแล้ว ท่านวางขันธ์แล้ว ก็ตรวจการวางขันธ์ของท่านก่อนที่จะปรินิพพานจากไปเลยนี่ พระพุทธเจ้ายังตามตรวจขันธ์ของท่าน อาศัยตรวจขันธ์สุดท้าย ก่อน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ด้วย ฌาน 4 ฌาน 8 อย่างนี้เป็นต้น เป็นการสำทับให้รู้ว่า ฌาน 4 ฌาน 8 ของพุทธสูงสุด 

แต่ที่จริงฌาน 4 ฌาน 8 ของพุทธไม่ได้อยู่ในภพ ฌาน 4 ฌาน 8 ของพุทธนั้นลืมตาแต่อยู่ในภพได้ระลึกได้ ตรวจสอบของตัวเองได้ เป็น เตวิชโช 

ใครระลึกออกไหม 4578 คืออะไร คือโพธิปักขิยธรรม 37 

4 คือ  สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8   

นี่คือเลขสำคัญของเราตั้งแต่แรกเมื่อก่อน แต่ในยุคนี้ตอนนี้ 7 8 9 9  

_ดินดอกพุทธ… ต่อ ๔) คือ เป็นการหลอมรวมพลังมรรค=“สูตรคู่_สู้อวิชชา”

เข้าถึงผล คือ ‘อิสระ_สบาย_สงบ_อบอุ่น_อิ่มเอม_เกษมใส_ใจเกื้อกูล_เพิ่มพูนการเสียสละ่

การบรรจบของ ๔ ข้อ ข้างต้น ย่อมนำ อภิโมทนายํ จิตตํ มาสู่หัวใจลูกๆทุกๆดวง

จึงขอโอกาสมงคลนี้ น้อมรับเคล็ดวิชา ๔๕๗๘ และ ๗๘๙๙ ใส่เกล้า..แปรลงสู่ภาคปฏิบัติบูชา..ถวาย พ่อครู ดังนี้ เจ้าค่ะ!!

รับทราบ!! ปฎิบัติ..เจ้าค่ะ!!

ด้วยจิตคารวะ และ เทิดทูนยิ่ง..เจ้าค่ะ

ตุ๊ก.อัศวิน/ดินดอกพุทธ

พ่อครูว่า…สุดยอดและเป็นความจริงนะ ในพวกเรามีไหม…มี พูดอย่างมั่นใจเลยอาจจะมีคนละมากคนละน้อยก็แล้วแต่มันมีลักษณะพวกนั้นจริงๆ

 อ้าว ทีนี้ กวีสุดท้าย ท่านสมณะชนะผี ชื่อเป็นมงคลดีด้วย หลายคนฟังเผินๆ อ้าวชื่อผีได้ไง แต่นี่ ชื่อตามทะเบียนบ้านของท่านจริงๆเลยนะชื่อท่านแท้ๆเลย 

…ความรักมอบให้พ่อ…

พ่อครูคือผู้มอบ ลูกที่ตอบคือผู้รับ

พ่อครูช่วยกำกับ ให้ลูกรักรับกลับไป 

ลูกนี้สำนึกคุณ ท่านการุณกว่าสิ่งใด 

มอบรักหมดหัวใจ ตลอดไป…นิจนิรันดร์

พ่อครูว่า… บทกวีการการสรรเสริญเยินยอก็มีอย่างนี้ในโลก อาตมาก็ไม่ได้มีใจขึ้นลงกับการสรรเสริญเยินยอ การสรรเสริญเยินยอที่จริงใจก็มี การสรรเสริญที่เอาอกเอาใจ โกหกก็มี สู้การตำหนิไม่ได้ แล้วเราก็พูดกันมามากมาย 

ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ตอนที่ 1

มาเข้าสู่เรื่องที่เราจะฟังบรรยายกันในเนื้อหา เรื่องประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ 

ความมีอธิปไตยของประชาชน อธิปไตยคืออำนาจ คือพลัง ถ้าไปเป็นสิ่งที่มันมิจฉาทิฏฐิก็เรียกว่าอำนาจบาตรใหญ่ ความเป็นอำนาจแล้วก็ยึดอำนาจเอามาเบ่ง เหมือนพวกเทวนิยม เขายังไม่เข้าใจเรื่องถูกต้องสัมมาทิฏฐิพวกนี้ ประเทศทั้งหลายแหล่เทวนิยม เขาจะพยายามสร้างอำนาจให้แก่ตัวเขาให้ประเทศของเขามีอำนาจบาตรใหญ่ เพื่อจะเป็นเจ้าโลก เขาทำจริงๆแข่งขันกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ จนทุกวันนี้เขาก็ยังทำอยู่ โดยเฉพาะทางตะวันตกเทวนิยมที่มีความรู้เป็น เฉโก เท่านั้น ไม่มีความรู้เป็นปัญญา 

เขามีความรู้อย่างนั้นโดยความเป็นจริง ไม่ได้ไปข่มเบ่งดูถูกดูแคลนเขา เขามีความสามารถตามบารมีของเขาเท่านั้น อย่างเช่นศาสดาของเทวนิยมทั้งหลายสอนได้แค่ เฉโก อยู่ในกรอบความรู้ของโลกียะ ไม่ออกมาหาความรู้แบบใหม่ความรู้พิเศษที่เป็นโลกุตระ หรืออุตตระ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นอุตตระเหนือกว่าชาวโลกีย์ที่เขามีมาในโลกไม่ว่าในยุคไหนก็แล้วแต่ 

ถ้าในโลกที่ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เขาจะมีความรู้แต่โลกียะเป็นธรรมดาธรรมชาติ มียุคที่ไม่มีโลกุตระ ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เขาก็จะมีความรู้แต่ทางโลกียะ ซึ่งความรู้ของทางโลกียะจะมีความรู้อยู่ในกรอบแค่ความรู้ดีรู้ชั่ว แล้วปฏิบัติตนให้เป็นคนดีอย่าเป็นคนชั่ว เขามุ่งมั่นและเขาก็ปฏิบัติอย่างนั้นสำเร็จตามสมมุติสัจจะของเขา 

โลกียะยังเป็นสมมุติสัจจะ ยังไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ สมมุติแปลว่ารู้กันทั้งหมด ปรมัตถสัจจะนี้เป็นความรู้ที่ใหม่ เกินกว่าสมมุติที่เขาโลกียะจะสมมุติกัน มันเป็นความรู้ที่ ปฏิโสตัง เป็นความรู้ทวนกระแสโลกียะ 

โลกียะจะลากชีวิตให้ไปหลงความสุขแล้วก็จะต้องมีสุขนิรันดรซึ่งมันไม่จริง พระพุทธเจ้าพิสูจน์แล้วว่าความสุขไม่นิรันดร ความสุขเป็นของหลอก เป็นมายาเป็นความเก๊ และเป็นคนพิสูจน์ได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆหมดสุขหมดทุกข์ได้ เพราะว่าสุขทุกข์เป็นคู่หูที่แยกกันไม่ออกเหมือนกระดาษ 1 แผ่นมี 2 หน้า ฉีกไม่ออกแยกไม่ออก จะฉีกให้มันเป็น 2 หน้าไม่ได้ นอกจากจะฉีกให้เป็น 2 แผ่น 100 แผ่นก็ได้ได้ฉีกหน้าของมันให้เป็น 2 หน้าไม่ได้ หรือบางคนนี้ยิ่งฉีกไม่ได้ใหญ่เลย อย่างนี้เป็นต้น 

เป็นสัจจะอย่างนี้ ศาสนาพุทธเรียนรู้ว่าสุขทุกข์มันอันเดียวกัน มันหลอกคนว่าเป็นสุข แต่แท้จริงมันเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นคนที่วิปลาสเห็นทุกข์เป็นสุข คนที่มีจิตวิปลาสก็ไปหลงเสพอารมณ์สุข มันเป็นแค่อารมณ์ที่เป็นของไม่เที่ยง ไปตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งเสร็จแล้วก็หมดไป แล้วก็หมุนเวียนมาใหม่สำหรับอวิชชา หรือเฉโก ก็จะหมุนวนมาอยากได้สุข เกิดตายตายเกิด เกิดตายตายเกิด เกิดตายตาย ชีวิตจะหมุนอยู่แต่กับความหลงสุขนิรันดร์ เทวนิยมเป็นสุขนิรันดรพระเจ้านิรันดรแต่ของพุทธนั้น สูญ ไม่มี นิรันดร 

แต่จะยืนยาวก็ได้และยืนยาวอย่างมีหลักประกันเลย 

  1. ไม่ทำชั่วอีกเลยตลอด จะเกิดอีกเท่าไหร่ บรรลุอรหันต์แล้วไม่ทำชั่วตลอดไป สัพพปาปส อกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะ สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) 

