660728 จรณะ 15 คือการยืนยันหลักปฏิบัติไม่ผิดของพุทธ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #32 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/15Pfvnt7BHw2xQ6HoQ93UjQRQwoyLKGmW/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                                  

ดาวน์โหลดเสียงที่   https://drive.google.com/file/d/11Ayb9BfpzTL6XuGjl_GzH8iz5SczVwbK/view?usp=sharing 

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660728–15-e27g0rr 

ดูวิดีโอได้ที่https://youtu.be/bqPMQ6tgKTY 

และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/3664051557151240/ 

พ่อครูว่า…เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2566 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8(2) ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูออกอากาศที่ชั้น 4 เฮือนศูนย์สูญ 

เราก็มาสู่ที่จะเจรจาพาทีเรื่องราวที่ควรจะพูดกันไป บางทีเขาก็เรียกว่าธรรมะ บางทีเขาก็เรียกว่าเรื่องสังคม บางทีเขาก็เรียกว่าการเมือง บางทีก็เรียกว่าเรื่องเศรษฐกิจ บางทีเขาก็เรียกว่าเรื่อง สัมมมาปิ เรื่องปกิณกะ ว่าไป คนเรานี่มันจุกจิกดีนะ 

SMS วันที่ 24-27 ก.ค. 2566

อรหันต์จะไม่ยึดแม้แต่ร่างกายนี้ว่าเป็นเราเป็นของเรา

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

ลูกได้ฟังว่าพ่อครูแม้ว่าจะนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล พ่อครูก็ยังประสงค์จะเทศน์ ลูกซาบซึ้งในความกรุณาของพ่อครูมากค่ะ ฟังมาว่าการผ่าตัดครั้งนี้หมอใช้วิธีฉีดยาชา และหัวใจของพ่อครูยังทำงานนิ่งมาก ลูกขอกราบเรียนถามว่า ขณะผ่าตัดพ่อครูรู้สึกอย่างไร ยังเจ็บบ้างไหม พ่อครูคิดอะไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… อยากจะรู้ไปหมดเลยนะ ตอนที่ไปผ่าตัด เขาใช้วิธีฉีดยาชา เพราะว่าไม่ได้ผ่าตัดใหญ่อะไร ผ่าตัดแผลที่ขา คว้านเอาเนื้อไม่ดีออกไป หมอเขาเห็นว่าควรทำ เพราะว่าทิ้งไว้เดี๋ยวจะกลายเป็นมะเร็ง เอาไปตรวจดูถึงรู้ว่าเป็นมะเร็ง เขาใช้ฉีดยาชา มันก็ชาไม่รู้สึกอะไร มันไม่เจ็บไม่ปวด เขาฉีดยาชาแล้วดูเหมือนจะฉีด 2 เข็ม ฉีดยาชาเข็มแรกเขาก็ถามว่าเจ็บไหม อาตมาก็ว่าไม่เจ็บ เขาก็ขอฉีดอีกเข็มเสริม มันก็ยิ่งไม่เจ็บ

ถามว่าหัวใจพ่อครูยังทำงานนิ่งมาก หมอเขาก็ชม อาตมาก็ปกติไม่ได้มีความรู้สึกว่าเขาจะผ่าเขาจะตัด หรือเราจะต้องกลัว จะวอบแวบไม่มี จิตอาตมาก็ปกติ จะผ่าก็ผ่าไป แต่เขาเอาผ้ามากั้นไม่ให้เห็น เอาฉากมากั้น ขายืดยาวไปข้างหน้า ไม่ให้อาตมาเห็นมือหมอเอามีดลงอะไรต่ออะไร แต่มันก็รู้ว่าเขากำลังทำอยู่ ก็เห็นหัวหมอ เห็นมือแขนหมอขยับๆ มันก็เดาได้ว่าผ่า ไม่ได้หลับอะไร ก็มีความรู้สึกปกติ ก็เห็นเขาผ่า ไม่เห็นเขาผ่าแต่รู้อิริยาบถส่วนอื่น ก็ทำไปทำไปจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย ผ้าก๊อซห่อปิดพลาสเตอร์พันเสร็จเรียบร้อย เขาถึงเปิดฉากให้เห็นดู จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็เต็มไปด้วยผ้าก๊อซหุ้มอยู่ ขาโตขนาดนี้แน่ะ 

เขาก็รู้สึกได้ ใครก็รู้สึกว่าอาตมาไม่ได้กลัวไม่ได้สะทกสะท้านอะไรก็เฉยๆเขาก็ทำงานไป คิดอะไรก็คิดบ้าง จะปรุงธรรมะธรรมโมอะไรไป ดูอะไรไปก็ธรรมดา ตามสิ่งที่มันสัมผัสข้างหน้า จะคิดอะไรก็คิด ไม่ได้จำ ตอนนั้นไม่ได้จำ แต่ก็สบายๆมันมีอะไร ผิดปกติอะไร คนเขาก็ทำงานกับแข้งกับขาของเราจะผ่าจะเฉือนก็ทำไปสิ เราก็ดูของเรา หมอเขาก็ทำของหมอไม่เกี่ยวกัน หมอเขาก็ทำหน้าที่ของหมอ แม้จะมาเกี่ยวกับขาเรา ขาก็ขาที่เราอาศัยมันเท่านั้นไม่ใช่ของของเรา มันก็ดีเขามาปรับปรุงให้ มันก็เหมือนบ้านเหมือนเรือน บ้านมันไม่ดี มันชำรุด มันผุมันพังเขาก็มาซ่อมมาแซม ก็ไม่เจ็บไม่ปวดอะไร มันก็เหมือนอย่างนั้น 

ส่วนใหญ่คนจะตื่นเต้นที่คนที่ยึด อันนี้มันละเอียดใครที่ยึดเป็นเราเป็นของเราก็ไปตื่นเต้นหมด เอาล่ะพูดหยาบๆไว้แค่นี้ก็แล้วกัน ไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา เสร็จแล้วมันจะถูกกระทบกระเทือนจะถูกเปลี่ยนแปลงก็กลัว เอาความรู้สึกสามัญ กลัวเจ็บกลัวปวด กลัวไม่ปกติอะไรต่ออะไรก็เป็นไป อาตมาไม่ได้มีความรู้สึกพวกนั้น 

ที่พยายามขยายความให้ฟังเพื่อให้เห็นว่า จิตใจของคนเป็นอรหันต์หรือจิตใจของคนที่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไรเป็นเราเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ร่างกายของเรา สรีระก็ไม่ใช่สรีระของเรา ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น มันก็ไม่มีปัญหาอะไร มันก็เฉยๆ 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม  · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูง กราบขอบพระคุณ ท่านปัจฉาที่ดูแล เอาใจใส่พ่อท่านเป็นอย่างดี และคอยแจ้งข่าวของพ่อท่าน ให้พวกได้คลายความกังวลใจได้ค่ะ

พ่อครูว่า… ขอบคุณที่เป็นกังวลใจห่วงหาอาวรณ์ มีความผูกพันสัมพันธ์ ขอขอบคุณก็ดีแล้วล่ะ ไม่มีอะไรไม่น่าห่วงอะไรมากมาย มันแผลยังไม่หายดีก็กว่าเขาจะเอาผ้าเอาอะไรต่ออะไรที่พันออก อย่างที่เขานัดไว้ก็ 7 วันนี้ก็ผ่านไป 2 วัน เหลืออีก 4-5 วัน มันก็มีความรู้สึกว่ามันหายแสบ ตอนแรกๆใหม่ๆก็มีแสบ แต่ไม่มากหรอกแล้วก็ค่อยๆลดลง แต่มันยังมีเจ็บ มันคงจะเป็นความช้ำระบมที่มันเป็นแผลที่มันกำลังปรับตัว มันก็เลยรู้สึกอย่างนั้น มันมีนิดๆ มันไม่มีมาก แต่มันก็เจ็บคือมันไม่ปกติ เวลาลงน้ำหนักเวลาจะเคลื่อนตัวจะเหยียดมันก็รู้สึกว่ามันเจ็บนิดๆ แต่เราก็ไม่ได้เจตนาจะให้มันเจ็บมากก็เลยโขยกเขยกเอา 

ทำไมพ่อครูไม่ฟื้นฟูพรรคพลังธรรมแต่ตั้งพรรคสัมมาธิปไตยแทน

_ช่อทิพ หนูทอง  · เรียนถามพ่อครูว่า ทำไมตั้งพรรคสัมมา ทำไมไม่กลับไปฟื้นฟู พรรคพลังธรรม คะ?  เรียนถามพ่อครูว่า..เราจะป้องกันไม่ให้พวกเครื่องแบบสีเขียวมาครอบงำพรรคสัมมา เหมือนตอนตั้งพรรคพลังธรรม คะ?

พ่อครูว่า… ก็ตอบอย่างที่คุณคิดก็มีส่วน พรรคพลังธรรมนั้นไม่ใช่อาตมาเข้าไปเกี่ยวพัน หรือว่าไปมีส่วนบงการแนะนำ หรือเป็นที่ปรึกษา ห่าง พรรคพลังธรรมกับพรรคสัมมา อาตมาเป็นที่ปรึกษาพรรคพลังธรรมห่างกว่าพรรคสัมมา ชื่อเต็มๆก็พรรค สัมมาธิปไตย อันนี้อาตมาใกล้ชิดกว่า 

ถ้าไปเอาพรรคพลังธรรมมา เดี๋ยวคุณจำลองแต่ก่อนนี้เขาเคยเป็นหัวหน้าพรรคมันจะรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขามันจะมีอยู่ อาตมาไม่อยากให้มีความรู้สึกอย่างนั้นจากคุณจำลองหรือใครๆ ก็เลยตั้งขึ้นมาให้พวกเรารู้สึกว่าอันนี้เป็นพรรคอิสระเป็นพรรคของเรา โดยไม่ได้ไปเกี่ยวพัน ไม่ได้สืบเนื่อง ไม่ได้ต่ออะไร จะต่อก็ต่อกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อกับธรรมะพระพุทธเจ้าโดยตรงเลยเจตนาอย่างนั้น ไม่ได้เกี่ยวหรอกพรรคพลังธรรม ไม่เกี่ยวกับสีเขียวที่จะมาครอบงำวุ่นวาย พรรคพลังธรรมก็ไม่ ยิ่งพรรคสัมมาธิปไตยยิ่งไม่เกี่ยว 

ชีวิตคนสูงสุดจบที่การเสียสละการให้ 

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม  · กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพอย่างสูงพ่อท่านจบลงได้ คือเสียสละ กราบสาธุกับท่าน ส.ฟ้าไท ส.ด่วนดี และ สม.กล้าข้ามฝัน ที่นำเอาคำสั่งสอนของพ่อท่านมาขยายมาให้พวกเรามาย่อยให้ได้ความสมบูรณ์มากขึ้น กราบสาธุค่ะ

พ่อครูว่า… เดี๋ยวค่อยมาทวนตรงนี้ จบลงได้คือเสียสละ 

ดีก็ได้ทราบความจริง พวกเราก็ได้ขยายความให้ชัดเจนขึ้น 

ที่นี้ที่อาตมาจบลงได้ที่เสียสละ อาตมาก็เคยสำทับในคำต่างๆที่อาตมาได้ร้อยเรียงถึงคุณธรรม คุณค่าหรือคุณธรรมของคุณค่าหรือคุณธรรมของมนุษยชาติ เริ่มตั้งแต่คำว่า อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ ลงท้ายด้วยคุณสมบัติสุดท้าย จบลงที่การเสียสละ มันเป็นสิ่งที่จบจริงๆ 

