660619 เป็นอรหันต์แล้วจึงหมดผีปอบ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #26 ราชธานีอโศก

ดาวโหลดเอกสารที่  

https://docs.google.com/document/d/1iuzRXeXbIfgq0uaTv_hyqMCR5JI0Vxxs/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true                                                                                                                                   

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1w_jj2vlVh6Q3RXJCOr79eWcVeXIJtDv8/view?usp=sharing   

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/NrvkMjKnc1Y 

และ https://fb.watch/lg213Q1YZ1/ 

พ่อครูว่า..วันนี้วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2566 ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก  

_กราบขอโอกาสกราบพ่อครูช่วยประชาสัมพันธ์ค่ายอุโบสถศีลออนไลน์ด้วยค่ะ

.. ขอเชิญทุกท่านร่วมเข้าค่ายอุโบสถศีลออนไลน์​ ครั้งที่ 19 “เพิ่มศีล เพิ่มปัญญา พาพ้นทุกข์” วันศุกร์ที่ 23 – อาทิตย์ที่  25 มิถุนายน 2566  สมัครง่ายๆ โดยการแสกน QR Code จากหน้าจอ เพื่อเข้าร่วมกลุ่มไลน์โอเพ่นแชท เมื่อเข้ากลุ่มแล้ว ท่านจะได้รับรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ จากผู้ดูแลกลุ่ม อย่ารอช้า  รีบสมัครเลย

SMS วันที่ 16-18 มิ.ย. 2566

_Darin Chitnuyanond ดาริน ชิตนุยานนต์ · กราบนมัสการค่ะ ใช้ยา9เม็ดของคุณหมอเขียวในการดูแลสุขภาพของท่านพ่อสมณะหรือเปล่าคะ?

พ่อครูว่า… ก็คงจะเอามาดูแล ก็เขาไม่ได้บอกว่าอันนี้เม็ดที่ 1 เม็ดที่ 2 ก็คงจะดูแลกันอยู่ 

_เปิ้ล ม่านไม้สายน้ำ : ถ้าไม่มีใครบอก ดิฉันก็ไม่ทราบได้ว่า ท่านประยุทธ์ ทำผลงานอะไรบ้าง

พ่อครูว่า… ไม่เห็น หรือว่าเห็นอยู่ผลงานในประเทศไทยแต่ไม่รู้ว่าใครพาทำสิ่งเหล่านี้ เช่นตอนนี้กำลังสวยเลยนะ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง นั่นคือผลงานพลเอกประยุทธ์ ยังไม่มีนายกคนใหม่มา ผู้ที่จะมาเป็นนายกก็คงจะทำงานได้มากกว่าพลเอกประยุทธ์ เท่าที่ฟังเขาสงสัยอยู่ เจ้าประคุณทูนหัว พอดีฟังแล้ว นกฟังก็คงตกต้นไม้เลย ในคำโฆษณาของเขา นกฟังแล้วหลับผลอยตกต้นไม้เลย จริงๆ 

อาตมากลัวมากเลย กลัวนักพูด หรือว่ากลัวเลวที่สุดในแผ่นดินคือหากินบนคำว่าช่วยเขา บอกว่าจะช่วยอันนั้นอันนี้แล้วเอาไหม เวลาเขา เราก็ดูเขาไป อาตมามาวิจารณ์เขา ก็อาจจะผิดก็ได้ เขาอาจจะเป็นผู้วิเศษเกิดมาในยุคนี้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวก็เป็นได้เราก็ดูไป แต่เราก็จะว่าไปแล้วมันเหมือนดูถูก ประมาทเขาไปเลยนะประมาทเขาก่อน ที่เขาจะแสดงความเป็นจริงจะได้แค่ไหนก็ยังไม่รู้เลย ดูแล้วมันเวอร์ๆไปจะไหวเหรอ มันเป็นอย่างนั้นมันทำให้เข้าใจอย่างนั้น ก็พูดไปตามที่เราเข้าใจเราคนซื่อ เข้าใจอย่างนี้ก็พูดไปอย่างนี้ จะผิดจะถูกอย่างไรก็ขออภัยก็แล้วกัน 