พอได้ชำระจิตที่เป็นเหตุแห่งความโง่ ดับหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจะเกิดอีกก็ไม่ทำชั่ว และสามารถรู้จักสุขทุกข์ เรียนสุขเรียนทุกข์ ดับสุขดับทุกข์ได้ตั้งแต่ตอนเป็นๆ ดับสุขดับทุกข์ได้อย่างเช่นอาตมา ชีวิตทุกวันนี้ไม่ได้มีสุขมีทุกข์อะไร เป็นจิตที่จะเรียกด้วยภาษาบัญญัติว่า อทุกขมสุข ที่มันไม่ทุกข์ไม่สุขเพราะว่าจิตใจได้ล้างเหตุที่เป็นตัวการ สะอาดไปจากจิตหมดแล้วเรียกว่าอุเบกขา 

อุเบกขามีนัยยะสำคัญไปจากไม่ทุกข์ไม่สุขอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่าอุเบกขานั้นชี้ชัดลงไปว่า บริสุทธิ์สะอาดจากเหตุ ซึ่งปฏิบัติด้วย มโนปวิจาร 18 ที่จริงทั้งหมด 36 18 อันพวกหนึ่งเป็น เคหสิตะ ของทางโลกีย์ แล้วล้างออกจากความเป็นโลกีย์มาเรียกว่าเป็นเนกขัมมะอีก 18 ได้บริบูรณ์เลย 

ยึดถือเหมือนกัน เคหสิตะ 18 ตัวนี้เหมือนกันมาจากเหตุปัจจัยทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวาร แล้วไปหลงความสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์อีก 3 อัน 3 กับ 6 ก็เป็น 18 

โลกียะยังหลง เคหสิตะ หลงสุขในภพนี้ ยึดผิด

โลกุตระของพระพุทธเจ้าก็เป็น มโนปวิจาร 18 แต่หลุดพ้นจากความหลงสุขหลงทุกข์ได้เลย จิตสะอาดจากความสุขความทุกข์ 

เพราะฉะนั้นความสุขความทุกข์นี้จึงเป็นความรู้ที่วิเศษยิ่งกว่าเทวนิยม พระเจ้าศาสดาทางสายพระเจ้าไม่รู้ ไม่มีทางเรียนรู้ปฏิบัติแก้ไข ล้างกิเลส แต่จะหลงกิเลส หลงภพเป็นสุข ซึ่งก็ต้องมีทุกข์ไม่หายไปได้ 

แต่ของศาสนาพุทธหมดสุขหมดทุกข์เลย นี่เป็นสิ่งที่พิเศษประเสริฐ ชาวอโศกเราสัมมาทิฏฐิ อาตมานำสัมมาทิฏฐิของศาสนาพุทธที่มันเสื่อมไปกว่า 2,500 ปีแล้ว นำกลับมาปฏิบัติได้ มีผู้ปฏิบัติได้อย่างพวกเราเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ 

ก็ยืนยงอยู่ได้ และคนที่เป็นอาริยะ ไม่ลงลึกคำว่า อริยะ อารยะ อาริยะ นะ 

พวกเราเป็นอาริยะ 4 เราคือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นจริงๆ และมีเป็นโพธิสัตว์ด้วยในพวกเรา พากเพียรปฏิบัติไป เพราะบรรลุอรหันต์แล้วก็พากเพียรปฏิบัติต่อไปเป็นโพธิสัตว์ 

ซึ่งมันย้อนกลับ จบอรหันต์แล้วย้อนกลับไปปฏิบัติโพธิสัตว์ มันจะมีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อธิบายยาก มันจะกลับไปเหมือนมี แต่ที่จริงตัวเองไม่มี แต่ก็มี เนี่ย เป็นภาษาสิริมหามายา เหมือนผู้ที่เป็นมายาหลอกแต่ที่จริงเป็นสิริมหามายา มันดีมันยิ่งใหญ่ ซึ่งอันนี้มันสุดยอดเป็นมหาสิริ อันนั้นมันเป็นมายาหลอก 100% มันหมดพยัญชนะใช้แล้วจึงต้องใช้พยัญชนะซ้ำซ้อนอธิบายเนื้อหาเอาอย่างที่อาตมาคุณลองอธิบาย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความรู้เป็นโลกุตระ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จึงมีใจบริสุทธิ์จากกิเลสจริงๆ เป็นความจริงที่สามารถปฏิบัติล้างเหตุล้างปัจจัยจริงๆของกิเลส หรือเหตุที่เป็นกิเลสแท้ๆได้จริงๆไม่ใช่ตรรกะไม่ใช่เพียงแต่คิด หรือเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วก็หลงว่าถูก ไม่ใช่ แต่เป็นความจริงแห่งความจริง 

มีจิตจริงแบบนี้คนแบบนี้เป็นชุมชนหรือเป็นกลุ่มหมู่ จึงมีคุณสมบัติของความเป็นอธิปไตย 

พยัญชนะยุคพระพุทธเจ้าคำว่าประชาธิปไตยยังไม่มีบัญญัติภาษานี้ยังไม่มีแต่คุณสมบัติคุณอันพิเศษที่เป็นอธิปไตยของมวลชนมีแล้วในกลุ่มของพระพุทธเจ้า แต่เป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคทาส เป็นยุคที่คนยังไม่เข้าใจเรื่องสิทธิของตน สิทธิมนุษยชาติ ยังเข้าใจไม่ได้ ยังไม่มีความรู้กันเลย เป็นสังคมทาสหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ 

เพราะฉะนั้นจึงอธิบายหรือว่าให้คนเข้าใจเรียนรู้ไม่ได้ เพราะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปค้านแย้งกับพระจ้าแผ่นดินยุคนั้นไม่ได้ เป็นอำนาจเด็ดขาดยิ่งใหญ่เผด็จการสมบูรณ์แบบ ใครกบฏใครไปย้อนแย้งโดนสั่งฆ่า จึงทำไม่ได้ 

ในยุคพระพุทธเจ้าจึงทำได้แต่คนที่มาเข้ารีตของท่าน มาอยู่ในการบริหารปกครองตามหลักธรรมเรียกว่าเป็นพุทธธรรมนูญของท่าน พระเจ้าแผ่นดินยุคโน้นอยู่ในแคว้นอินเดียอยู่ในทวีปอินเดีย เป็นแคว้นใหญ่ 2 แคว้นเหมือนกับในยุคนี้ ในยุคโน้นอยู่ในทวีปอินเดียเท่านั้น คมนาคมยังออกนอกอินเดียไม่ได้ มันก็มีของจริงเป็นสภาวะรูปนามอยู่แล้วคือ แคว้นใหญ่โกศลกับแคว้นใหญ่ของมคธ พระเจ้าพิมพิสารบริหารอยู่ในยุคนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลบริหารอยู่ในแคว้นโกศล  พระเจ้าพิมพิสารบริหารแคว้นมคธ

แล้วพระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านเป็นใหญ่แต่ท่านยอมพระพุทธเจ้า  ยอมอย่างไรคือ ถ้าคนของท่านพลเมืองของพระองค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระเจ้าพิมพิสารก็ตาม จะมาเข้ารีตมาเป็นคนของพระพุทธเจ้า มามีระบบศีลสมาธิปัญญา มีธรรมนูญ มีกฎหมายแบบพระพุทธเจ้า ซึ่งค้านแย้งกับของสมบูรณาญาสิทธิราชเขา เพราะของพระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตย ที่ท่านเรียกในยุคนั้นว่าเป็นผู้รู้ในโลกาธิปไตย เป็นผู้รู้ในอัตตาธิปไตย เป็นผู้รู้ในธรรมาธิปไตย อธิปไตย 3 และเป็นผู้รู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่มวลชนอีก 3 คือ

พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ เป็นอายะ 3 อายะ แปลว่าประโยชน์แปลว่ากำไรหรือสิ่งที่ควรได้ควรมีควรเป็น ของสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์แท้ในประชาชน พหุชนะคือมวลประชาชน พหุ แปลว่ามาก ชนะ ก็คือ ความเป็นประชาชน 

ประชาชนส่วนมากได้รับประโยชน์คือ พหุชนหิตายะ 

พหุชนสุขายะ คือประชาชนส่วนมากมีความสุข โลกานุกัมปายะ  พหุชนหินตายะ และเป็นลัทธิหรือศาสนาที่ไม่ทำแคบๆอยู่แค่พวกของตน เอื้อเฟื้อเจือจานเกื้อกูลให้มนุษย์ทั้งโลก มาได้รับประโยชน์แบบนี้ มามีความสุขแบบนี้ได้ 