ชีวิตทั้งชีวิตมีจิตวิญญาณควบคุมเป็นประธาน พระอรหันต์ขึ้นไปหมดตัวหมดตนหมดความยึดถือแล้ว อาตมาเอาคุณสมบัติหรือคุณธรรม ของพระอรหันต์มาพูด เพราะอาตมาเป็นพระอรหันต์ อาตมาก็ยืนยันได้ว่ามันเป็นอย่างนี้พระอรหันต์ที่ไม่มีตัวตน 

ชีวิตที่เหลือของพระอรหันต์ไปมันไม่มีอะไร มีแต่ให้กับให้ มีแต่เสียสละ สรีระร่างขันธ์ที่มีจิตเป็นประธานควบคุมดูแลก็เกิดกายกรรมวจีกรรมออกมา เกี่ยวพันกับข้างนอกเขา ก็มีแต่ทำเพื่อให้เพื่อเสียสละ และพิสูจน์ความเป็นคนสูงสุด จบกิจหรือว่าเป็นพระอรหันต์ขึ้นไปแล้ว มันมีกายกรรมวจีกรรมมีแต่ทำงานเพื่อรับใช้ปวงชน รับใช้โลก มีแต่ให้โลกเขา ตัวเราไม่เอาอะไรเลย ชีวิตให้คนอื่นเขาเลี้ยงไว้  ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา  ใครเห็นคุณค่าก็เลี้ยงไว้ใครเขาไม่เห็นคุณค่าเขาก็ไม่เลี้ยง ปล่อยให้ตายยัง ขออภัย จิตที่มันมีตัว สัญจิจจะ มันมีจิตที่จะเดินต่อเป็นเจตภูติต่อ ที่มันจะแสดงออกไปมันบอกว่า ปล่อยให้ตายเหมือนหมาตัวหนึ่ง ไม่เลี้ยงไม่ดูไม่แลเลย 

มันพิสูจน์ว่าคนเรา เป็นคนกายกรรม วจีกรรมของเราที่จะมีพฤติอยู่ในโลกต่อไป มันมีประโยชน์ไหม มีคุณค่าต่อโลกต่อมนุษยชาติต่อสัตว์โลก ต่อดินน้ำไฟลม ต่อพืชพันธุ์ธัญญาหาร ต่ออะไรต่ออะไรไหม ถ้าคนมีกายกรรม วจีกรรม ที่มีประโยชน์คุณค่า โดยเฉพาะคนเขาเห็นคุณค่า เขาไม่ปล่อยให้ตายง่ายๆหรอก ต้องสอดใส่อะไรเอาไว้หรือมาต่อสายอีรุงตุงนังเราไม่เอานะ มันหนักขนาดนั้นก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติได้เท่าไหร่เท่านั้นก็พอ ไม่ต้องมาใส่สายอะไรไม่เอา 

ในที่สุดอาตมาจะกลายเป็นมนุษย์พืชก็ไม่ต้องใส่ท่อใส่อะไรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แม้แต่จิตมันจะดรอปไปหามนุษย์พืชแล้วไม่รู้เรื่องแล้ว เขาจะรักษาชีวิตไว้ ถ้าเป็นมนุษย์พืชแล้วไม่ต้องเสียบต้องใส่อะไรแล้ว คุณไม่บาปหรอก ปล่อยให้ตายก็ไม่บาป เพราะว่าระดับตกไปเป็น พีชนิยาม มันไม่มีเวรภัย ไม่มีบาปบุญอะไรแล้ว 

เพราะฉะนั้นคนที่ไปถอดท่อจากมนุษย์พืชออก มันไม่บาปหรอก ขออภัยนะที่พูดนี้ หลายคนจะบอกว่าเขาก็นึกถึง ญาติโกโยติกา ถึงแม้จะเป็นมนุษย์พืชก็ยังเอาไว้ไม่ให้ตาย เขาก็อย่างนั้นเท่านั้นเอง ก็เป็นเรื่องของจิตวิญญาณของมนุษย์ 

สภาพยอดเยี่ยม 8 ประการของศาสนาพุทธ

_เมฆงาม โชควิบูลย์กิจ  · กราบนมัสการพ่อครูสมณะสิกขมาตุทุกท่านพร้อมพี่น้อง 4 ฐานะค่ะได้รับเรียนรู้จากพ่อครูสอนดีมากเลยค่ะ ยิ่งบอกว่าพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ได้แจกจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ดีมากเลยค่ะ สาธุ สาธุในกุศลกิจตลอดระยะเวลาปีที่ผ่านมายอดเยี่ยมมากที่สุดในโลกนี้ค่ะ

พ่อครูว่า… คุณรู้สึกว่าเข้าใจได้ประโยชน์เป็นคุณค่า คุณก็บอกว่าดีมาก คนที่เขาฟังไม่รู้เรื่องเขารับไม่ได้ เขาอาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่อง ไม่ถูกทางของเขา เขาก็บอกว่าไม่ได้ดีมากอะไร มันพูดอะไรวะมันมาจากไหนเอาตำแหน่งมาเป็นนักบวชของพระพุทธเจ้าก็ว่าไป มันก็เป็นความเห็นของคนแต่ละคน คุณมองเห็นประโยชน์คุณก็ว่าไปอย่างนี้ 

คุณมาช่วยกันเก็บไปแจกสิ เมฆงามอยู่ที่ไหน มันโตทันคนเก็บแน่นอน ไม่มีหมดหรอก เก็บได้มุมนั้นมุมนี้เก็บไปแจกไปใส่กระท่อมปันบุญหรือไปแจกที่อื่นก็ว่าไป 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ นี่แหละคือปลาย เรื่องการเสียสละ สุดท้ายก็เพิ่มพูนความเสียสละ เพิ่มพูนการเสียสละ ชีวิตมนุษย์สูงสุดก็มีแต่เสียสละและก็พยายามเสียสละให้ได้มากขึ้น เรียกว่า เพิ่มพูน ให้ได้มากขึ้นมากขึ้นไป มันก็เป็นคำจบของความสมบูรณ์ของคุณธรรมมนุษย์แล้ว 

คุณธรรมของเราก็มีจิตวิญญาณอันนี้กันก็ทำ สังคมของเราทำอันนี้อยู่ มีแต่วันๆหนึ่งก็พากันไปเสียสละ แจกจ่าย เจือจาน เกื้อกูลคนอื่นได้มากเท่าไหร่ มันก็สุขสำราญเบิกบานใจ 

นั่นแหละ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เขาคนที่ได้รับมีปฏิคาหก เราเป็นทายกได้ให้ก็สุขสำราญเบิกบานใจ มีผู้รับผู้ให้ เพราะสิ่งที่ให้นี้เขาก็ยินดีไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็นพิษภัยเลวร้าย แต่เป็นสิ่งดีสิ่งวิเศษเอาไปใช้กินอยู่ได้เลี้ยงชีพได้ยังชีพได้ เป็นสิ่งที่มีค่าเป็นปัจจัยของชีวิต อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ 

อาตมาว่าอาตมาเรียบเรียงคำทั้ง 8 คำนี้ มันสมบูรณ์แบบแล้วในการที่จะทำให้มนุษยชาติมีคุณธรรมอันนี้ได้ ในพวกเราชาวอโศกที่อยู่นี้ เราจะมีความรู้สึก 8 อย่างนี้ไหม แต่ละวัน แต่ละวัน ถ้ารู้สึกว่ามีอันนี้จริงๆก็แสดงว่าอาตมาไม่ได้โมเม ไม่ได้กล่าวตู่ ไม่ได้มาขี้ตู่กลางนาขี้ตาตุ๊กแกอะไร มันเป็นสัจจะจริงๆ มันก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วอาตมาก็พอใจในสิ่งที่ทำงานได้เข้าเป้าของเจตนารมณ์ของธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า 

คนโลกุตระจะจบด้วย 8 ข้อ จะจบด้วยความจิตจะมีอิสระ มันบอกยาก อธิบายไม่หมด คนทั้งโลกต้องการอิสระ แต่เทวนิยมเขาไม่เป็นอิสระ อย่างน้อยที่สุดก็เป็นทาสของพระเจ้า เทวนิยมที่มีพระเจ้าเป็นนายเขา ไม่อิสระตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ของพระพุทธเจ้าอิสระสมบูรณ์เลยเป็นนัตตาของตัวเอง หมดกิเลสแล้วไม่มีตัวตน ก็ไม่มีใครเป็นเจ้า หมด ถ้าไม่หมดกิเลส คุณก็มีกิเลสเป็นเจ้า กิเลสนี่แหละพระเจ้า พระเจ้านี่แหละคือ กิเลส 

ถ้าให้ชัดลงไปคือ กิเลสก็คือพระเจ้า กิเลสก็คือซาตาน ซาตานก็คือพระเจ้า พระเจ้าก็คือซาตาน แต่เขาอวิชชา เขาไม่รู้ 2 ใน 1 ไม่รู้ 1 ใน 2 ถ้ารู้ 2 ใน 1และ 1 ใน 2 อันนี้ แล้วก็อยู่เหนือความเป็น 1 เป็น 2 ชีวิตจะมีชีวิตก็มีอยู่กับความมีและไม่มีเป็น 2 และก็รู้ว่าไม่มีอย่างไร มีอย่างไรอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเรายังมีชีวิตก็มีไป มีเหตุปัจจัยของชีวิต มีกายกระทบสัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรากระทบ เราก็อยู่กับสภาพที่มีเป็นของจริง ที่มีภาวะสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา เราก็กำหนดรู้เราจะปรุงแต่งอย่างไร เราก็ปรุงแต่งกันไปตามควร สังขาร วิญญาณ เราก็ว่างๆสบายๆ ไม่สุขไม่ทุกข์สูงสุด 

ก็จริงของคุณนะ มันยอดเยี่ยมในโลกนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นสังคมใดในโลกทำได้อย่างนี้ แล้วก็มีสภาพเป็นอยู่ได้ด้วยคุณภาพ 8 ชนิดนี้ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ ได้อย่างนี้แล้วก็เป็นการจบพฤติกรรม พฤตินัย ใครยังเหลือ ไม่จบ มากน้อยเท่าไร ก็ทำให้จบ 