บุญกับกุศลต่างกันคนละขั้วเลย 

_ปองแสงพุทธ ทองสุขนอก  · บุญกับกุศล กราบขอบพระคุณที่เมตตา แต่ถ้าจะทำ เพราะดีใจที่ได้ทำ ถ้าทำเพื่อต้องการให้ใครมาช่วย ไม่ทำดีกว่าเจ้าคะ อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องยุ่งเรื่องชาวบ้านสบายดีเจ้าคะ 

ลูกคิดอย่างคือทำกุศลบุญไม่หวังให้ใครมาช่วยเลย อย่ามานะเจ้าคะ ขออนุญาตช่วยเหลือตัวเอง กราบขอบพระคุณเจ้าคะ

พ่อครูว่า… คำว่าบุญ กับ คำว่ากุศล มันเสื่อมไปจากความรู้ของคน คนยุคนี้โดยเฉพาะชาวพุทธ คำว่าบุญคำว่ากุศล บุญภาษาบาลีคือ ปุญญะ กุศลก็คือ กุสละ ความหมายที่ชัดเจนของมัน เขาได้เข้าใจผิดเพี้ยนไปมันเลยเสื่อม เข้าใจไม่ได้ เขาเข้าใจว่าบุญกับกุศลคืออันเดียวกันเลย 

ที่จริงพยัญชนะแต่ละพยัญชนะมันไม่อันเดียวกันหรอก พยัญชนะที่มันไม่เหมือนกันมันก็ไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นคำที่ใช้แทนกันได้ เป็นคำซินโนเนม เป็นคำที่ใช้ลำลองกันไป มันคล้ายกัน แต่มันก็มีสิ่งที่ต่างกัน 

แต่บุญกับกุศลมันต่างกันลิบลับเลย มันไม่ใช่ต่างกันแค่คล้ายๆกัน บุญกับกุศลต่างกันคนละขั้วเลย กุศลทำแล้วสั่งสมอาศัยไปตลอด จนกว่าจะ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่ว่าจะเป็นอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าก็ต้องอาศัยกุศล 

บุญนี่ จะว่าอาศัยก็ไม่ใช่อาศัย เพราะบุญมันไม่ใช่สภาพที่ อยู่ที่ไหน มันจะเกิดใน ปัจจุบันธรรม เป็นพลังงานที่เกิดในปัจจุบันชาติ แล้วมีเหตุมีปัจจัยให้ก่อเกิดอันนี้ ถ้าใครไม่มีภูมิปัญญาเลย ไม่มีตัวบุญจะเกิด ขออภัยมันไม่ได้เป็นตัว มันไม่ได้มีลักษณะอาการของบุญที่เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นมาเลย ในคนผู้ใดก็แล้วแต่ที่ไม่มีภูมิปัญญา มีจิตวิญญาณ 

ต้องมีภูมิปัญญาสัมมาทิฏฐิและสามารถ และพวกเราที่สัมมาทิฏฐิแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะสัมผัสได้ มันต้องมีเหตุปัจจัยครบพร้อม สัมผัสมีรูปมีนามมีสภาพ 2 สัมผัสกัน แล้วเกิดอาการ เกิดอาการขึ้นมาเป็นสภาวะธรรมเรียกว่าอายตนะก็ตาม ลึกเข้าไปในนั้นเป็นเวทนา สามารถที่จะแยกแยะมีตัวทำมาวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะกิเลสในปัจจุบันธรรม ออกจากจิต แล้วเห็นกิเลส 

การเห็นกิเลสนี้เป็นตัวปัญญา เป็นตัวญาณทัศนวิเศษ เป็นปัญญา เป็นความฉลาดเยี่ยมยอดที่มีพลังฤทธิ์มีธรรมฤทธิ์ เห็นกิเลสแล้วกิเลสจะถอยเลย นอกจากกิเลสมันไม่รู้ตัว ยังไม่รู้ว่า เฮ้ย! ปัญญาเห็นเอ็งแล้วนะ มันก็จะ เด๋อๆอยู่ เมื่อมันรู้ว่าปัญญาเห็นแล้วมันก็จะหายไปเลย อาตมาอธิบายสภาวะธรรมเป็นอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้นคนคิดไม่ถึง คิดไม่ออกหรอกว่า บุญนี้เป็นธัมมาวุธเป็นปัญญาวุธ บุญนี้เป็นอาวุธ ประหาร ไม่ใช่เป็นอื่นเลยเป็นอาวุธประหารเป็นพลังงานที่เกิดในปัจจุบันธรรม ปัจจุบันชาติเป็น ทิฏฐธรรม เกิดแล้วก็จัดการ จัดการประหารได้สำเร็จก็สำเร็จ 