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ใครปฏิบัติเรียนรู้พิสูจน์ได้ไปหมดเลย ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเอาสตางค์แลกเปลี่ยนกลับ ไม่ต้องเอาอะไรแลกเปลี่ยนกลับ ทำให้ฟรีๆเลย นี่คืออธิปไตยของประชาชนในยุคพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าใจอธิปไตย 3 กับ อายะ 3 ที่อาตมาขยายความไปแล้ว นี่แหละรวมแล้วคือสมัยนี้เขาเรียกด้วยภาษาที่รู้กันทั่วโลกแล้วก็คือประชาธิปไตย จะมีภาษาของแต่ละชาติเขาเรียกกันไป 

เพราะฉะนั้นความเป็นจริงอย่างหนึ่ง พยัญชนะอาจจะยังไม่ครบบริบูรณ์หรือที่สุดพยัญชนะกลับกันเลยไม่ตรงกันเลยก็ได้ แต่สัจจะเป็นหนึ่งเดียว สภาวะธรรมที่แท้จริงตรงกันหมดไม่ว่าจะในยุคไหน อธิบายแล้วมันจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตามความนิยม ตามมวลประชาชนที่ยึดถืออย่างไรมันก็เปลี่ยนแปลงไป แต่สัจจะที่ดีที่สุด เป็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ดีที่สุดเหมือนกันหมดหนึ่งเดียวในยุคไหนก็ได้สูงสุดเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ และ เป็นสุขที่เป็นโลกุตระด้วย ปรมังสุขัง ไม่ใช่สุขอย่างบำรุงกิเลสแต่เป็นสุขอย่างสงบ ขอยืมภาษาว่าสุขเท่านั้นแต่มันยิ่งกว่าสุข อาตมาแปล ปรมังสุขังว่ายิ่งกว่าสุข ไม่ใช่สุขอย่างโลกีย์เขาเป็น มันสุดยอดอย่างนั้นจริงๆ เป็นเครื่องอาศัยเท่านั้นเอง ยังมีชีวิตอยู่ก็อาศัย ไม่มีชีวิตแล้วก็ตายแยกธาตุ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สูญไปเลิกไป อย่างนี้เป็นต้น 

นี่คือคร่าวๆแยกประชาธิปไตยให้ฟังส่วนนี้ตอนนี้ 

มาลองฟังที่อาตมาได้เรียบเรียงค่อยๆขยายความไปว่า 

ความมีอธิปไตยของประชาชนที่เรียกเป็นศัพท์คือ ประชาธิปไตยนั้น ต้องมี ครบทั้งรูปและนามและ นั่นคือบริบูรณ์ด้วยกายและจิต ยิ่งมีพยัญชนะที่จะสื่อสภาวะขึ้นมาแล้ว รูปก็ดีนามก็ดีหรือว่ากายก็ดีจิตก็ดี ก็ต้องศึกษาพยัญชนะเรียกว่า อธิวจนะ แล้วพยัญชนะพวกนี้กำกับสภาวะอะไรก็ต้องมีสภาวะก่อน สภาวะที่เกิดในจิตก็เป็นวจีสังขาร หรือยังไม่มี อธิวจนะ ที่แปลว่าคำกำหนดเรียก เรียกไปตามชาติตามภาษา 

อย่างเช่นภาษาไทยเรียกว่ากิน ภาษาจีนเรียกว่าเจี๊ย ภาษาอังกฤษเรียกว่า eat อย่างนี้เป็นต้น ความหมายเดียวกัน แต่ภาษาต่างกันไป เพราะฉะนั้นสภาวะจึงเรียกว่า ปฏิฆสัมผัสโส เรียกว่าจิต มันเกิดบัญญัติสภาวะและ ปฏิฆะ มี 2 อย่าง ฆ คือสภาพของจิต ที่เป็นรูปร่างตัวตนมีสภาพ 2 อย่าง สัมผัสกันอยู่ในนี้ยังไม่ตั้งชื่อ ถ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อเลยก็คือยังไม่ใช่ อธิวจนสัมผัสโส สัมผัสแล้วแต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ปฏิฆสัมผัสโส

ปฏิฆะ เราใช้เรียกความไม่ชอบใจ ความโกรธ ก็คือสิ่งที่ยังไม่รู้ มันไม่รู้ก็เลยมีทุกชนิด แรกชนิดหยาบชนิดตื้นก่อนก็คือ โกรธ มันทุกข์ แต่ถ้าสุขมันยังหลงอยู่นะใช่ไหม ถ้าคุณไปหลงสุข สุขมันก็อย่าง สบายมันอย่าง แต่ปฏิฆะ คุณไม่ชอบแล้ว ปฏิฆะ จึงเป็นตัวแรกที่คุณจะรู้ได้ว่ามันไม่ชอบ รัก ชอบ 

ถ้ารัก ชอบ เปมะ ชอบ ปฏิฆะไม่ชอบ แต่เปมะชอบ เปมะคือรัก 

_สู่แดนธรรม… ภาษาสันสกฤตคือเปร 

พ่อครูว่า… ภาษาอังกฤษ เปร ถ้าภาษาไทย เปม เป็นภาษาเป็นความรักเหมือนพลเอกเปรมอย่างนี้ ซึ่งเป็นคู่ในยุคนี้ ชื่อรัก เปรมะชื่อรักก็คู่ใครก็รัก รักพงษ์ 

แต่พลเอกเปรมไม่รู้จักรัก รักพงษ์ แต่รัก รักพงษ์รู้จักพลเอกเปรมดี ไม่ขยายความต่อ ท่านก็ทำประโยชน์ไปตามประสาท่าน ท่านก็เป็นโพธิสัตว์รูปหนึ่ง พูดไว้แค่นี้ขยายความไปมากก็ยาวอีก เดี๋ยวจะไม่อยู่ในกรอบของเรื่อง ประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ มันจะออกไปเป็นธรรมะอะไรอีก เดี๋ยวจะออกนอกค่ายไปใหญ่เลย ชมสวนยาวไกลเลย ไม่กลับเข้ามาในเป้าหมายเลย 

เพราะงั้นในเรื่องของเทวนิยมหรือความรู้ เฉกา เฉโก ความรู้ในกรอบโลกียะจึงไม่รู้รูปรู้นามไม่รู้กายรู้จิต 

เทวนิยมนั้นไม่มีความรู้ในขั้นปัญญา นี่ก็พูด เฉโก กับปัญญานั้น ไม่ง่ายที่เขาจะพอเข้าใจว่าปัญญากับ เฉโก ไม่ใช่อันเดียวกันหรือ ไม่ใช่ ซึ่งไม่ง่ายแต่คนเอาปัญญาไปใช้เป็นความรู้ความฉลาดแทนคำว่า เฉโก ไปนานแล้วแม้แต่คนไทยก็ไปหลงผิดว่าความรู้ความฉลาดมีอันเดียวคือปัญญา ซึ่งที่จริงไม่ใช่ 

ความรู้ความฉลาดส่วนใหญ่ของพวกที่ยังไม่ใช่โลกุตรชน เป็นโลกียชนนั้นเป็นความรู้ ฉลาดเฉโกอยู่ทั้งหมดนั่นแหละ แต่ว่าฉลาดแกมโกงในพจนานุกรมก็แปล ฉลาดมีกิเลสฉลาด ยังไม่หมดกิเลส ฉลาดไม่รู้ว่าเป็นกิเลส เป็นความฉลาดโลกียะ 

เพราะฉะนั้นเทวนิยมนั้นไม่มีความรู้ในขั้นปัญญา แม้แต่จะสัมมาทิฏฐิในคำว่ากาย แม้ชาวเทวนิยมคนไทยที่เป็นพุทธก็ตามยังมีภูมิแค่เทวนิยม ยังไม่มีภูมิที่เป็นปัญญาแท้ มีความรู้อยู่ในกรอบของ เฉโก 

ชาวพุทธส่วนใหญ่ที่อยู่ในเถรสมาคมเป็นต้น เป็นหลักเลย เป็นกระแสหลักของประเทศไทย พุทธศาสนา 

เพราะฉะนั้นมีอโศกเกิดขึ้นมา อาตมานำโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาขึ้นจริง มีท่านพุทธทาสนำคำว่าโลกุตระที่มีในพระไตรปิฎกเอามาเกริ่นกล่าว ท่านพุทธทาสก็เป็นโพธิสัตว์ตามลำดับของท่าน ท่านก็ได้นำมา แต่ท่านยังไม่สูง ท่านก็เลยได้แค่นั้น ท่านอายุ 85 ท่านก็สิ้นไปแล้ว 