พ่อครูนำประท้วงรัฐบาลเลว อย่าเอาคนกิเลสหนาตัณหาจัดมาเป็นนายกฯ

_สว่างแสง ขวัญดาว  · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูคะ ลูกไม่เคยคิด ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าประเทศไทยเคยมีพ่อครูเคยนำพามวลชนออกไปประท้วงผู้นำทุจริต พ่อครูทำอย่างไรคะ ซึ่งลูกคิดว่าคนรุ่นหนุ่มสาวปัจจุบันอาจไม่เคยรู้ว่ามี นักบวชมานำพาหรือรู้แต่รู้ผิด ๆ เขาก็รับไม่ได้ค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… ในโทรทัศน์เราก็ออกรีรัน เอาภาพเก่าๆที่อาตมาออกไป อาตมาไม่ได้ไปแสดงตัวทำเท่ห์ทำใหญ่ทำเป็นผู้นำอะไร ไม่ใช่ แต่พวกเราชาวอโศกเรารู้ดีว่าอาตมานำ และอาตมาก็นำตั้งแต่พาพวกเราไปประท้วงตั้งแต่ออกไป แล้วก็ไปตั้งแถวอยู่ที่ถนนราชดำเนินใน แล้วก็เดินตั้งแถวนำขบวนเข้าสู่สนามหลวง เดินอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย คนข้างทางเขาก็มีด่าบ้างก็มี มาไหว้ก็มี แต่ดูเหมือนจะมาด่ามากกว่ามาไหว้ เพราะเขาคงไม่เคยเห็นพระมาเริ่มต้นที่จะมาทำ เขารู้ว่าจะมาตั้งหน้าตั้งตาประท้วง แล้วเราเข้าสู่สนามหลวงตั้งแต่ พ.ศ 2549 เข้าไปในเต็นท์ไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็อยู่กันไปอีกนานเลย จนกระทั่งขึ้นเวทีว่าอะไรต่ออะไรไป จนกระทั่งเราพยายามมีโทรทัศน์ แล้วก็มีเวทีเองมีโทรทัศน์เอง มันก็ก้าวหน้าพัฒนาไป 

มันก็เลยกลายเป็นว่าคนที่เขามี Concept ว่า พระไม่น่ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองขนาดนี้ เขาก็ตัดทิ้ง ว่าอาตมาไม่ใช่ภิกษุของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า เขาก็ตัดทิ้ง อาตมาก็ไม่มีปัญหาสำหรับคนที่เขาเข้าใจไม่ได้ แต่อาตมาก็มั่นใจว่าอาตมาทำงานนี้เป็นการเสียสละ ทำงานนี้เพื่อมวลประชาชนให้เป็นอยู่สุข และอาตมาทำไปแล้ว ผลมันก็ออกมาดี 

อาตมาไม่ต้องพูดและคนเขาก็ไม่คิด เพราะเราไม่ได้ผูก ไม่ได้ไปกำหนด ไม่ได้ไปยึดเป็นเจ้าของเจ้าของอะไร ไปทำงานทำให้ระงับพฤติการณ์ของผู้บริหาร เรียกกันสรุปว่า รัฐบาลทรราช เราก็ทำให้รัฐบาลทรราชตั้งแต่รัฐบาลทรราชทักษิณ รัฐบาลทรราชสมัคร รัฐบาลทรราชสมชาย รัฐบาลทรราชยิ่งลักษณ์ เราก็ไปประท้วง เป็นช่วงๆตั้งแต่ 2549 จนปี 2557 จนเรียบร้อย ยิ่งลักษณ์จบ แล้วพลเอกประยุทธ์มารับไม้ต่อ ที่อาตมาบอกว่าไม่ได้เป็นเผด็จการ ไม่ได้มายึดอำนาจอะไร แต่ต้องพูดไปตามประสาโลก ภาษาสมมุติโลก ว่าผมขอยึดอำนาจ 

แล้วก็ต้องทำแบบนั้น มันต้องทำรูปธรรมให้เป็นแบบนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นเขาไม่รู้เรื่องกันไปอธิบายได้อย่างไรก็เลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ” ทั้งๆที่ตอนยึดอำนาจนั้นคนรักษาการก็ไม่มีอำนาจ ขาลอยหมดแล้ว เป็นแต่เพียงเหลือแต่ร่องรอย มันเป็นสมมุติในโลกที่ยังมี 

ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาก็บริหารประเทศ ขอยึดอำนาจก็คือบริหารประเทศขึ้นเป็นนายกตั้งแต่บัดนั้น พวกเราก็สบาย นายกตู่ พลเอกประยุทธ์ก็บริหารไป ก็เข้าตาประชาชน ก็เห็นว่ามันเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ ทำได้ดี มาจนกระทั่ง 8-9 ปี เดี๋ยวนี้ก็ยังทำงานเป็นนายกอยู่ ที่จริงทำงานเป็นนายกอยู่จะเรียกว่ารักษาการ นายกทำหน้าที่เต็มอยู่ เขาก็เห็นว่ามันมีเรื่องมีราวตามรัฐธรรมนูญตามกฎหมายเลือกตั้ง ไม่มีการได้รับเลือกตั้งได้คะแนนมากมายแล้วก็ทำท่าทีจะสรุปผลว่าจะเป็นนายก ทั้งที่ยังไม่ได้สรุปผลจริงเลยว่าเป็นนายกได้ แต่เขาอยากจะเป็น เขาก็โมเมว่าเขาเป็นแล้ว ยังไม่ได้เอารายชื่อขึ้นทูลเกล้าในหลวง อะไรต่างๆนานาก็ยังอีกตั้งไกล แล้วก็ดูท่าที มันจะได้เป็นหรือพิธาเอย เขาบอกว่าผมนี่แหละนายกคนที่ 30 อะไรอย่างนี้ จนป่านนี้ตกไปหรือยัง ตกไปแล้วด้วย เห็นไหม

นี่มันคือกิเลสของตัวคน แล้วก็หลงตัวหลงตน ไม่อยู่กับร่องกับรอย แค่นี้แสดงกิเลสออกหน้ามีแต่กิเลสออกหน้าไป คนกิเลสขนาดนี้จะมาเป็นผู้นำของประเทศ มันด่างพร้อย ไม่มีคุณสมบัติเป็นนายกเลย คนกิเลสหนาตัณหาจัดขนาดนี้ มันไม่สมควรเลย จำเอาไว้คนๆนี้ 

แล้วอาตมาไม่เชื่อว่ากิเลสเขาจะน้อยลง ถ้าเขายังเอาอีก กิเลสเขายิ่งสูงขึ้นหนาขึ้น แล้วคุณจะเอาคนที่กิเลสขนาดนี้ ขนาดที่เขามีขนาดนี้ยังแสดงออกขนาดนี้ ถ้าเขามาอีก เขายิ่งจะแรงกว่านี้อีกนะกิเลสเขาจะต้องเพิ่มขึ้นอีก แล้วจะเอามาเป็นนายกรัฐมนตรีเอาคนกิเลสหนามาเป็นผู้บริหารบ้านเมือง เห็นแก่ตัวเห็นแก่พวก เห็นแก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างนี้อยู่ แต่เขาก็ทำที่ซ่อนพรางไปตามประสาเขา เพราะฉะนั้นอาตมาว่า ดีไม่ดีมันจะหนักกว่าทักษิณก็ไม่รู้ได้ ให้ระวัง อาตมาก็ให้สัญญาณเอาไว้ นี่ก็พูดแต่ความจริงใจ 

สงสารนะเขาไม่น่าจะมีกิเลสขนาดนี้ แต่มันช่วยไม่ได้เขามีของเขา อาตมาก็พูดไปตามเนื้อผ้า

_Focus Tan โฟกัส แทน : วาทะสั้นๆ แต่สั่นสะเทือนหัวใจคนรักชาติ “คนที่ลืมรากเหง้าของตนเอง ทรยศมาตุภูมิ และทำชาติแตกแยก จะเจอจุดจบที่ไม่ดี“ “สี จิ้นผิง”

พ่อครูว่า… ชัดเจน อาตมาไม่ขยายความ 

ธรรมะของพระพุทธเจ้าหาที่สุดไม่ได้ แต่หาที่สุดได้คือ 0 

_เพียรผ่องพุทธ กล้าจน  · น้อมกราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ลูกตั้งใจน้อมฟังธรรมะทุกครั้งได้ประโยชน์พัฒนาขัดเกลาจิตวิญญาณตัวเองให้ผ่องใสใจสงบมีสมาธิมากขึ้น มีปัญญาในการอ่านจิตได้ทันที่เจอผัสสะ เช่นในเรื่องอาหาร แม้ได้กินอาหารที่ไม่สมดุลกับตัวเองแต่ต้องอาศัยกินเลี้ยงกาย ใจก็ยินดีมีสุข พิจารณาว่าผู้ปรุงก็มีจิตทำกุศล อาหารก็เป็นอุตุนิยามแล้วมันปรุงอะไรไม่ได้อีกแล้ว แต่คนกินนั่นเองเป็นคนปรุงต่อว่าชอบหรือชัง กินเอาประโยชน์เท่าที่ร่างกายต้องการไม่แน่นท้องเกินไป ใจเราก็เบา ร่างกายก็เบาสบาย ทำให้กินอาหารในชามนั้นได้หมดจาน ตอนแรกกิเลสมันไม่อยากกินเพราะรู้สึกไม่สมดุล แต่พอลูกได้ล้างความไม่ยินดี ให้ยินดีได้ ก็กินอาหารได้รสดี หมดจานค่ะ ตั้งจิตว่ากินมื้อเดียว ร่างกายแม้กินอาหารไม่มากแต่ก็รู้สึกอิ่มเต็มได้ถึงเช้าวันใหม่ค่ะ. กราบขอบพระคุณที่เมตตาสาธยายธรรมมะที่ให้ได้นำองค์ความรู้มาสนับสนุนการเรียนปริญาโทในการทำวิจัยได้มากค่ะ.กราบ

พ่อครูว่า… นี่เป็นผลจากเราเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาสาธยายคุณเพียรผ่องพุทธก็เลยได้ประโยชน์ ได้ความรู้ความเข้าใจอันนี้ไป ไปทำงานศึกษาปริญญาโทได้ เป็นการวิจัยทำปริญญาโท ธรรมะที่อาตมาพูดพวกเราได้เอาไปใช้ทำปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เยอะ หลายร้อยคนแล้ว 

อันนี้อาตมาก็ว่ามันเป็นสัจธรรม ฟังธรรมะที่อาตมาอธิบายมาแล้ว แล้วก็เอาไปทำวิจัย เอาไปทำ Thesis เอาไปทำประโยชน์ในการศึกษาจบปริญญาตรี โท เอก กันมาเยอะแล้ว​ ก็ดีเป็นสัจธรรม 

แสดงว่า แม้ว่าอาตมานี่จะเป็นหมาหัวเน่าในประเทศไทย ในวงการศาสนาพุทธ ที่พุทธกระแสหลักเขาตีตราให้อาตมาเลย เป็นหมาหัวเน่าของศาสนาพุทธ เป็นกบฏของศาสนาพุทธ แต่อาตมาก็ยืนยันเอาสัจธรรมนี้ประกาศ​ เขาต้านเขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะปิดประตูไม่ให้อาตมาแสดงออกได้เลย พูดไม่ได้ แสดงออกไม่ได้ แต่สุดท้ายสัจธรรมของอาตมาถูกปิดไม่ได้

แม้ที่สุดก็เอาเรื่องทางธรรมะไม่ได้อยู่แล้ว  เขาก็เอาเรื่องทางโลกมาปิดปากอาตมา ไม่ให้อาตมาจัดการเลย แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายลูกหรือกฎหมายสากล​ มันก็เป็นสัจจะมันปิดไม่ได้ นี่มันสุดทาง ปิดให้อาตมาไม่ให้แสดงธรรมที่เป็นสัจธรรมที่ควรมีในโลก​ แสดงว่าประเทศไทยยังมีผู้มีภูมิธรรม มีผู้รู้และมีกฎหมาย จะเป็นส.ส. จะเป็นผู้ดูแลกฎหมายอยู่ก็ทำกฎหมายออกมา แล้วกฎหมายเหล่านั้นก็อยู่ในความถูกต้องไปตามธรรม 