แต่ส่วนมากแล้วมันจะสำเร็จเพราะเป็นตัวพลังงานต่อจากฌาน เพราะฉะนั้นคนจะปฏิบัติธรรมะนี้ให้เกิด ฌานของพุทธ ต้องวงเล็บว่า ฌานที่สัมมาทิฏฐิของพุทธ เป็นฌานวิสัยของพุทธ ก็คือพลังงานปัญญาเป็นธรรมฤทธิ์นั่นแหละ มันเห็นกิเลส มันแยกกิเลสจากจิตออก มันเป็นสติ ธัมมวิจัย มันเป็นโพชฌงค์  อย่างน้อยโพชฌงค์ 3 

พอมันแยกกิเลสได้แล้วมันก็จะมีตัวปัญญาอยู่ร่วมด้วย กับฌาน พอเจอหน้ากิเลส ทำงานทันที ทำงานแล้วกิเลสก็ถอยไป กิเลสก็จะกลัวปัญญา เพราะฉะนั้นมันก็จะถูกฆ่าโดยกิเลสอย่างที่กล่าวมานี้อย่างแท้จริง 

ส่วนกุศลนั้นมันคนละเรื่องเลย กุศลคือ ผลของวิบากกรรม คุณกระทำดีกุศลก็เกิด คุณกระทำไม่ดีอกุศลก็เกิด ให้คุณเป็นเครื่องอาศัยเป็นพาหะ เครื่องอาศัยของชีวิตตั้งแต่ตอนเป็นๆ จนกระทั่งตาย แล้วก็มีสั่งสมเป็น พาหะ แม้คุณบรรลุเป็นอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้า  คุณก็จะต้องมี พาหะ คืออาศัยอยู่ตลอดเวลา แต่บุญมันไม่เกี่ยวเลย 

บุญไม่ใช่เครื่องอาศัย แต่มันเป็นเครื่องช่วยให้คุณนี่ พ้นทุกข์ บุญนี่มันช่วยให้พ้นทุกข์ ส่วนกุศลมันทำให้คุณมีผลดี มีความดี เป็นพาหะ เป็นสมบัติ กุศลเป็นสมบัติ แต่บุญเป็นวิบัติ ไม่ได้เป็นสมบัติเลย

อาตมาอาจจะใช้คำศัพท์หน่อย บุญเป็นวิบัติ กับกุศลคุณสมบัติ 

เป็นเรื่องของการฆ่าการทำลายสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม บุญอยู่กับพวกไม่ดี เจออะไรที่ไม่ดีมันมีหน้าที่ฆ่า แล้วคนจะสร้างพลังงานบุญได้ ต้องเป็นอาริยชน เป็นผู้มีปัญญาอย่างแท้จริง ตั้งแต่สภาวะที่มันเริ่มเป็นบุญก็เป็น ฌาน 1 2 3 4 บุญ ร่วมมาตั้งแต่ฌาน 1 2 3 4 จะนับ ฌาน 5 ก็แล้วแต่ ถ้าฌาน 5 แล้วเด็ดขาด ตาย กิเลสสิ้นไปเลย ถ้าลงมือถึงขั้นบุญสมบูรณ์แบบ 

อาตมาก็อธิบายรายละเอียดพวกนี้ 

ที่คุณบอกว่า ถ้าจะต้องให้คนมาช่วยไม่ทำดีกว่า อยู่บ้านเฉยๆไม่ต้องยุ่งชาวบ้านสบายดี… คุณก็บอกสภาวะจิตตัวเอง 

_ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม  · กราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้า