อาตมาเกิดมาก็มาขยายผลอย่างแท้จริงของโลกุตระเพราะเป็นหน้าที่ของอาตมา อาตมาเป็นผู้รับช่วงจากพระพุทธเจ้า พูดไปหมดแล้วใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่มีปัญหา ที่จะนำโลกุตระขึ้นมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ 

ซึ่งมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงนำมาก่อน โดยทรงทำทางรูปธรรมของโลกุตระ

อาตมาก็จะมาขยายความทางนามธรรม ซึ่งละเอียดกว่ารูปธรรมมาก ทั้งรู้ก็ยากยิ่งปฏิบัติให้พร้อมเป็น อุภโตภาควิมุติ ก็ยิ่งยาก โลกุตรธรรม หรือได้ความจริงมาเป็นลำดับ 

ผู้ที่สามารถรู้มีปัญญาสัมมาทิฏฐิในความเป็นกาย กายก่อน

กายคำต้น ผู้มีจิตนั้นศึกษากาย สัตว์เดรัจฉานไปจนถึงมนุษย์ถึงอริยบุคคลถึงพระอรหันต์ถึงพระพุทธเจ้าคือพวกจิตนิยาม พวกมีจิตทั้งนั้น เดรัจฉานตั้งแต่เซลล์เดียวที่เป็นสัตว์ เริ่มนับเป็นสัตว์แล้วก็เป็นสิ่งที่มีจิตนิยามทั้งนั้นแต่ต้องพัฒนาจากเดรัจฉานขึ้นไปจนพ้นไปเป็น เวไนยสัตว์ ซึ่งสัตว์ที่สอนได้ 

จัดที่สอนได้ก็มีตั้งแต่ปลาโลมา ช้าง ม้า ก็สอนได้ ที่สอนไม่ได้เขาพยายามสอนเสือ สอนสิงห์ สอนอะไรขึ้นมาอยู่เหมือนกันที่เป็นสัตว์ร้ายก็พอได้ แต่ไม่ง่าย มันก็ค่อยๆไป ซึ่งเดี๋ยวจะละเอียดไป 

สัตว์ที่สอนได้เป็นเวไนย์ จนกระทั่งสัตว์ที่สอนได้ขั้นโลกุตระ คือสอนให้พัฒนาจากโลกียชนคนโลกๆคนโลกีย์ คนที่มีความรู้แค่ เฉโก เฉกา มาเป็นคนที่มีปัญญาโลกุตระได้ เป็น เวไนย สัตว์ที่สอนได้จึงเป็นอีกชั้นหนึ่งที่ยากที่จะรู้ 

ทีนี้คำว่า กาย เทวนิยมยังไม่รู้ หรือแม้แต่ชาวพุทธที่ไม่สัมมาทิฏฐิก็ยาก กายก็ไม่รู้หรือรู้แค่แบบเฉโก กายแบบเฉโก กายคือร่าง ก็หมายเอาภาวะเดียวคือสรีระคือร่าง ภาษาอังกฤษเรียกว่า body คือข้างนอก ไม่เกี่ยวกับจิตนะ เขาจะเข้าใจโดดเดี่ยวว่า กายนี้เป็นแค่สรีระ เป็นแค่ร่าง body 

ซึ่งคำว่า body นั้น ก็หมายถึงเอาความเป็นศพ อย่างคนตายแล้วเหลือแต่ศพนี่แหละคือ body ไม่มีจิตวิญญาณแล้ว body มีแต่ร่างที่ตายแล้ว ไม่มีจิตหรือไม่มีวิญญาณ อยู่ในตัวแล้วจริงๆ 

เพราะฉะนั้นเทวนิยมหรือชาวพุทธก็ตามที่ยังมิจฉาทิฏฐิ เทวนิยมหรือชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิก็จะมีความรู้ไม่ถึงขั้นปัญญา เทวนิยม หรือชาวพุทธก็ตาม ที่ยังไม่มีความรู้ หรือจะมีความรู้แต่ว่าความรู้นั้นไม่ใช่ปัญญา หรือยังไม่ถึงขั้นปัญญา 

มีแต่การวัดค่าของคน ของสังคมกันได้เพียงแค่ความดีความชั่ว ความรู้ เฉกาเฉโก ความรู้โลกียะ จะวัดคุณค่าของคน จะวัดกันเพียงเอาความดีความชั่วมาเป็นเครื่องวัด 

คนมีความดีมากก็เหนือชั้นที่จะมีความชั่ว แต่คนที่มีความสุขที่เป็นโลกุตระเป็นปรมังสุขังหรือไม่มีสุขเลยซึ่งทวนกระแส เขายังมืดยังงงยังสับสนว่าอะไรวะ มันมีอีกคู่หนึ่งด้วยหรือ ดีชั่วเป็นเทวะคู่หนึ่ง แล้วสุขทุกข์เป็นเทวะอีกคู่หนึ่ง เป็นภาวะ 2 ของ 2 คู่นี้ เขาจะรู้แต่ความดีความชั่วจะยังไม่รู้จักรู้สารู้จักกันในเรื่องของความสุขความทุกข์ 

เพราะฉะนั้นเทวนิยมหรือชาวพุทธที่มิจฉาทิฐิอยู่ก็ตามก็จะรู้ตามสมมติตามบัญญัติ หรือแม้แต่ตามกฎหมายของแต่ละชาติแต่ละประเทศ ซึ่งมีความแตกต่างกันไป สมมุติให้มันแตกต่างกันเยอะ แต่ว่าปรมัตถ์จะมีหนึ่งเดียวลงมาหาจุดเดียวกันหมด แต่ชาวโลกียะจะแยกไปเรื่อยๆแตกไปเรื่อยๆแต่ละความรู้แต่ละศาสดาแต่ละศาสนาจะต่างกันไปเรื่อยๆมากขึ้นๆเป็นอย่างนั้น 

แต่ของพุทธจะรวมลงมาเป็นหนึ่งเดียวจบตรงกันหมดเลยสัจจะเป็นหนึ่งเดียว นี่เห็นไหมทิศทาง ทางเดินของการเจริญของจิตวิญญาณของความรู้ความฉลาด มันเดินก็ยังเดินคนละทิศ 

เทวนิยมหรือ เฉโก จะยังไม่มีทางที่จะได้รับความอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละ จบท้ายด้วย เพิ่มพูนเสียสละเป็นปลายเปิดที่คุณจะเสียสละโดยที่คุณไม่ลำบากเกินไป ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌานทั้ง 4 คุณเสียสละนะ 

เพราะฉะนั้นพวกเทวนิยมหรือพวกโลกียะ พวกยังไม่มีความรู้ที่เป็นประชาธิปไตยแบบพุทธโดยเฉพาะ จะไม่มีวันประสบความอิสระ ความสบาย ความสงบ ความอบอุ่น ความอิ่มเอม ความเกษมใส ความมีใจเกื้อกูลหรือความเพิ่มพูนเสียสละ ได้จริงๆ เด็ดขาด 

แต่ชาวพุทธที่ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้วจะได้คุณสมบัติพวกนี้ครบ เพราะฉะนั้นจึงเป็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแบบพุทธโดยเฉพาะมาก ฟังให้ดีๆนะทุกวันนี้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยแบบไทย ที่บริหารกันด้วยในหลวง บริหารกันด้วยนายก ขณะนี้ของไทย ในหลวงรัชกาลที่ 10 นายกประยุทธ์ จันทร์โอชา นี่แหละ เป็นประชาธิปไตยแบบพุทธโดยเฉพาะแล้ว และยิ่งจะดียิ่งขึ้นเพราะคนไทยเกิดเป็นพุทธและยิ่งคนไทยที่มีสัมมาทิฏฐิที่แสวงหาไม่มีอคติมากเห็นว่า พุทธที่สัมมาทิฏฐิอยู่ที่ชาวอโศก ไม่ใช่อยู่ที่ชาวเถรสมาคม เขาจะชัดเจนก็จะมาศึกษา แล้วก็ประพฤติ 

ผู้ที่มีปฏิภาณปัญญาเดี๋ยวนี้เริ่มรู้แล้ว พวกที่มีภูมิปัญญาเฉลียวฉลาดอยู่ในสังคมไทยคนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ จบป. 4 หรือจบด็อกเตอร์ก็ตาม ไม่จบหนังสือสักตัวก็ตาม ถ้าฟังโพธิรักษ์พูดแล้วได้ความรู้นี้ ยิ่งดอกเตอร์ยิ่งเรียนทางโลกเขามาสูงๆด้วย ทำให้หมดกิเลสแล้วจะเข้าใจได้ง่าย แต่บารมีอาตมายังไม่สูงคนเขายังไม่ค่อยเชื่อไม่ค่อยนับถือน้ำมนต์เท่าไหร่ ทำงานมา 50 กว่าปีก็มีความเชื่อถือของสังคมประมาณนี้ ก็ดีแล้ว อาตมาก็พอใจจริงๆเลย ตายลงวันนี้อาตมาก็ไม่มีปัญหา อาตมาได้พัฒนาได้สำเร็จ แต่มันยังไม่จุใจจึงจะพยายามฝืนต่อไป กระเสือกกระสนไป ต่ออายุขัยเป็นการพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้าด้วย 