เขาใช้กฎหมายกับอาตมาไม่รู้กี่ประเด็น สุดท้ายเขาทำให้อาตมาผิด​ แต่อาตมาไม่ได้ผิด อาตมาแพ้​ เขาทำให้อาตมาผิด เขาเบี้ยว เขาเบี่ยง เขาเลี่ยง เขาหลบ พูดได้ตรงๆเลยว่าทำเท็จ เอาอาตมาผิดด้วยความเท็จ จริงๆแล้วอาตมาก็ไม่ได้ผิด ไม่ได้มีเท็จ แต่เขาผิด เขาเท็จ เขาทำจนกระทั่งเขาชนะ เขาชนะสมมุติ แต่โดยปรมัตถ์แล้วเขาไม่ได้ชนะอาตมาเลย อาตมาบอกว่าอาตมาแพ้ได้ เขาจะลงโทษผิดกฎหมาย จนกระทั่ง ตราลงโทษทางกฎหมายจริงๆให้อาตมารอลงอาญา 2 ปีนะถูกตัดสินสุดท้าย ถึงศาลที่ 2 ศาลอุทธรณ์ จะเป็นศาลฎีกา ท่านทนายทองใบจะบอกว่าให้ฎีกาอีก อาตมาบอกว่าไม่เอาแล้ว เขาจะให้ผิดก็ผิดเลย จบ ไปลองมาถึง 2 ศาลแล้ว ศาลอุทธรณ์ก็ผิดอยู่แล้วต่ออีกก็ผิด อาตมาว่าไม่ต้องเสียเวลาหรอก เขาจะให้ผิดก็ผิดไปก็แล้วกัน แต่อาตมาไม่ได้ผิด เขาจะเอาผิดแบบสมมุติโลกก็แล้วไป แล้วอาตมาก็ได้ทำอยู่ตามธรรมะ อาตมาภาพปฏิบัติธรรม ประกาศธรรม ขยายธรรมะ อย่างทุกวันนี้ยิ่งขยายลึกซึ้งละเอียดตามความเห็นของอาตมาตั้งแต่ต้นตั้งแต่เริ่มแรก มาจนถึงทุกวันนี้อาตมาก็ยังอธิบายธรรมะตามทิฏฐิของอาตมา ตามความรู้ความเชื่อมั่นของอาตมาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งมันยิ่งยืนยันชัดเจน

ถ้าอาตมาไม่ถูกค้านแย้งโลกหรือว่าสังคมพุทธในโลก หรือกระแสหลักนี่แหละ เขาก็เป็นคนถูกสิ อาตมาก็เป็นคนผิดสิ ถ้าเผื่อว่าสัจธรรมมันเป็นอย่างนั้น แต่จริงๆแล้วนี่ เขาผิด อาตมาถูกต่างหากอาตมาจึงแสดงธรรมที่จริงแต่เป็นหมู่น้อยที่ไม่สงสัย แน่นอนเขาเป็นหมู่ใหญ่ เพราะยุคนี้เป็นยุคพุทธศาสนาโลกุตรธรรมมันเสื่อม คนมันเสื่อมไปจากโลกุตรธรรม ตามจริง ตามสัจจะเลย ตามไตรลักษณ์ ตามคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าว่า โลกุตรธรรมมันเสื่อม เสื่อมจนไม่มีเลยอาตมาเอาโลกุตรธรรมมาเปิดเผยตั้งแต่ต้นจนจบ จบใน

ธรรมะทุกๆขบวน แล้วก็ยังจะว่าต่อไปอีก

อาตมาแสดงธรรมจบในตัวทุกวัน แต่คนไม่เคยรู้ว่าจบ แต่มันก็มีต่อเนื่องขยายความไปได้อีกจนหาที่สุดไม่ได้ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าที่สุดแห่งที่สุดคือหาที่สุดมิได้ แต่หาที่สุดได้คือ 0 

ธรรมะของพระพุทธเจ้าหาที่สุดไม่ได้ แต่หาที่สุดได้คือ 0 

ถ้าไม่เข้าใจก็งงไปก่อน 

_@kallayarachsamphao กัลยา ราชสำเภา4570  • กราบเท้า นมัสการพ่อท่านด้วยความศรัทธา เหนือเศียรเจ้าค่ะ กราบเท้านมัสการท่านสมณะและสิกขมาตุ เจริญธรรมสำนึกดีญาติธรรมทุกท่านคะ น่าเสียดายที่วันที่พ่อครูเทศน์ สัญญาณ เสียง ซ่ามาก  ดังกลบเสียงพ่อท่านมากเลยค่ะ ดิฉันไม่ทราบว่าเป็นเสียงฝนตกที่ประเทศไทย หรือขัดข้องทางเทคนิคหรือเปล่า   แจ้งให้ทราบจากเยอรมันนีค่ะ

พ่อครูว่า… อาตมาไม่รู้นะว่ามันเกิดจากอะไร ที่ถามมานี้ตอบให้คุณไม่ได้ เอาเถอะ มันก็บกพร่องไปตามธรรมดา จะไปเอาความเที่ยงแท้ตลอดกาลนานมันคงไม่ได้ มันก็คงได้ประมาณนั้น 

จรณะ 15 คือการยืนยันหลักปฏิบัติไม่ผิดของพุทธ

_นายปราโมทย์  ชื่นสุข . ลูกสาวของกระผมได้ฟังธรรมะของพ่อครูตามคำชักนำของกระผม เขาเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นพระอาริยะขึ้นมาบ้าง เคยขอให้กระผมอธิบายธรรมะหัวข้อจรณะ 15 ให้ฟัง แต่จนแล้วจนรอดกระผมก็ยังไม่ได้มีโอกาสพูดเรื่องนี้(ตามความเข้าใจของกระผม)ให้เขาฟังเลย  ส่วนปัญหาที่เป็นสักกายะของเขาขณะนี้กระผมมองว่า เขาเป็นคนกินยาก จะกินแต่อาหารที่ชอบ ส่วนอาหารที่ไม่ชอบจะนั่งพิจารณา(มอง)เฉยๆเป็นชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็ทำได้ แล้วก็ไม่กิน ทุกวันนี้เขาเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก กายภาพก็ทำอยู่ ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ แต่กล้ามเนื้อแขนขาไม่ค่อยจะมีแรง บางทีจะไปหาหมอ ลูกชายกระผมก็ลองให้เขาก้าวขึ้นรถด้วยตัวเอง ขาจะยกให้พ้นพื้นรถไม่ได้ จะทรุดลงกับพื้นเฉยๆเสียอย่างนั้น ก็ต้องช่วยกันช้อนขึ้นมา  สาเหตุมาจากการได้อาหารเข้าไปซ่อมแซมบำรุงรักษาร่างกายไม่เพียงพอนั่นเอง ขอพ่อครูโปรดเขาด้วยเถิดครับกระผม ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

พ่อครูว่า… อาตมาจะโปรดยังไงหนอ จะบังคับเขา จะข่มเขาโคขืนให้กินหญ้า กลัวมันจะไม่กินหญ้า แล้วจะไปข่มเขาโคขืนให้กินหญ้าจะทำยังไง ก็พูดไปตามพอสม 

ถ้าเผื่อว่าลูกสาวคุณฟังก็ดีถ้าไม่ได้ฟังคุณก็เอาไปพูดให้ฟัง เพราะเกิดแรงบันดาลใจถามเรื่องจรณะ 15 ก็แสดงว่าเขาอยากเป็นพระอริยะจริงๆแต่ก็ดีนะ บอกว่าสนใจอยากจะฟังหัวข้อจรณะ 15 ด้วย 

ก็ขอยืนยันว่าจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นหัวใจแท้ๆของศาสนาพุทธ เป็นพุทธคุณของศาสนาพุทธ ในพุทธคุณ 9 มีตัวนี้เป็นตัวยืนยัน นอกนั้นเป็นการสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ในอีก 8 ข้อ เป็นฉายาชมเชย เป็นคำชมพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แต่ตัววิชชาจรณะสัมปันโน ข้อนี้เป็นหลักสูตรหรือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ วิชชาจะระณะสัมปันโน เป็นเนื้อแท้ธรรมพระพุทธเจ้า 

เพราะฉะนั้นวิชชาจรณะสัมปันโน ดูจรณะ 15 วิชชา 8 ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อมมาก เสื่อมจนกระทั่งไม่มีแล้ว ในวงการศาสนาพุทธไทย ทุกวันนี้ เนื้อหาสัจธรรมอันที่ว่านี้ จรณะ 15 วิชชา 8 อาตมาพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีในวงการศาสนาพุทธตอนนี้ไม่มี มีแต่ไปเรียนเป็นดอกเตอร์ เอาบาลีเอาอะไรมาเรียนฟุ้งซ่าน เป็น โลกจินตา เป็นตรรกะ เป็นพยัญชนะ ภาษา เป็นไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์  ไปโน่นเลย เป็นบัญญัติ เป็นพยัญชนะ เป็นเหตุปัจจัยของความหมายเท่านั้น ไม่ได้เข้าหาเนื้อหาที่จะต้องมาสำคัญที่ศีล จะต้องมาสำคัญที่ อปัณณกปฏิปทา 3 ตัวนี้เป็นตัวยืนยันเนื้อหาศาสนาพุทธ 1 ศีล กับ อปัณณกปฏิปทา 3 

อปัณณกปฏิปทา 3 ท่านแปลกันไว้เองด้วยนะ ผู้รู้ท่านแปลทิ้งไว้ ว่า นี่คือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธ เป็นความไม่ผิดของศาสนาพุทธ ต้องมีอันนี้ยืนยันอยู่ในความเป็นมนุษย์ ในความเป็นชาวพุทธ จะต้องมีศีลสัมปทา ต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 คือ มีหลักเกณฑ์แต่ละข้อแต่ละข้อเรียกว่าหัวข้อศีล แล้วก็ปฏิบัติ 

  1. ตัวศีลเป็นหัวข้อหลัก 2. ปฏิบัติก็คือ สภาพ 3. ปฏิปทา 3 ถึงจะเป็นศาสนาพุทธ ถ้าไม่มีนี่ ผิดเลย ไม่เหลือศาสนาพุทธ ถ้ามี 3 ข้อนี้ โดยมีศีลเป็นหลักอยู่ ศาสนาพุทธจึงมี ถ้าไม่มีศีล ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ไปดูที่เถรสมาคมที่วงการศาสนาพุทธ ถ้าเขาไม่ไปเรียนรู้แต่พยัญชนะ ตรรกะ เหตุผล ตำราที่เป็น โลกจินตาบานออกไปเอาคำสอนของอาจาริยวาทบานออกไปแล้วก็เป็นผู้รู้จบด็อกเตอร์ไปเอาปริญญาเอกพุทธศาสนาบัณฑิตเอกจากเทวนิยมเข้ามาก็ไม่รู้เรื่องว่าตัวเองทำไมมันขายขี้หน้าจะตายแล้วมันจะภาคภูมิใจอะไรที่คนเขาสอน คือเขาไม่มีภูมิที่จะสอนเลยเขาไม่มีโลกุตรธรรมเพราะเขาเป็นเทวนิยม 