เพราะฉะนั้นชาวเทวนิยมนี้อาตมาใช้ภาษาบัญญัติแล้วมาเปรียบเทียบในสิ่งที่เราเป็นได้มี อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละ อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นนามธรรมที่พูดมาเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นความอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละนั้น ใครมีเองรู้เอง พแต่เทวนิยมจะไม่สามารถรู้ เขายังไม่มีความสามารถที่จะรู้จริงๆถึงจิตเจตสิก ขั้นเวทนา ขั้นสัญญา ขั้นสังขาร ขั้นวิญญาณ นามรูป อายตนะ เขาจะยังไม่เข้าใจเลย เพราะฉะนั้นอีกนานชาวเทวนิยม 

ชาวไทยจะมีความรู้เรื่องนี้ มีอัตราการก้าวหน้านำหน้าชาวยุโรป ชาวตะวันตก ชาวอเมริกา ไม่ต้องไปพูดถึงเกาหลีเหนือ เพราะนั่นโอ้โห.. ยังอยู่ในหล่มหลุมมืดดำอีกเยอะ ชาวเกาหลีเหนือน่าสงสารเขา เป็นตัวอย่างของโลกอย่างชาวเกาหลีเหนือนี่ เป็นประเทศไม่ใหญ่โตอะไรหรอก เขาไปอย่างนั้นเขามิจฉาทิฏฐิหนัก ซับซ้อน อาตมาจะไม่ขยายความ เป็นความซับซ้อนของเผด็จการประชาธิปไตยของอะไรต่ออะไร เขาดึงเอาไปหมดเอาไปเป็นของเขาหมดเลย 

นี่ก็ขอขยายความ อจินไตย อย่างหนึ่งว่า คิมจองอึนไม่มีลูกชายที่จะสืบทอด นี่เป็น อจินไตย อย่างหนึ่ง มันก็จะสิ้นสูญไปเรื่อยๆ แต่เขาก็พยายามเข็นน้องสาวขึ้นไป เหมือนกับทักษิณพยายามเข็นลูกสาว เพราะว่าลูกชายไม่เอาอ่าวอะไร ไม่มีท่าทีที่พอจะรับได้ ก็มีลูกสาวคนเล็กพอจะเข็นขึ้นได้ มันก็หมดก้นครัวแล้วทักษิณ ยังไม่หมดนะเขายังหวังลูกของอุ๊งอิ๊งอีก ถ้าโตมาพอสมควรแล้ว ถ้าเผื่อว่าเป็นไปได้เนาะ เราก็พูดเผื่อๆไว้ เอาละเดี๋ยวจะออกนอกเรื่องไปมาก 

คือ เทวนิยมนี้จะไม่สามารถรู้โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยและธรรมาธิปไตย และก็จะไม่รู้เรื่อง พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ อย่างที่เคยอธิบายย่อยๆสังเกตผ่านมาเมื่อกี้นี้ 

พหุชนหิตายะนั้น คือเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ คนที่มี พหุชนหิตายะอย่างจริงใจอย่างมีความรู้อย่างมีปัญญา 

เพราะฉะนั้นกรรมกิริยาที่ตัวเองมีจะต้องทำเพื่อมวลมนุษยชาติ  ทำประโยชน์อะไรคือประโยชน์อันควร กัมมัญญาการกระทำที่ควร จะมีความรู้อันนั้นจริงๆที่จะรู้ว่าอะไรเป็นโทษตามบารมีของแต่ละคน แม้ว่าโทษน้อยโทษเล็กไม่ทำเสียดีกว่า นอกจากสุดวิสัยเขาก็จำเป็นต้องทำ แต่ผู้ไม่รู้ก็ไม่รู้ มันเป็นโทษเป็นภัยมากเขาก็ยังไม่รู้เลย เช่น พวกสร้างอาวุธ 

สร้างอาวุธอะไรให้ร้ายแรงขึ้นมาในโลก อย่างเช่นคิมจองอึนเขาไม่มีความรู้หรอกเขาก็สร้างแต่อาวุธให้มันยิ่งใหญ่ เขาก็นึกว่าถ้าไม่สามารถสร้างอาวุธให้ยิ่งใหญ่กว่าใคร ไว้ขู่ประเทศอื่นอันนี้ เขาก็จะยากเหมือนกัน มันก็เป็นความจำเป็นที่เขาต้องทำ ก็เข้าใจเขาเห็นใจเขา ถ้าเขาไม่ทำก็ไม่รอด อยู่ไม่ได้ 

นอกนั้นประเทศอื่นก็เบ่งกันแล้วก็ปกปิดกันอยู่ ซึ่งอย่างเช่นจีนแผ่นดินใหญ่เป็นลัทธิแก้จากคอมมิวนิสต์มาเป็นประชาธิปไตย จากเฉโก มามีปัญญาเพิ่มขึ้นบ้างแล้ว อย่างเช่นประเทศจีนนี่ก็จะเป็นตัวอย่างกันไปเรื่อย ๆ 

อาตมาก็อธิบายไปตามความรู้ความจริงใจของอาตมา ใครที่รับได้ตอนนี้ก็ฟังไปก่อน อาตมาจะไม่ลงรายละเอียด จนกระทั่งพวกเราจะตามความละเอียดลึกซึ้งไม่ได้ อาตมาก็จะต้องอธิบายฐานที่มันตื้นก่อนไปตามลำดับ 

เพราะฉะนั้นพวกเทวนิยมสายพระเจ้าจึงไม่สามารถรู้ความสุขความทุกข์ด้วยปัญญา เขาจะรู้ความสุขของเขาแบบ เฉโก เขาไม่รู้ว่าสุขทุกข์เป็นมายาเป็นธาตุคู่ 

แล้วเป็นทาสด้วย เป็นทาสความสุขความทุกข์ยังติดยึดในความสุขความทุกข์เป็นทาสด้วย มันก็จะไม่ประสีประสา 

แค่สัมมาทิฏฐิชาวเทวนิยมก็ไม่สามารถรู้ให้เป็นสัมมาทิฐิ เพราะฉะนั้นการจะทำให้มวลมนุษยชาติหรือว่าสังคม ที่เขาเรียกตัวเองว่าสังคมประชาธิปไตยจะให้เกิดมีความรู้ตามความรู้ความฉลาดแบบเทวนิยมมาเป็นอเทวนิยมหรือเป็นโลกุตระนั้น จึงไม่ได้ ยังยาก เพราะภูมิธรรมจิตความรู้ความฉลาดของเขาจริงๆ เขายังออกมาจากกรอบของโลกียะไม่ได้ มันบังคับไม่ได้ ไปบีบบังคับ เหมือนจะบีบบังคับกล้วยดิบ บีบให้มันสุกๆมันก็เละเลย ไม่มีทางบีบได้หรอก ต้องบ่มมันให้เวลามันให้มันทำของมันเอง ดอกไม้มันจะบานมันก็บานของมันเอง 

ดอกไม้อยากให้มันบาน ก็ไปฉีกกลีบของมันออกมันก็พังหมด มันจะบานก็บานของมันเอง นี่เป็นฃสัจจะนะ

เพราะฉะนั้นในความยึดที่ยึดว่ามันเที่ยงมันจะต้องเป็นอย่างนี้อยู่ ชาวเทวนิยมยังยึดในความรู้ความฉลาดของตนเอง ก็อยู่ในกรอบแต่ความดีความชั่ว แล้วยังแย่งความสุข แย่งความสุขมาให้ตน ทำความทุกข์ให้คนอื่น อย่างเก่งก็มาสุขมาทุกข์ด้วยกัน โดยเขาแยกสุขทุกข์ไม่ออก เขาบอกว่ามาสุขด้วยกัน สุขกันเถอะเรา 

เขาจะให้แย่งความสุขมาแล้วก็เอาความทุกข์ไปโยนให้คนอื่น มันก็เป็นความหลงเป็นอุปทาน มันอุปาทานได้อย่างไม่มีประมาณ ยึดติดภพชาติอย่างไม่มีประมาณ มันก็ไม่มีทางจบจิต พวกเทวนิยมไม่มีทางจบกิจในการหลงเสพสุข จึงไม่สามารถสิ้นทุกข์อย่างสมบูรณ์ สมบูรณ์ได้ 

ชาวอโศกคือสังคมตัวอย่างของมวลมนุษยชาติ ที่เป็นประชาธิปไตยแบบโลกุตตระ หรือแบบไทยโดยเฉพาะ นี่แหละชาวอโศกจะเป็นต้นตอรากเหง้า ของประชาธิปไตยแบบไทยหรือแบบพุทธ แบบโลกุตระโดยเฉพาะ ซึ่งมีผู้ค้นพบคือพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยแบบนี้ 

แต่คนที่เขาไปกำหนดยึดมั่นว่า ประชาธิปไตยต้องเป็นแบบที่เขาเรียนมาแน่นอนเขาก็แย้งกับอาตมา เพราะเขาก็ไม่มีความรู้อย่างที่อาตมาพูดเขาก็แย้ง เขาก็ฝันเฟื่องไปเอง ฝันอะไร อาตมาพาพวกเราให้มีประชาธิปไตยได้และขอยืนยันว่า ความจริงของความเป็นประชาธิปไตยเมืองไทยเป็นแบบพุทธแบบไทย โดยเฉพาะ ไม่เหมือนประเทศไหนหรอกในโลก 

ซึ่งก็น่าสงสารพวก 3 นิ้วหรือพวกแดงที่ตกยุก มันก็ต้องมีในโลกมันก็ต้องมีคนโง่ ในโลกมันขาดคนโง่ไม่ได้หรอก คนโง่เขาก็นึกว่าเขาฉลาด เขานึกว่าเขาถูกอยู่ ก็ศึกษาไปเถอะทุกอย่างเป็นตัวอย่างให้แก่เราได้ศึกษา แต่ส่วนใหญ่ของไทยมาหมดแล้ว อันนั้นมันส่วนย่อย ระดมกันจะมาประท้วงแล้วมากันไม่กี่คน ตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่กี่คน ยังจะไปอดข้าวตายในคุก คนไทยก็สงสารเนาะ ก็เลยแบ่งรับแบ่งสู้ว่าอย่าปล่อยให้ตายนะ ถ้าตายแล้วเสียท่า ซึ่งก็จริงจะปล่อยให้ตายก็ตายฟรีเพราะมันโง่หนักยายแบมยายตะวัน ถ้าใจถึงจริงๆยอมอดจนตายก็ตาย มันอยู่ที่ว่า นี่เขาอุตส่าห์ปล่อยอยู่นะแล้วไม่ออก คือมันย้อนแย้งดูแล้วมันน่าเขกกบาลพวกนี้ เขาปล่อยให้ออก มันก็ไม่ออก กูจะประท้วงอยู่อย่างนี้แหละ นี่ก็ดูมันน่าเขกกบาลสักที พูดอย่างสงสารเอ็นดู มันไม่ประสีประสา มัน innocent จริงๆ ก็ยกตัวอย่างประกอบการอธิบายมันมีสภาวะมันมีสภาพจริงพวกนี้พวกนี้อยู่ ทักษิณที่เป็นหัวหน้านึกว่าตัวเองเก่ง พรรคที่ยังหลงไหลเข้าพวกอยู่กับทักษิณก็ดู ตอนนี้ก็มียังไงยังไง 

พลังประชารัฐจะไปร่วมมือกับเพื่อไทย เพื่อไทยก็บอกว่าไม่ใช่ทักษิณควบคุมนะ เพื่อไทย มีหลายคนนะสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ของทักษิณนะพยายามบอก ดีไม่ดีออกจากเพื่อไทยแล้ว นี่มันจะเป็นจริงไปเรื่อยๆคอยดู 

เพราะฉะนั้นพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ต้องห่วง เลือกตั้งวันอะไรนะ ยังไม่ได้กำหนด 

เราก็ทำไปตามประสาเรา พวกเราก็ตั้งพรรคสัมมาธิปไตย เป็นพรรคเล็กๆ ยังไม่เละหรอกนะ เป็นพรรคเล็กๆน้อยๆกระจ้อยๆ ยังไม่มีใครรู้จักหรอก แต่ก็ทำไปก่อน ค่อยๆทำ ค่อยๆก่อหวอด ค่อยๆเริ่มต้นไป 

เรามีเวลาพอ เราพออยู่พอกิน เรามีสิ่งที่จะทำอะไรกับโลกก็เป็นไปกับโลกเขาบ้าง เพื่อที่จะเป็นตัวอย่างว่าเราก็มีวิสัยทัศน์ เรามีเจตคติอะไรของเราแบบเรา เราก็พยายามสร้างแบบที่ความคิดของเรา วิสัยทัศน์แบบเรา เจตคติแบบเรา ทำไป 

ซึ่งเราก็มีแกนของความรู้อยู่ว่าเป็นโลกุตรธรรม มันก็จะเป็นแบบที่เราทำ ชาวอโศกนี่คือสังคมตัวอย่างของหมู่ชนที่เป็นประชาธิปไตยแบบโลกุตระ ซึ่งบริบูรณ์ ทั้งความเป็นสังคมนิยม ประชาธิปไตยสุดยอดแบบพุทธ เป็นทั้งแบบสังคมนิยมสุดยอด เป็นสุดยอดแห่งคอมมิวนิสต์ และสุดยอดแห่งความเป็นประชาธิปไตยด้วย 

เป็นคอมมิวนิสต์สุดยอด ประชาธิปไตยสุดยอด นี่คือความจริงเลย 

แวะบอกนักประชาธิปไตยทั้งหลายเอ๋ย นักประชาธิปไตยตัวแท้จะไม่หาเสียง 

ฟังศัพท์นี้ก็แล้วกัน 

นักประชาธิปไตยตัวแท้จะไม่หาเสียง แต่จะทำงานจริงๆกับมวลประชาชน หาเสียงกับทำงานจริงๆกับมวลประชาชนมันต่างกันนะ คนที่ทำงานจริงๆกับมวลประชาชนนั่นคือนักประชาธิปไตย แต่คนที่ยังหาเสียงเอาแต่หาเสียง เน้นวิธีหาเสียง พัฒนาวิธีการที่จะหาเสียง พวกนี้เก๊ เป็นนักประชาธิปไตยเก๊

นักประชาธิปไตยแท้นั้นไม่กังวลหรอก ใครจะหาเสียงช่างหัวใคร ไม่ต้องไปเสียเวลา มุ่งหน้าทำงานกับประชาชนจริงจังเลย โดยเฉพาะเมืองไทยมีปัญญามีความรู้ในเรื่องของโลกุตระ ประชาธิปไตยจริงแล้วมองออก ถ้าไปทำอยู่ที่ตะวันตกอเมริกาพวกนี้ เขาก็มองกันไม่ออกเพราะว่าประชาชนเขาไม่ได้มีความรู้โลกุตระ เขายังไม่ออกจากกรอบแบบสมมุติสัจจะของเขา เพราะฉะนั้นก็จึงเป็นไปได้ยากอีก 

จะเห็นได้ว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่มีสังคมมนุษย์ที่มีภูมิธรรม ไกลกว่าชาวตะวันตกมาก ไกลกว่าอเมริกา ไกลกว่าตะวันตก 

เพราะว่าคุณธรรมของหมู่มวลมนุษย์ โดยเฉพาะชาวอโศก เป็นคุณธรรมที่จะมีศีลจริงๆ มีสมาธิจริงๆ มีปัญญาจริงๆ แม้ในเถรสมาคมก็มีศีลที่มิจฉาทิฏฐิ มีแต่ สีลพตุปาทาน สีลัพพตปรามาส ก็ไม่ได้ มีศีลตามจารีตประเพณีไป มะยังภันเตแล้วก็ปฏิบัติแต่กายกับวาจาเท่านั้นนะ แต่จิต ก็ไปนั่งหลับตาสมาธิเอาซึ่งไปแยกจากถูกซึ่งมันผิดแล้ว แยกไม่ได้ กายวาจาใจ ไปแยกออกจากกันเลย พวกนั่งหลับตาเดียรถีย์ที่มีมิจฉาทิฏฐิชาวพุทธ  

เพราะฉะนั้นศีล มันต้องมั่นคงด้วยปัญญา สมาธิ ก็ต้องมั่นคงด้วยปัญญา โดยเฉพาะปัญญานั้นต้องสัมมาทิฏฐิด้วยปัญญา 8 

ศีลจะไม่ใช่แค่ สีลพตุปาทาน ที่เป็นศีลแค่จารีตประเพณีแล้วศีลไม่พาบรรลุนิพพานไม่ใช่ ศีลนี่แหละจะพาบรรลุนิพพาน พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดๆอาตมาจำสำนวนทั้งหมดและบาลีด้วยว่าศีลนี่แหละจะพาไปนิพพาน ตอนเขาให้ศีล 5 