ขนาดชาวพุทธเองยังไม่รู้แล้วจะให้เทวนิยมเข้ามาสอนศาสนาพุทธแล้วจบปริญญาเอกถือว่าสุดยอดแล้ว ขี้หมานะครับ คือมันคิดดีๆที่อาตมาพูดให้มันสุดสงสารนะ คำที่พูดไปคือคำสุดสงสาร สงสารแปลว่าอะไร สงสารแปลว่าพวกคุณไม่รู้ประสีประสาอะไรเลยจมอยู่ในวัฏสงสาร เรียนไปอย่างไรคุณก็ไม่พ้นวัฏฏะสงสาร เรียนไปไม่ได้บรรลุธรรมนั่นแหละสรุปง่ายๆ คุณจะจบด็อกเตอร์มาอีกกี่ใบ คุณก็ไม่พ้นวัฏสงสาร เพราะมันไม่ได้เป็นสัจจะของพระพุทธเจ้าเลย 

สรุปให้ฟังเลยถ้าคุณไม่มีศีลเป็นหลักในการปฏิบัติแต่ละข้อควรปฏิบัติศีลข้อ 1 ก็ต้องปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ให้บรรลุสัจธรรม 7 ฌาน 4 วิชชา 8 ถ้าคุณไม่ได้เกิดมรรคผลอันนี้เลยเป็นโมฆะหมดไม่มีอะไรเกิดในศาสนาพุทธไม่มีศาสนาพุทธ อปัณณกะนี่แหละ ไม่มีความเป็นศาสนาพุทธนั่นแหละ อันนี้คือความตัดสินว่าเป็นศาสนาพุทธหรือไม่เป็นศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย 

เพราะฉะนั้นคนเข้าใจทุกวันนี้เช่นไปนั่งหลับตาปฏิบัติ มันไม่มีเลย อปัณณกปฏิปทา 3 คุณก็ได้ ฌาน แบบเดียรถีย์แบบนอกพุทธไปแล้วก็หลงกันเป็นอรหันต์เก๊ไปเยอะ ส่วนพวกที่มาศึกษาตรรกะศึกษาบัญญัติภาษา ไวยากรณะ วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์  อะไรของคุณไป คุณก็ได้แต่หลักเกณฑ์อะไรต่อหลักเกณฑ์ก็เหตุก็ผลของหลักเกณฑ์แล้วรู้มาก เป็นโลกจินตา ไม่ได้เข้าหาเนื้อแท้ของสัจธรรม สภาวธรรมเลย ไม่ได้เข้าหา จิต เจตสิก รูป นิพพาน รู้แต่บัญญัติภาษา 

การเข้าหา จิต เจตสิก รูป นิพพาน เริ่มต้นจาก กาย คุณก็เข้าใจกายนี้เป็นสรีระ กายเป็นสภาพนอกของสรีระอย่างเดียว กายไม่ใช่อย่างเดียว กายต้องเป็นองค์ประชุม ยังดีนะในพจนานุกรมหรือปทานุกรมของบาลีไทยคุณยังแปลกายว่า เป็นองค์ประชุมหรือเป็นฝูงเป็นหมู่เป็นกลุ่ม มันไม่ได้หมายความถึงความเดี่ยว เอกังสะ แต่มันเป็นหมู่เป็นกลุ่ม กาย คุณก็แปลไว้ในพระไตรปิฎกยังดีอยู่ แต่คุณก็ไม่เข้าใจ 

แล้วท่านก็ชัดเจนนะในพจนานุกรมก็ว่าไว้ชัดว่า กาย แปลว่าองค์ประชุมของเจตสิก มุ่งไปหาที่จิตเลย เจตสิกคือส่วนของจิต ส่วนที่แยกเป็นรายละเอียดของจิตเป็นเจตสิก อย่างเจตสิก 3 เป็นต้น 

กายคืออะไร คือองค์ประชุมของเวทนาสัญญาสังขารอย่างนี้เป็นต้น ก็ถูกแล้ว แต่ท่านก็เข้าใจผิดไปจากพยัญชนะก็ถูกอยู่ แต่คุณต่างหากผิดไป แม้แต่พยัญชนะก็เข้าไม่ถูกต้องตามสภาวะ เพราะฉะนั้นความเข้าใจไม่มีเลยมีแต่ความเข้าใจผิด ความเข้าใจถูกไม่มี มันซับซ้อนอยู่นี่ เรียนรู้มากๆนึกว่าเป็นเพราะรู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ แต่ไม่เข้าท่าเลย เป็น ปทปรมบุคคล เป็นบุคคลที่รู้ธรรมะพระพุทธเจ้ามาก  ท่องจำได้มาก สาธยายได้มาก  สั่งสอนกันอยู่ก็มาก แต่ท่านไม่บรรลุอะไรเลย ไม่บรรลุธรรมเลย ไปอ่านคำแปลท่านแปลว่าเองอยู่ไหนคำแปล ปทปรมบุคคล นั่นแหละแปลกันไว้เอง

ปทปรมบุคคล ท่านแปลไว้ว่า เป็นธรรมะโดยบท ปรมะคือยอด คือผู้ฟัง พุทธพจน์ก็มาก กล่าวก็มาก จำทรงไว้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นอยู่ก็มาก แต่ไม่มีการบรรลุมรรคผลในชาตินี้เลย ท่านที่เป็นเปรียญ 9 ก็ดี ท่านที่เป็นดอกเตอร์ทางศาสนาพุทธก็ดี ไม่กล้าพูดของตนเองว่าตนเองบรรลุธรรมหรอก แล้วกลับมาพูดว่า ผู้ที่บรรลุธรรมบอกใครไม่ได้อีก มาพูดขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า 

อย่างน้อยที่สุดใน โลหิจสูตร พระพุทธเจ้าบอกว่าถ้าใครไปเข้าใจว่า โลหิจสูตร โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น  เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป  เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว   กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่… ฯลฯ ”  

พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ  ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน  อย่างใดอย่างหนึ่ง 

(พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358) 

พ่อครูว่า…หรือแม้แต่ใน อภิณหปัญจเวกขณ์ 10 ข้อที่ 10 ท่านก็ตรัสไว้ชัดเจนว่า ญาณทัสนะวิเศษอันสามารถกำจัดกิเลส  เป็นอริยะ  คือ  อุตริมนุสสธรรมอันเราได้บรรลุแล้ว  มีอยู่หรือหนอ   ที่เป็นเหตุให้เรา ผู้อันเพื่อนพรหมจรรย์ถามแล้ว  จักไม่เป็นผู้เก้อในกาลภายหลัง(อุตตริมนุสสธัมมา  อลมริยญาณ  ทัสสนวิเสโส    อธิคโต  โสหัง   ปัจฉิเม กาเล   สพฺรหฺมจารีหิ   ปุฏฺโฐ   น  มังกุ  ภวิสฺสามีติ)  (พตปฎ. เล่ม ๒๔   ข้อ ๔๘) 

บอกได้อย่างไม่เก้อยากไม่เขินอายเลย อย่างอาตมาก็บอกได้ชัดเจนอาตมาเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ พูดถึงขนาดอาตมาเป็นธรรมิกราชเพราะอาตมาเป็นจริง ในยุคนี้อาตมาก็อธิบายไว้หมดว่ามีธรรมิกราช 2 องค์ในตามตำราว่าไว้อาตมาไม่ได้กล่าวเอง อาตมากล่าวจริงด้วยกล่าวอย่างเป็นหลักฐานเลยว่ามีธรรมิกราช 2 องค์ แต่คนก็หมั่นไส้ว่า ยกตนเทียบท่าน เอาเถอะ 

อาตมาว่าธรรมิกราชคือในหลวง ร. 9 ก็ไม่ว่าอะไรสมสัดส่วน แล้วเอ็งเป็นใคร เอ็งมายกตนเองว่าเป็นธรรมิกราช เขาก็บอกว่าเป็นกะเรี่ยกะราด ทำเป็นยกตนหลงตนว่าเป็นธรรมิกราช 

อาตมาเข้าใจ อาตมาไม่ได้โกรธเขาหรอกคนที่มองอาตมาอย่างนั้น ขออภัยพูดอีกทีก็ได้แต่สงสารเขา เขาไม่รู้หรอก อาตมาไม่อยากเปรียบเทียบว่า ลิงเห็นแหวนเห็นแก้ว หรือ ขออภัยไม่พูดต่อละ หรือพูดต่อก็ได้ หมาไม่รู้อะไรก็เห็นขี้ดีกว่าข้าว ไม่รู้ว่าพวกนี้มันเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่น่าได้ หมาจะเห็นพลอย หมามันก็ไม่รู้จักหรอกว่ามีค่ากว่าขี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องสัจจะ อาตมาเข้าใจสัจจะพวกนี้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร 

เพราะฉะนั้นในธรรมะที่ อาตมาอธิบายอยู่นี้ บอกว่าสอนดีมาก คุณพูดเพราะคุณได้ประโยชน์จากคำสอนของอาตมา 

คำว่าได้ประโยชน์นี้ มันไม่ใช่ได้ประโยชน์ไปเป็นโลกียะ ผู้ที่ได้รับฟังคำสอนของอาตมาแล้วเอาไปปฏิบัติได้มรรคผล เขาไม่ได้ได้โลกียะคือไม่ได้เจริญด้วย ลาภ ไม่ได้เจริญด้วยยศ ไม่ได้เจริญด้วยสรรเสริญ แม้ในที่สุดไม่ได้เจริญด้วยโลกียสุข 

ความสุขลดลงตั้งแต่ความสุขจากอบายมุข คุณก็เลิกมาเฉยเลยแต่ก่อนเคยเอร็ดอร่อย เคยสนุกสนาน เคยเพลิดเพลิน เคยชื่นอกชื่นใจกับอบายมุข กระดี๊กระด๊าเป็นรสเป็นชาติจัดจ้าน เดี๋ยวนี้เฉย คุณจะเข้าใจอบายมุขแค่ไหนอย่างไรก็ตาม จนกระทั่งในโลกของ กาม คุณก็ลดลงอีก ไม่ได้เป็นสุขในกามภพ ไม่ได้เป็นสุขในรูปภพ ไม่ได้เป็นสุขในอรูปภพ 

ตรวจจิตตรวจใจตัวเองให้ดี คนพวกเราเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ กันจริงๆ แล้วพวกเราสรุปไม่ลง สรุปไม่เป็นไม่รู้ตัวว่าเป็น 

อย่างคุณจำลองบอกว่าชาตินี้ผมอยากเป็นโสดาบัน โธ่เอ๋ย คุณจำลองเป็นโพธิสัตว์ แต่ก็ไม่ได้รู้ตัวแต่พฤติกรรมเป็นโพธิสัตว์แท้ๆชัดเจน เป็นแต่เพียงว่าในรายละเอียดตัวเอง ไม่ได้รู้รายละเอียด ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ที่ไม่รู้ตัวเองในรายละเอียดของสัจธรรม ว่ามันเป็นอะไรต่ออะไรบ้างตามกำหนดภาษาบัญญัติของพระพุทธเจ้าตรัสไว้เท่านั้นเอง 

แต่โดยสภาวธรรม โดยพฤติกรรม โดยความเป็นจริงของผู้นั้นผู้นั้น เป็น ที่อาตมาว่าไปนี้ ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์คืออะไรเข้าใจง่ายๆหรอก อาตมาก็ไล่อธิบายมาหมดแล้ว แต่มันก็ยากอยู่นะจะเข้าใจ โพธิสัตว์โสดาบัน โพธิสัตว์สกิทา โพธิสัตว์อนาคา โพธิสัตว์อรหันต์ โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ 