สีเลนะสุคติงยันติ สีเลนนะโภคสัมปทา สีเลนนะนิพพุติงยันติ ตัสมาสีลังวิโสธเย 

ศีลจะนำพาให้เจริญหมดเลยถึงนิพพาน เพราะฉะนั้นศีลไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่สัมมาทิฏฐินี่แหละชาวพุทธส่วนใหญ่ แต่ชาวพุทธอโศก หรือชาวพุทธไม่ใช่ไปหลงงมงายอยู่กับจารีต กระแสหลักเท่านั้น มันยังมีปฏิภาณปัญญาพอรู้สัมมาทิฏฐิบางอย่าง เช่นผู้บริหารพลเอกประยุทธ์ก็ตามก็ยังเข้าใจเรื่องพวกนี้โน้มเน้นมาทางอโศก โน้มเน้นมาทางแบบที่พวกเราอธิบายไม่ไปหลงงมงายไปตามเทวนิยมหรือตามกระแสหลักที่ยังมิจฉาทิฐิกันอยู่ 

เพราะฉะนั้นศีลสัมมาทิฏฐิ สมาธิก็จึงจะสัมมาทิฏฐิ ปัญญาจึงจะสัมมาทิฏฐิ วิมุติ จึงจะสัมมาทิฏฐิ 

เมื่อศีลก็ไม่ใช่ถูกต้องตามของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติกัน ความรู้ก็ยังไม่ถูก สมาธิมันก็ยังไม่ถูก มันไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า ไปนั่งหลับตาแค่นั้นมันก็ผิดแล้ว หลับตาแค่นั้นมันก็ไม่มีกายแล้ว อธิบายมาก็ยากแทงด้วยหอกร้อยเล่มก็หักตอนเช้า ตอนกลางวันตอนเย็นอีกอย่างละ 100 เล่มก็หัก คนพวกยึดมั่นถือมั่นพวกนี้เขาก็ยังนั่งหลับตาก็ยังนั่งทำสมาธิหลับตา ไม่มาเรียนรู้ว่า ฌานวิสัย ของพุทธนั้นลืมตา ทำตามหลักจรณะ 15 แล้วก็จะมีฌาน 4 อยู่ในจรณะ 15 นั้น 

ฌาน ไปนั่งหลับตานั้นเป็นเดียรถีย์ มันคนละแบบ ต้องเห็นความแตกต่างจากฌานที่ได้จากการนั่งหลับตา เขาก็เรียกฌาน คือ อย่างน้อยก็ยึดเอาไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 เป็นหลัก เขาก็ทำได้ แต่มันมีนัยยะละเอียดที่มากมายลึกซึ้งกว่านั้นอีกเยอะในความเป็นฌาน 

ลืมตานี้ไม่มีนิวรณ์ได้เก่งกว่าหลับตาไม่มีนิวรณ์อีก ลืมตามีตากระทบรูป  หู

กระทบเสียง กายหรือกาม ทั้ง 5 ทวารอยู่เหนือมันหมดไม่มีนิวรณ์ได้ในการลืมตา ไปหลับตา ตาไม่กระทบรูปหูไม่กระทบเสียง ทำเหมือนคนตาบอด หูหนวกมันก็ง่ายสิ แต่มันลืมตาสัมผัสนี่สิผเขาไม่รู้ พวกหลับตาจะไม่รู้อย่างมหาบัวหรือสายนั่งหลับตาจะไม่รู้จักกามคุณ 5 

การกินหมากกินพลูเป็นตัวอย่างที่ยืนยัน ไม่ใช่ไปถล่มทลายท่าน ก็เป็นตัวอย่างที่ยืนยันอยู่แล้ว อันอื่นก็ซับซ้อนดูยาก แต่ตัวนี้เป็นสิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันที่แท้จริง ยังติดหมากติดพลูอยู่ด้วยรูปรสกลื่นเสียงสัมผัส เสพติดอยู่ เรียกว่าเสพติดก็ไม่รู้จักความเสพติด อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นจึงยังไม่มีปัญญา สมาธิก็ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นโลกีย์อยู่ทั่วๆไป ยังไม่สามารถเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เพราะฉะนั้นจึงไม่เริ่มต้นปัญญาตั้งแต่รู้จักกายในกาย 

ถ้าเรียกว่ากายในกาย มันจะมีภายนอกไหม มี มันต้องมีภายนอกด้วยถึงจะไปเรียกว่ากายในกาย ใช่ไหม มันก็ต้องแยกว่าแล้วในมันก็ต้องมีนอกนี่นะ ถ้าไม่นอกแล้วจะไปเรียกในอย่างเดียวได้อย่างไร กาย ไม่ต้องมีนอกมีในสิ แต่นี่กาย มันมีนอกด้วยมันจึงมีใน มันมีในมันก็ต้องมีนอกใช่ไหม นี่คืออธิบายละเอียดๆให้ฟัง 

เพราะฉะนั้นกายจะไปแยกไม่มีภายนอก ไม่มีภายใน มิจฉาทิฏฐิ กายเดี่ยวๆๆไม่ได้มีแต่ร่างสรีระภายนอกอย่างเดียวคือกายไม่ได้ กาย พระพุทธเจ้าเน้นว่าเป็นภายในเป็นหลักด้วย อย่างที่ท่านยืนยันอยู่ในพระไตรปิฎกข้อ 630 เล่ม 23 

ที่บอกว่า กาย นั้น ตถาคตเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ 

พวกที่ยึดติดกายเป็นร่างเฉยๆไม่เกี่ยวกับจิตก็หูหักสิ เอ๊ พระพุทธเจ้านี่ตรัสผิดตรัสใหม่ได้นะ กายจะไปหมายถึงจิต ถึงมโน วิญญาณได้อย่างไร เห็นไหม ไปสู่รู้ ว่า พระพุทธเจ้าตรัสผิดได้อย่างไร 

แต่ยังดีนะพระไตรปิฎกยังแปลมาตามพยัญชนะด้วยความซื่อสัตย์ 

เพราะฉะนั้นที่ความรู้ความฉลาดที่เขามีและเขาก็เรียกกันว่าปัญญาไปหมด ยังไม่ใช่ปัญญาของพระพุทธเจ้า ต้องมาแยกแยะให้เห็นดีๆ ปัญญาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร มันไม่ใช่ปัญญาของพระพุทธเจ้าแต่เป็นความรู้ความฉลาด ที่เฉโกอยู่ คือความฉลาดที่ยังไม่มีโลกุตรธรรม มันเป็นความฉลาดที่มีแต่โลกียธรรม มันยังหลงสุขมันยังไปกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันยังเต็มไปด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ที่ไม่สามารถจะหมดกิเลสาวะได้เด็ดขาด ยังยังไม่สามารถที่จะออกจากตรงนี้ได้ 

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยตะวันตกที่ไปเรียนด็อกเตอร์มาจากตะวันตกมา ได้ดอกเตอร์ทางรัฐศาสตร์ ก็เป็นประชาธิปไตยแบบโลกียะ ประชาธิปไตยที่เป็นลัทธิประชาธิปไตยเทวนิยม ประชาธิปไตยที่ยังไม่ออกนอกกรอบ ไม่เหมือนประชาธิปไตยเมืองไทยที่มีแกนหลักของพระพุทธเจ้า ซึ่งมันเสื่อมไปหมดแล้วล่ะอาตมาเอามาสถาปนาขึ้นมาใหม่ แล้วก็เรียกชาวอโศกนี่ว่าเป็นนักการเมือง ออกไปประท้วงเปิดตัวตั้งแต่พ.ศ 2549 อาตมาพาไป ทำงานการเมืองอย่างจริงจังมาตั้งแต่พ.ศ 2549 จนถึงบัดนี้แน่นอน ก็ยืนยันว่าการเมืองต้องมีธรรมะโดยเฉพาะธรรมะโลกุตระ ธรรมะโลกียะนั้นมันเป็นสมบัติผลัดกันชม ธรรมะโลกียะมันก็แย่งอำนาจแย่งความใหญ่โตแย่งลาภยศสรรเสริญแย่งความสุขกันอยู่ ยังวนเวียนอยู่ในโลกียะนั่นแหละ มันไม่หยุดเด็ดขาดหรอก มันไม่หยุดแย่งหรอกไม่สงบได้หรอก 