ซึ่งอาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนิยตโพธิสัตว์ อาตมาไม่ได้พูดผิดอาตมาไม่ได้ไปหลงตัวหลงตนอะไร แล้วอาตมาก็ไม่ได้ไปหลอกใคร ถ้าอาตมาผิดอาตมาหลงตัวหลงตน อาตมามาหลอกใครๆ โอ้โหอาตมาจะมีบาปมหาบาปเลย 

แต่จริงๆแล้วอาตมาทำงานมา 50 กว่าปี อาตมาเห็นผลว่ามันมีความเจริญ เจริญจริงๆอาตมาพาคนมาจนสำเร็จ พาคนมาเสียสละพาคนมาลดละ พาคนมาหมดโลภโกรธหลง ลดละโลภโกรธหลง หมดโลภโกรธหลง ไปตรวจสอบตัวเองดีๆเถอะ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมกล่าวหาอาตมา 

ไม่ได้ไปหลงตัวหลงตนไปนั่งหลับตาแล้วนึกว่าตัวเองเป็นอะไรต่ออะไรไปไม่ใช่ ลืมตาสัมผัสต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  สัมผัสกับเพชรนิลจินดา ธนบัตรข้าวของ ของอร่อยของน่าได้น่ามีน่าเป็นอะไรก็แต่ก่อนนี้ก็น่าได้น่ามีน่าเป็นไปหมด เขาจะหลอกเอาขี้หมาทาสีมาหลอกอยากได้ทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ชัดเจนหมดแล้ว แม้แต่ของที่บอกว่าเป็นทองคำ เป็นโลหะที่ก็เป็นธรรมชาติ ที่หายากที่สุด มีค่าแพงที่สุดตามที่เขายึดกัน ก็ไม่ว่ากระไร เราก็ไม่ได้กระดี๊กระด๊าอยากได้อะไร แต่ก่อนนี้ซื้อมาเก็บก็สะสมของเอาไว้ คุณจะเอาไว้ทำไมเอาไปทำฟืนก็ยาก ทองคำ ตายแล้วเอาไปใช้เป็นฟืนเผามันไหวไหม ไม่เห็นมีใครทำ 

พอตายแล้วคนนี้รวยมีทองคำเหมือนอย่างมหาบัว สะสมทองคำเสร็จแล้วก็ไม่รู้จิต ไม่รู้ความผูกพันว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็นี่แหละของฉัน แล้วก็ใส่เอาไว้ให้ประเทศ อวดโชว์ ซับซ้อน เป็นความเป็นอัตภาพซ้อนอัตภาพ ซ้อนว่าเป็นของกูของประเทศ เป็นเจ้าของประเทศเลยนะ ประเทศนี้ฉันเป็นเจ้าของ หาทองคำ หาดอลลาร์มาให้ ก็ไปเรี่ยไรเอาของคนอื่นแล้วเอาประเทศเป็นตัวอ้างอิงเป็นตัวประกัน คนเขาก็เห็นสิ และเป็นพระเป็นเจ้าที่เขาอาศัยที่เป็นพระ ไปเรี่ยไรเขาก็ให้มา แล้วก็เอาไว้ในคลัง เสร็จแล้วตายแล้วมหาบัวก็นอนเฝ้าทองคำ เงินอะไรๆต่ออะไรอยู่นั่นแหละ นอนเฝ้าอยู่นั่นแหละตายไปแล้วก็เป็นเล็น เป็นหมัดอยู่นั่นแหละ 

ขออภัยที่อาตมาพูดเพื่ออธิบายสัจธรรมให้ฟังว่า คุณอย่าเข้าใจผิดในสิ่งที่มันผิดจริงๆ ไปเข้าใจของผิดจริงๆว่าเป็นของถูก มันโง่นะ มันไม่ได้ฉลาดอะไร ตื่นซะบ้าง ชาคริยาขึ้นมาบ้าง อย่าไปงมงายจนกระทั่งอยู่ในอเวจีไม่เคยโงไม่เคยตื่นขึ้นมาเลย มันก็ไปไม่รอด 

อาตมาเอาของจริง  เอามหาบัว เอาพฤติกรรมแบบมหาบัว เอาคำอะไรต่างๆมาพูดมันเป็นสัจธรรมยืนยัน มันมีหลักฐาน มันมีเหตุผลมันเป็นสัจธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ออกมาทำงานศาสนา ท่านไม่เคยไปทำอย่างมหาบัวเลย ไม่ได้ไปทำอย่างที่พระเถรสมาคมทำเลย เป็นพระพุทธเจ้านะ 

 ท่านบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า บรรลุสูงสุดของศาสนาพุทธแล้วท่านก็ออกมาจากทรัพย์สินเงินทองยศศักดิ์อะไรต่างๆอยู่ในโลก ออกมาเลย แล้วก็มาเป็นพระที่ปฏิบัติถูกทางด้วย ไม่ได้ออกไปเป็นพระป่า ที่เป็นพระหลงนั่งหลับตาเข้าฌาน กินลม กินวาตา ท่านไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย แต่ก็ไปเข้าใจแบบเดียร์ถีย์หลงผิด จนทุกวันนี้อาตมาก็กระตุกอยู่ให้ตื่นให้ตื่นขึ้นมา อย่าไปงมงายไปนั่งหลับตานี่ก็เป็นเรื่องทำลายศาสนาพุทธอย่างหนักอยู่แล้ว มันบาปนะ 

บาปขนาดไม่รู้รูปนาม ไม่รู้วิญญาณ กลายเป็นโจรปล้นศาสนาที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสยกอุทาหรณ์ว่า พระราชาเห็นว่าไอ้นี่เป็นโจร แล้วพระราชาก็เลยให้เจ้าพนักงานเอาไปฆ่าให้ตาย ไอ้โจรนี่เอาหอก100 เล่มไปฆ่าตอนเช้า แล้วก็ไม่ตาย หนังเหนียว ยืนยันหน้าด้านคงทนเหมือนกัน พระราชาเจอเจ้าพนักงานก็ถามว่าตายหรือยัง ก็บอกว่าไม่ตาย ให้เอาไปฆ่าอีกด้วยหอก 100 เล่ม ตอนกลางวัน เขาก็ไม่ตาย พอมาตอนเย็นพระราชาเจอเจ้าพนักงานถามว่าตายหรือยัง ก็บอกว่า เอาไปฆ่าด้วยหอกอีก 100 เล่มตอนเย็น แล้วท่านก็ทิ้งปลายเปิดเอาไว้ให้แค่นั้นว่า ไอ้พวกนี้มันไม่ตาย 

มันเปรียบเทียบชัดที่สุดเลยว่า จะพูดยังไงให้เปลี่ยนแปลงเป็นสภาพเป็นผู้เกิด ผู้ตื่น มันกลายเป็นผู้ตาย ตายอย่างเน่าๆเหม็นๆหมักๆหมมๆด้วย นี่แหละชาวพุทธ แล้วไปหลงที่ตายเน่าๆเหม็นๆหมักๆหมมๆเป็นอาสวะหมักหมม มันยิ่งเป็นแต่กิเลสหมักหมมโง่ซ้ำโง่ซ้อนโง่หมักโง่หม่อมโง่เน่า ขออภัยอาตมาใช้ภาษาถูกต้องแล้วดีที่สุดแล้วฟังให้ดีๆเถอะ 

มันไม่ได้เป็นความถูกต้อง มันไม่ได้เป็นความเจริญอะไรเลยของศาสนา แล้วคนไม่รู้ก็หาว่าอาตมาไปว่า อาตมาเอง อาตมาเกิดมาต้องมาตำหนิสิ่งผิด แล้วก็จะยืนยันสิ่งถูก สิ่งถูกคืออาตมาพาทำถูกสิ่งผิดคือผิดกันไปเกือบหมดเลย ดีนะอาตมาไม่ว่าหมดว่าเกือบหมด อาตมาจะต้องว่าสิ่งผิดตำหนิสิ่งผิด ยกสิ่งถูกตามคำสอนของสัจธรรมของพระพุทธเจ้า จะให้อาตมาหลีกเลี่ยงสัจจะพวกนี้ไปได้ยังไง อาตมาไม่มีทาง 

เกิดมาอาตมาต้องมาเปิดเผยสัจธรรม เพราะฉะนั้นอาตมาไม่มีงานอื่น อาตมาเลี่ยงไม่ออก อาตมาจำเป็น จำนน จำยอม ที่จะต้องบอกถูกเป็นถูก  ผิดเป็นผิด ย้ำหัวตะปูแล้วๆๆว่าผิด อานนท์ เราจะขนาบแล้วขนาบอีกไม่มีหยุด

อย่างนั้นจริงๆอาตมาทำตามคำสั่งพระพุทธเจ้าทุกอย่าง แต่คนก็ไม่รู้มันไม่รู้สารพัดสารเพ ไม่รู้จนกระทั่งเห็นถูกเป็นผิด เห็นผิดเป็นถูกมันก็สุดสงสารไม่รู้จะทำยังไง เพราะฉะนั้นอาตมาจำเป็นต้องแก้ความเห็นที่ผิดนี้ให้เห็นถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ฟังธรรมะดีๆตั้งอกตั้งใจดีๆไอ้ความเชื่อเก่าๆ คุณไปยึดถือเป็นสิ่งผิดปิดไปก่อนได้ไหม ปิดเลย คุณรู้จักไหมคำว่าปิดความเชื่อ ปิดความเห็น ปิดความเชื่อถือ ปิดความรู้เก่า มาฟังอาตมาใหม่ตั้งใจใหม่เหมือนเทน้ำ ที่ท่านโบราณอาจารย์เปรียบเทียบไว้ น้ำชาเต็มถ้วยนี้เททิ้งหมดเลย มาค่อยๆรับน้ำชาใหม่ของอาตมา แล้วคุณฟังดีๆ สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังดีๆค่อยๆฟังแล้วคุณจะค่อยๆเข้าใจ 

แต่ถ้าคุณไม่ปิดความรู้เก่ามานะ มีตัวแย้ง คุณไม่เข้าใจหรอก คุณจะยึดถืออันเก่าอยู่ คุณจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณต้องลืมอันเก่าเลย ฟังใหม่ ลืมทิ้งไปซะอันเก่า มาฟังจากอาตมาเริ่มต้นตั้งแต่อาตมาอธิบายศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วเกิดฌาน ไม่ใช่ ต้องปฏิบัติศีลแล้วจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิคือ อปัณณกะ แปลว่า ศาสนาพุทธที่ไม่ผิด ที่ไปผิดศาสนาพุทธคือ 3 อย่างนี้ ถ้าไม่มี 3 อย่างนี้ ไปหลับตาไม่เป็นคนตื่น แล้วไม่ได้พิจารณาเลย ท่านก็ยกสรุป โภชเนมัตตัญญุตา ให้รู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสแล้วเกิดกิเลส 

กินอาหารตัวสำคัญนี่แหละ มันจะหลงอาหารเป็นรสอาหารติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อย่างแท้จริงเลย เมื่อคุณไม่เข้าใจแล้วคุณก็ไม่รู้อันนี้ คุณก็จมอยู่ในอันนี้ไปตลอดกาล มันก็ไม่เป็นพุทธไม่เข้า เกณฑ์ อปัณณกปฏิปทา 3 เลย เพราะฉะนั้นสัทธรรม 7 ไม่มี ไม่เกิดหรอก 

จะเกิดศรัทธาเกิด หิริโอตตัปปะ ไม่มี อาตมาก็อธิบายไม่เก่ง มันเกิดศรัทธา เกิดหิริโอตตัปปะอะไร อาตมาขออธิบายได้บ้างแล้วแต่พวกคุณมีอาตมาก็ยังเห็นว่าก็คงจะไม่เข้าใจ แล้วอาตมาก็รู้สึกว่ามันคงจะยาก ยากอยู่ มันคงจะเข้าใจยากอยู่ 

คุณละอาย คุณเกิดอาการจิตของคุณจริงๆ หิริ ละอายอะไร ยกตัวอย่างไปแล้ว ละอายว่า คุณมาตู่ผู้ถูกว่า ผิด คุณไปยึดผิดว่าคุณถูก คุณไปยึดอาจารย์ที่พาผิดมาไม่รู้ตั้งกี่รุ่นจนถึงทุกวันนี้ ค่อยๆผิดมาจนถึงทุกวันนี้มันผิดจนกระทั่งตรงข้ามจากสัจธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่ตลบแล้ว มันหมุนรอบเชิงซ้อนไปหลายตลบแล้ว คุณก็ยังหลงว่าถูกอีกนั่นแหละ ทั้งๆที่ผิดไม่รู้กี่ตลบแล้ว 

อย่างเช่นไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มีศีลเลย ที่มันสรุปได้ชัดเจนว่าในศาสนาพุทธไม่มีศีลก็คือ แม้แต่ ภิกษุก็ไม่รู้จัก  จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่เป็นศีลของพระพุทธเจ้า โดยที่ไปเข้าใจว่าศีลของภิกษุนั้นคือวินัย 227 นี่ก็พูดอธิบายมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วว่าวินัยกับศีลนั้นมันต่างกัน 

วินัยมันมีโทษ มีข้อปรับโทษ แต่ศีลไม่ได้มีข้อปรับโทษ ศีลเป็นอิสรเสรีภาพ วินัยมันเป็นเรื่องของข้อบังคับ  แต่ศีลไม่ได้เป็นเรื่องของข้อบังคับ เป็นอิสระ เป็นเรื่องของปัญญาสมบูรณ์แบบ คุณพอใจปฏิบัติศีล คุณก็ปฏิบัติ คุณไม่พอใจปฏิบัติศีล คุณไม่เห็นคุณค่า คุณก็ไม่ปฏิบัติ แต่คุณไปบวช คุณมีวินัย คุณจำเป็นจะต้องทำตามวินัย ถ้าคุณไม่บวชคุณก็ไม่มีวินัย 227 ใช่ไหม คนที่ไม่บวชเขาก็ไม่ได้ถือวินัย 227 อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ไม่เข้าใจแล้ว 

ที่จริงมันเป็นความลึกซึ้งละเอียดนะที่อาตมาอธิบาย แต่เขาก็ไม่เข้าใจหรอกที่ว่ามันมีความลึกซึ้ง เขาก็หาว่าพูดอะไรก็ไม่รู้ ใครก็รู้ 227 แล้วเขารู้จริงๆหรือเปล่า คุณได้แค่นี้คุณนึกว่าคุณมีวินัย คุณนึกว่าคุณมีศีล คุณปฏิบัติศีลที่จริงไม่ได้ปฏิบัติศีล 

แล้วปฏิบัติศีลคืออะไรคุณก็ไม่รู้ ปฏิบัติวินัยเพื่อไม่ให้มันอาบัติไม่ให้มันละเมิด คุณก็ว่าไป วินัยหนักที่สุดปาราชิก 4 คุณไม่ให้มันปาราชิกก็เลิศยอดแล้ว ก็จริง ไม่มีสังฆาทิเสสอีก 13 ก็ดี 

แต่ทุกวันนี้อาตมาพูดได้เลยว่าสังฆาทิเสสเต็มไปหมดเลย อย่าว่าแต่สังฆาทิเสสเลย ปาราชิกก็มีเยอะ โดยเฉพาะปาราชิกในข้อเงินทองกับอวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน เยอะเลย เรื่องกามก็ไม่ใช่น้อย เรื่องฆ่าคนยังมีเลยในปาราชิก 4 อยู่ในนั้นแหละเละเน่าเฟ๊ะอยู่ในนั้น ปาราชิกก็ให้มาบวชกันซูเอี๋ยกัน 

อาตมาบวชมาอาตมาก็อยู่ด้วยไม่ได้ จึงประกาศนานาสังวาส อาตมาไม่ได้มาทำเล่นไม่ได้มาทำอวดดีอวดเก่งอะไร มันเป็นไปตามสัจธรรม อาตมาก็ต้องขอมาเป็นนานาสังวาส แก้ไขไม่ได้แล้วทางโน้นอาตมาก็อยู่ด้วยไม่ได้ เพราะมันหมักหมมเน่าในอยู่อย่างนั้นอาตมาก็ต้องนานาสังวาส 

แต่เสร็จแล้วคุณไม่เข้าใจเรื่องนานาสังวาส อาตมาก็ทำถูกต้องดีไม่ดีออกกฎหมายใหม่ให้อาบัติกินหัวอีก ออกกฎหมาย 2505 เอามาเล่นงานอาตมา โดยไปบัญญัติใหม่ในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติใหม่คือ ให้สังฆราชมีอำนาจสั่งให้ภิกษุสึกได้ พระพุทธเจ้ายังไม่สั่งสึกใครเลย ขนาดพระเทวทัต พระพุทธเจ้ายังไม่ได้สั่งให้สึกเลย แต่ให้จับเทวทัตเป็นนานาสังวาสเท่านั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ไปสั่งให้เทวทัตสึก แต่นี่ไปเอากฎหมายให้สั่งสึกได้ เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก 

นั่นแหละเป็นการบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ เขาก็ไม่รู้ตัวอย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็พูดความจริงอันนี้ออกไปแล้ว มันจะไปแสลงหูแสลงใจของเขาขนาดไหน แต่อาตมาจำเป็นต้องเปิดเผยสิ่งที่คุณทำผิดไปแล้ว อย่าทำอีกนะ ทำไปครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว แต่นี่ก็ทำซ้ำกันไม่รู้กี่ครั้ง ผิดแล้วผิดอีกๆๆๆ แล้วก็เอามาขี้ตู่อาตมาให้บาปใส่ตัวเอง 

ที่อาตมาพูดนี้ อาตมาไม่ได้ไปขี้ตู่ว่าพวกคุณบาปหรอก แต่มันเป็นสัจธรรมที่คุณบาปเอง 

เพราะฉะนั้นจะบอกว่าลำเลิกเบิกประจานก็ขออภัย  แต่เป็นเรื่องสัจธรรมที่มันเกิดมาและอาตมาก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่เอามาเป็น บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เอามาเปิดเผยเป็น จุตูปปาตญาณ สิ่งที่เกิดไปเป็นไปสิ่งที่จุติ 

มีคนถามต่ออันนี้ อาตมาก็อาศัย SMS คำถามพวกนี้มาเป็นประเด็น ในการอธิบายธรรมะ หรือจะเรียกว่าญัตติก็ได้ คุณจะไปเถียงว่าไม่เป็นญัตติก็ตามใจคุณเถอะไม่มีปัญหาอะไร 

คุณเมฆงามชมอาตมา อาตมาก็เลยชมตัวเองไปซะยาว ก็ว่าไป 

จุติวิญญาณ กับ ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นอย่างไร

_ใบแพร คําถาม คัดมาจาก หนังสือ ทางเอก ภาค 1

หน้า 132 พารากราฟที่ 2

จึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องฝึกหัด สํารวมอินทรีย์ โดยแบบฝึกหัด ว่าด้วยวิธีทํา สติปัฏฐาน เราจะสํารวมอินทรีย์ด้วยวิธีไหนๆ ก็จะต้องใช้ สติ ต้องพากเพียรตนให้รู้ตัวทั่วพร้อม ระวังระไวใน ผัสสะ ทุกทวารให้ได้ เสมอๆ 

พ่อครูว่า… สติต้องมีตื่น ต้องมีผัสสะ ต้องมีชาคริยาต้องมีผัสสะ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีสติเต็มทางกาย สติเต็มทั้งวาจาสติเต็มทางใจ อธิบายซ้ำไม่รู้กี่ทีแล้ว 

สติที่ไปอยู่ในใจไม่มีทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย มันเป็นสติอยู่ในภพ สติอยู่ในกะลาครอบ สติไม่เต็มร้อย มีอยู่ในจิตเท่านั้น ไม่มีเต็มร้อยออกมาข้างนอก มันไม่ชาคริยา   มันไม่ตื่นไม่เป็นสติที่เป็นความตื่น มันเป็นสติที่เป็นความจมอยู่ในที่มืดเป็น สุภกิณหา ไปหลงกิณหา ในที่หลับที่ดับเป็นอาภัสรา เป็นฌานหลับตา

พ่อครูว่า.. หนีออกป่าเป็น เดียรถีย์ พระลืมตาแม้ จะต้องเป็นนกแก้วนกขุนทองก็ยังรักษาพยัญชนะไว้อยู่ ยังเป็นจับกังแบกลังทองมาไว้ให้ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่รู้ว่าการแบกลังทองนี้มีทองเท่าไหร่ มีตะกั่วหุ้มมาเท่าไหร่ ผู้รู้จะเลือกเอาทองมาจากที่มันหุ้มตะกั่วออกไปเอง 

_จะต้องแยกสิ่งที่มากระทบผัสสะ (รูป) กับการรับรู้ (นาม) ของ เราให้ออก และจะไม่หลงตาม รูป อันเป็นเชื้อ พีชะ แห่งจุติวิญญาณ มาลากจูงให้เราหลงปล่อย ปฏิสนธิวิญญาณ เกิด ที่เราเป็นอันขาด 

พ่อครูว่า.. เป็นวิญญาณที่สืบต่อจากการเคลื่อนไป จุติแล้วก็เป็นการปฏิสนธิ จุติคือการเคลื่อนไป แล้วก็ปฏิสนธิต่อเนื่อง สนธิแปลว่าการต่อเนื่อง สภาวะธรรมตรงนี้ 

เจตภูติ เริ่มเข้าสู่ธาตุรู้ที่จะเป็นวิญญาณ เป็นรายละเอียดของ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ท่านสรุปอภิธรรม 4 ประการ 

_ถ้า เป็นพระโสดาบันที่ยังไม่เก่ง เพียงพึ่งหัดทํา (สําหรับผู้รู้วิธีแล้วจริง คือ ผู้ เป็น โสดาปัตติมรรคบุคคล) ก็จะเผลอให้จิตเกิด ปรุงไปได้หลายตลบ ทีเดียว คือไปปรุงถึง 2 รอบ ( 2 ปริวัฏฏ์) กว่าจะห้ามได้ก็เริ่มรอบที่ โน่น รอบหนึ่งๆ ของไตรลักษณ์ก็มี 3 ตัว แต่ละตัวล้วนนับว่าชาติ ทั้งสิ้น ดังนั้น 2 รอบ ก็เป็น 5 ชาติ พอขึ้นรอบที่ 3 อีก 1 ตัว ก็เป็น 3 ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ  7 ชาติ แล้วค่อยดับลง ก็เรียกว่า เป็นพระโสดาบัน ชนิด สัตตักขัตตุปรมโสดา คือ กว่าจะดับกันได้ก็ปล่อยให้จิตปรุงแต่งเกิดมาอีกทั้ง 7 ตัว หรือ 7 ชาติ แต่ถ้า 7 ชาติก็ดับไม่ได้ ให้กลายเป็น 8 เป็น 9 ไป มันก็จะเลยเป็น ปริวัฏฏ์ 3 ไป จึงถือเป็นการยังเกิดอยู่ตามธรรมดาโลก เรียกว่า ยังตัด โคตรภู ลงบ้างไม่ได้เลย จึงไม่เรียกว่าเป็น พระโสดาบัน