แต่ของชาวพุทธโดยเฉพาะประชาธิปไตยพุทธโดยเฉพาะนี่แหละ สงบไม่แย่ง ใครอยากแย่งเอาไป เขาได้แต่โลกีย์ให้เขาไปอีก แต่ของเราได้โลกุตระของเราแล้วไปแย่งทำไมเราไม่ได้ไปอยากได้โลกีย์ เขาอยากได้อยู่เขาก็แย่งกัน 

เหมือนกัน ขณะนี้มีคนเขาเอาชาวอโศกง่ายๆเลย คนเขาแย่งเงินแย่งทองกัน ชาวอโศกไม่ได้ไปแย่งเงินแย่งทองอะไร พวกเรานี้ก็ทำพออาศัยไปนิดๆหน่อยๆหมุนเวียนสะพัด แม้จะอยู่ในสภาพของความมีน้อย ก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้น 1 มีน้อยนี่แหละหมุนเวียนสักพักกันในความมีน้อยนี่แหละ 

แต่พวกนักเศรษฐศาสตร์เขาบอกว่ามันจนนี่แหละทำไมมันทำอะไรใหญ่ๆได้ รถแม็คโคร 800 มีอยู่ในประเทศไทย 2 คัน 1 คันอยู่ที่นี่ อีก 1 คันอยู่ที่เหมืองถ่านหิน เราก็ทำเฉยๆเอาแม็คโคร 800 ไปถางหญ้า ทำไม อโศกจะทำ 

_สู่แดนธรรม… เราซื้อมาเพื่อยืนยันความจนครับ 

พ่อครูว่า… แต่เราก็เอาไปทำงาน ของเรานี้ตอนนี้ก็ทำภูเขา ภูเฮา ยกหิน ต้องใช้แรงดียกขึ้นสบายหน่อย จนกระทั่งทุกวันนี้เรามีเครื่องมือพอใช้ อุปัทวเหตุก็ยังไม่ปรากฏนะ พวกเราทำงานกันมาต่อสิ่งที่หนักที่ลำบากลำบน มันเป็นการพิสูจน์สิ่งที่ลำบาก สร้างสิ่งที่ลำบากสร้างกันอย่างยากเย็น เขาไม่สร้างหรอกแต่เราสร้างเพราะเราเห็นว่าควรทำซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง 

ในยุคอาตมาพาทำ จะไม่ไปสร้างปราสาทสวยๆเป็นนครวัดนครธม หรือไปสร้างพีระมิดอาตมาไม่ทำ แต่อาตมาจะพามาทำธรรมชาติ และซับซ้อนเป็นธรรมชาติที่ลึกซึ้งกว่ากันเยอะกว่า พีระมิดจะมีอะไรแหลมๆกองๆเรียงหิน แม้แต่กองหินเป็นนครวัดนครธมก็ทำได้ แต่อาตมานี้สารพัดมีต้นไม้มีลำธารมีภูเขา 

ตอนนี้มีปลูกหญ้า เขาเรียกว่าถั่วบราซิลเราปลูกไปปลูกมาจะเปลี่ยนชื่อจากถั่วบราซิลมาเป็นหญ้าอโศก เรียกหญ้าดอกเหลืองน่อย เอาละ 

เพราะฉะนั้นสรุปแล้วตอนนี้ เหลืออีก 5 นาทีก็ ความเป็นสังคมประชาธิปไตยสรุปความอย่างนี้ก็แล้วกัน โลกเขาก็ใช้คำร่วมประชาธิปไตย ภาษาอังกฤษภาษาฝรั่งเศสภาษาจีนเขาจะใช้อะไรก็ว่ากันไป ถึงหมายถึงความเป็นสภาวะของประชาธิปไตยนี่แหละ 

ของไทยจึงเป็นแบบไทยโดยเฉพาะ ซึ่งมาจากปัญญาพระพุทธเจ้า อาตมานำมาขยายและพาทำ และในหลวง ร. 9 ท่านก็พาทำอยู่แล้ว พวกเราก็มีภูมิธรรมโพธิสัตว์ร่วมมือกันทำขึ้นมา เป็นประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นตัวอย่างของโลก เป็นตัวอย่างประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ ที่เรียกได้ว่าเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ นอกนั้นประเทศอื่นๆยังเป็นประชาธิปไตยโลกียะอยู่ทั้งนั้น 

เพราะประเด็นหลักๆ ประชาธิปไตยของชาวตะวันตกหรือชาวเทวนิยมนั้น เขายังแย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เขายังยึดจะเอาสุข สุขก็ได้ลาภยศสุขก็ได้ยิ่งใหญ่ในลาภยศสรรเสริญสุข เขาจะมีอยู่แต่โลกียะอย่างนั้นเป็นประชาธิปไตยที่หมดสุขหมดทุกข์ไม่ได้ ของเขาไม่รู้เรื่อง 

หมดจนกระทั่งจิตเป็นอุเบกขาจริง เป็นจิตบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เขาจะทำไม่ได้ ซึ่งมันยั่งยืน  มั่นคงเที่ยงแท้ด้วย มันเป็นอุเบกขาหมดสุขหมดทุกข์อย่างยั่งยืน เขาจะทำแค่ลดสุขลดทุกข์ก็ยังไม่มีปัญญาเลย 

แค่จะเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เขาก็เป็นไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยของพวกตะวันตกพวกยุโรปอเมริกาก็ตามหรือทุกชาติในโลกที่ไม่มีศาสนาพุทธ ที่สัมมาทิฏฐิ จึงเป็นประชาธิปไตยที่แย่งโลกียธรรมกัน แย่งกันอย่าง ไม่ลดลาวาศอกกัน แย่งกันอย่างนั้นจริงๆมีแต่จะแย่งสมบัติแล้วก็ผลัดกันชม มันก็ไม่เที่ยง โลกียสมบัติไม่เที่ยง ไม่เที่ยงอยู่ตลอดกาลไม่มีจบไม่มีพักนี่แหละ เป็นหมาหอบแดดที่แย่งกันไป แง่งๆๆ กันอยู่นี่ 

เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยแบบพุทธที่เป็นโลกุตระเท่านั้นที่เป็นประชาธิปไตยที่ยิ่งกว่าสุข คือ ปรมังสุขัง ไม่ติดสุขติดทุกข์เลย แล้วก็ประสบภาวะอิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละ 

นี้ อย่างนี้แหละ ยั่งยืนอย่างยั่งยืน จะเป็นตัวอย่างที่เป็นจริง อย่างน้อยมาดูได้จากหมู่มวล ชุมชน สังคมชาวอโศกจ้า พูดได้ไหม อนุญาตแล้วนะ 

พวกเรายืนยันว่ามันเป็นจริง ที่อาตมาประมวลคำว่า อิสระก็ตาม สบายก็ตามสงบอบอุ่นอะไรก็ตาม เหมือนภาษาง่ายๆเหมือนภาษามันเป็นภาษาไทยง่ายๆ มันรู้สภาวะแต่ลึกซึ้ง 

เทวนิยมไม่เป็นอิสระแม้แต่เป็นทาสพระเจ้า แต่ชาวพุทธไม่เป็นทาสพระเจ้ารู้จักพระเจ้าดี และจะจัดการแยกสลายพระเจ้าให้สูญไปเลยได้ หรือพระเจ้าไม่มายุ่งกับเรา เราจะเกิดจะตายก็ของเรา เราจะสุขจะทุกข์ก็ของเรา พิสูจน์ได้เลยเราพิสูจน์แล้วพระพุทธเจ้าพาพิสูจน์มาแล้วอาตมาเป็นชาวอโศก นำพาพวกเราชาวอโศกพิสูจน์ได้ ได้ไหม …ได้ โอ้โห…แข็งแรง ได้ ที่จริงน่าจะเอาไมโครโฟนรับเสียงหน่อย จะได้ขานรับ มันไกลไม่ค่อยเข้าไมค์

ได้จริงๆ นี่คือสัจธรรมที่อาตมาก็จะนำเปิดเผย ยังมีเวลาอีก 2 วัน จะได้สาธยายประชาธิปไตยแบบไทยโดยเฉพาะ กันต่อไปอีก อีก 2 วัน ในงานนี้ตั้งใจที่จะสาธยายอันนี้ อาตมาร่างเอาไว้ได้พูดมาได้ 4 หน้า ที่ร่างเอาไว้นี้ 13 หน้า เพิ่งบรรยายไปได้ 4 หน้า เดี๋ยวอธิบายข้างหลังนี่ มันจะต้องเร็วขึ้นแล้ว อีก 2 วัน 

เวลาหมดแล้ว 11 กุมภาพันธ์ 2566 คู่เอกกับคู่ 6 สำหรับวันนี้ก็จบเพียงเท่านี้เจริญธรรมทุกคน …สาธุ