พ่อครูว่า.. อาตมาอธิบายจากสัจธรรม พวกคุณฟังแล้วเข้าใจอาตมาก็ไม่สูญเปล่าแต่เห็นใจพวกที่เขาไม่เข้าใจแล้วอาตมาก็เห็นอยู่ว่ามันยากที่คุณจะเข้าใจ ขออภัยไม่ได้ไปดูทุกๆท่านเขา ผู้ที่เข้าใจได้ก็อนุโมทนาสาธุผู้ไม่เข้าใจที่ได้ก็น่าสงสาร 

_ใครทําจิตให้ตัดรอบ ให้หยุดลงได้ด้วยการฝึกการทํา โดยนัยอย่าง นี้แหละ คือ การสั่งสมบารมี สร้างจิตของตนให้สู่การดับ การหยุด การไม่เกิด ถ้าใครทําความดับให้เก่งขึ้น จนสามารถทําจิตเกิดปรุงแต่ง น้อยลงๆ เป็นเพียง 2 ชาติบ้าง 3 ชาติบ้างได้ หรืออย่างเก่งก็ไม่เกิด 5 ชาติ ก็เป็น พระโสดาบันชนิดที่สูงขึ้น เรียกว่า โกลังโกละ

ถ้าผู้ใดยิ่งเก่งขึ้น พอได้รับกระทบผัสสะ ก็เผลอปล่อยให้เกิดได้ตัวเดียว หรือชาติเดียว แล้วก็สามารถดับลงได้ทันที ผู้นี้เรียกว่าเหลือเชื้อ แห่ง การเกิด เพราะรับ จุติวิญญาณ อยู่เพียงครั้งเดียว ก็เรียกว่า เอกพีซี เป็นเชื้อจิตที่กําลังก้าวขึ้นสู่ความเป็น พระสกทาคามี แล้ว

ขอเรียนถามค่ะ

_คําว่า จุติวิญญาณ กับ ปฏิสนธิวิญญาณ ความหมายแตกต่างกัน ไหมคะ?

_คําว่า ชาติ หมายถึงการเกิดของจิต หรือ การเกิด ภพ ชาติ ทางร่างกายคะ?

กราบขอบพระคุณที่ให้แสงสว่างทางปัญญาค่ะ

พ่อครูว่า… อธิบายผ่านมาบ้างแล้ว ก็สรุปคำนี้ก่อนถามว่าจุติวิญญาณกับปฏิสนธิวิญญาณแตกต่างกันยังไง 

จุติวิญญาณก็คือมันเคลื่อน พยัญชนะคือมันยังเป็นไปอยู่ แล้วมันก็ไม่จบ มันก็ปฏิ คือมันยังเกิดอยู่ตลอดเวลา ปฏิ คือมันยังมีการเกิดการดับ มีสอง มีสภาพทวนไปทวนมาหมุนเวียนไปมา แล้วก็ต่อเนื่องสนธิ

อาตมาแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆให้ฟังจากพระบาลี ปฏิสนธิ นี่คือวิญญาณที่ไม่จบ มันเคลื่อนไปแทนที่เคลื่อนไปแล้วจะจบ บางทีเขาแปลจุติว่าตาย มันตายได้ก็เพราะว่า เป็นพระอรหันต์ขึ้นไปก็รู้จักจิตที่เคลื่อนไป พระอรหันต์บางองค์ท่านบอกว่าท่านจะเดินไปตายก้าวที่ 7 แล้วท่านก็จุติตรงนั้นแค่นั้นดับไม่มีสนธิ ไม่มีปฏิสนธิคือจุติอยู่ตรงนั้น ตายตรงนั้น ล้มลงตรงนั้น ขาดใจตรงนั้น 

เพราะฉะนั้นจุติแตกต่างตรงที่จุติซึ่งมันยังเคลื่อนอยู่ ปฏิสนธิคือคุณรู้จักการเคลื่อนที่ต่อ หรือคุณไม่สนที่ต่อ ผู้ดับได้เป็นอรหันต์ก็ไม่ต่อผู้มีอำนาจทางจิตได้แล้ว คิดถึงตรงนี้แล้วพอ หยุดไม่ต่อก็ตัด แต่คุณตัดความคิดของคุณได้ไหมล่ะ หากว่าคุณตัดความคิดของคุณไม่ได้เลยไม่ได้เป็นโสดาบันหรอก คุณก็ไม่ได้อะไรเลย ตัดความคิดไม่ได้เลย ถ้าตัดความคิดได้บ้างไม่ได้บ้างก็ยังดีรู้จักจุติ รู้จักปฏิสนธิเข้าใจความแตกต่างระหว่างจุติกับปฏิสนธิไหม มันต่อเนื่องกันอยู่ 

ชาติ ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึงการเกิดของอะไร

ทีนี้คำว่า ชาติ   คำว่าชาติหมายถึงการเกิดของจิตหรือการเกิดภพชาติทางร่างกาย

คำว่า กาย เอาคำว่าร่างมาใส่ ภาษาไทย มาใส่คำว่า ร่างกาย กายจะต้องมีจิตเสมอเพราะฉะนั้นการเกิดที่บอกว่า ชาติ เป็นการเกิดของจิตวิญญาณเสมอ 

ชาติ มีรากศัพท์คือชา แปลว่ารู้ เป็นธาตุรู้แล้วที่จริง ติ แปลว่า 3 คือ 1 รอบของวัฏฏะ ชาติ ก็เกิดเป็นปริวัฏฏ์แล้ว ก็แปลว่าการเกิดของภพชาติ ภพ หมายความว่ามันมีจิตอยู่ร่วม 

สิ่งที่คุณไม่มีธาตุรู้ มันไม่รู้หรอกว่าภพคืออะไร 

ภพ คือสิ่งที่มันปรากฏเป็นแดนเกิด สัมภพ ปภพหรือสัมภวะ ปภวะ คือ มีแดนเกิด มีสถานที่เกิดแล้วแล้วเกิดมันจะต้องมีธาตุรู้อยู่ 

ที่จริงดินน้ำไฟลมมันก็เกิด แต่เราไม่เรียก ชาติ มันเป็นดินน้ำไฟลมไม่มีอะไรไปรู้แล้ว พีชะ มันมีชีวะแล้วแต่มันก็ไม่รู้การเกิดการตาย 

ขนาดเป็นสัตว์เป็นคน อย่าว่าแต่สัตว์เดรัจฉานเลย มันไม่รู้แน่ มาเป็นคนแล้วมาเป็นอาริยะเป็นชาวพุทธจบเปรียญ 9 จบปริญญาเอก คุณก็ยังไม่เข้าใจเรื่องการเกิดการตาย 

เพราะฉะนั้นการเกิดจริงๆก็หมายเอาวิญญาณแท้ๆ จนกระทั่งคุณสามารถทำให้วิญญาณนี้มันดับได้ คุณจะเลิกวิญญาณได้สุดยอดเลย เป็นพระอรหันต์ เป็นต้น คุณสามารถแยกธาตุวิญญาณนี้เมื่อกายแตก ทำ กายส เภทา ปรัมมรณา คุณก็แยกธาตุจิตวิญญาณเป็นดินน้ำไฟลมไปเลย นี่ก็คือคุณจบอยู่เหนือ ทำสำเร็จ   

อาตมาอธิบายไม่ยากที่จะอธิบายให้ฟัง แต่คุณจะยากที่จะทำความเข้าใจไม่ได้   เพราะอาตมามีสภาวะจริง อาตมาอธิบายได้ไม่ยากง่าย แต่อาตมาพยายามจะใช้ภาษาไทยขยายความขยายสภาวะของมันให้ฟัง 

ภพชาติ ภพมันก็เป็นรูป  ชาติก็เป็นนาม ตัวสุดท้ายคู่สุดท้ายก็คือภพชาติ 

การเกิดของคุณมีเริ่มต้น คุณก็มีตาหูจมูกลิ้นกาย คุณหลับตาก็มีแต่รูปภพ อรูปภพเป็นข้างใน อย่างนี้เป็นต้น รูปภพ อรูปภพก็ไม่มีทวารภายนอก 5 การไปหลับตาปฏิบัติมันไม่มีภพข้างนอกที่ หยาบ ต้องรู้ก่อนต้องทำก่อน คุณจะกินทุเรียนก็เอาปากทิ่มหนามทุเรียนเข้าไปกินเลย คุณจะบ้าหรือเปล่า จะไปกินเนื้อในมัน แต่คุณไม่ได้เลาะปอกเปลือกออกให้เกลี้ยงแล้วค่อยกิน เอาหนามเอาเปลือกเอากระพี้มันออกหมดแล้ว จึงกินเนื้อของมันเนื้อทุเรียน คุณถึงจะได้กินเนื้อทุเรียนจริงๆแท้ๆ แต่คุณดันเอาปากทิ่มเข้าไปทิ่มเข้าไปเพื่อจะไปกินทุเรียน ขนาดลิงมันยังไม่กล้าทิ่มเข้าไปกินเลย มันยังฉลาด แล้วคุณจะโง่ไปกินเนื้อทุเรียน คุณก็ปากทิ่มเข้าไป ไปนั่งหลับตา แล้วก็คิดว่าได้ จะเอาปากทิ่มผ่านหนามทุเรียนเข้าไปถึงเปลือกทุเรียนเข้าถึงกระพี้ทุเรียน กว่าจะถึงเนื้อคุณจะได้กินหรือปากคุณพังหมด 

อธิบายง่ายอย่างนี้ แต่ฟังเข้าใจไหมเข้าใจง่ายนะ อาตมาว่าอาตมาอธิบายง่ายเข้าใจง่ายแล้ว 

เพราะฉะนั้นถึงน่าสงสารคนที่ไปหลับตาปฏิบัติมันเหมือนไปกินเนื้อทุเรียนโดยเอาปากทิ่มหนามทุเรียนเข้าไป จะไปกินเนื้อทุเรียนให้ได้ อาตมาว่ายกตัวอย่างถูกต้องแล้วโดยเฉพาะมันมีทุเรียน สมัยพระพุทธเจ้าสงสัยทุเรียนยังไม่เกิดมั้ง ไม่เห็นพยัญชนะบาลีมีคำว่าทุเรียนเลย 

เอาล่ะอาตมาอธิบายมามากมายจนกระทั่งถึงคำว่า ภพชาติ ชาติทางร่างกายก็ต้องมีองค์ประกอบร่างกายเป็นรูปธรรมนามธรรม เป็นคนแล้วมันก็ขยายความขึ้นไปอีก 

สำหรับวันนี้เวลาหมดไปนานแล้วชั่วโมงครึ่ง จะว่าไปเองถึง 2 ชั่วโมงมันก็อีก 11 นาทีถึงจะ 20:00 น อาตมาก็เอาแค่นี้ก่อนก็ได้ มันเจ็บขาพอแล้ว ขามันไม่สบาย ก็เลยไม่ได้เจ็บคอนะเจ็บขา หยุดพูดแล้วเจ็บขา … สำหรับวันนี้ก็เจริญธรรม อธิบายทำไมให้มันสนุกๆ