เริ่มสนุกค่ะ ขณะที่พ่อครูกรุณาอธิบาย เปรียบเทียบ ระหว่าง “อุปโตภาควิมุติ” และ”ปัญญาวิมุติ”เพราะเข้าใจมากกว่าครั้งก่อนๆค่ะ ครั้งนี้เป็นการเทศน์สอนจากยอดไปหาต้น(ปฏิโลม) ลูกๆอาจเข้าใจด้วยภาษาแต่ยังไม่มีสภาวะ ดังนั้นในรอบต่อไปกราบขอพ่อครูได้กรุณาอธิบาย จากต้นไปหายอด (ง่ายไปหายาก)ความสนุกจะเพิ่มขึ้นจากมีสภาวะรองรับเป็นลำดับๆ ค่ะ กราบเรียนถามพ่อครูว่าความเข้าใจเกี่ยวกับการเทศน์ข้างต้นถูกต้องหรือไม่คะกราบขอบพระคุณในความกรุณา ด้วยเศียรเกล้าฯ ค่ะ

พ่อครูว่า… มันไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นเรื่องปรมัตถ์เรื่องโลกุตตระที่แท้จริง (ไมค์ดับไปเป็นเวลาเล็กน้อย ตัดออกด้วย)

ไม่ได้บอกมาว่าคุณเข้าใจอย่างไร เอาแต่ประเด็นจากยอดมาหาต้นและบอกว่าปฏิโลม  ปฏิ แปลว่า ทวน 

เดี๋ยวอธิบายจากต้นไปหายอด ของบุคคล 7 

สัทธาวิมุตติ ก็นับเป็นพระอาริยะขั้นต้น

_สว่างแสง ขวัญดาว  · สัทธาวิมุตติ พวก(2)ที่มีสัมมาทิฏฐิมีปัญญานี้จะเป็นอาริยะบุคคลด้วยไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า… สัทธาวิมุติ อาตมาอธิบายเป็น 2 นัย 

นัยหนึ่ง พวกยังไม่สัมมาทิฏฐิ สายศรัทธาส่วนมาก จะไม่มีปัญญาเข้าใจยังไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะทำวิมุติ ประเภทกดข่ม เป็นการดับ เป็นการทำกิเลสให้ลด ประเภทกดข่มไว้ เขาก็ทำกันจริง

สายหลับตาเป็นต้น ซึ่งไม่มีทางจะเป็นทางสัมมาทิฏฐิได้หลับตา หลับตาปฏิบัติไม่บริบูรณ์มันเป็นคนพิการ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นสัมมาวิมุติได้ ก็เป็นสัทธาวิมุติ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไปตลอด ต้องลืมตา 

พวกลืมตาปฏิบัติแล้วถึงจะเกิดวิมุติด้วยปัญญา ศรัทธาถ้าเผื่อว่าไม่มีปัญญาเติมเลย อย่าง อุภโตภาควิมุติ อันดับที่ 1 ไล่ไปถึง สัทธานุสารี ตัวที่ 7 

อุภโตภาควิมุติ ต้องมีปัญญาเข้าไปเติม สายศรัทธาได้ไปมากแล้ว ก็จะเติม สัทธานุสารีเริ่มเป็นโสดาปัตติมรรค พอมาสัทธาวิมุติ ก็จะเริ่มรู้จักอริยสัจ 4 เริ่มจะปฏิบัติเข้าไปหาอาริยะ จึงจะเป็น ทิฏฐิปัตตะ เข้าถึงได้ด้วยทิฏฐิที่เป็นสัมมา เท่าที่สายศรัทธามี พระพุทธเจ้าถึงยังกำกับว่า ไม่เหมือน ทิฏฐิปัตตะเขา สัทธาวิมุติ จะได้เห็นอริยสัจ 4 ก็ตาม แล้วก็ทำอาสวะสิ้นได้เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่ก็จะต่างจาก ทิฏฐิปัตตะ อย่างนี้เป็นต้น จะไม่เหมือนกันทีเดียว  จะค่อยสูงขึ้น

สัทธานุสารี คือผู้ที่พยายามติดตามหาความรู้ที่จะเป็นสัมมาทิฏฐิเข้าไปสู่  โสดาปัตติมรรค และก็ได้โสดาปัตติผลต่อไป พอเจอหรือได้โสดาปัตติมรรค ก็จะปฏิบัติจนเกิดผลได้ไปเรื่อยๆ 

ธัมมานุสารี ก็ตามหาโสดาปัตติมรรค แต่เป็นสายปัญญา จะเห็นเร็วและรู้ได้ง่ายกว่าศรัทธา มันเป็นสัจจะของธาตุ ฐานของจิต เป็นจริตของมนุษย์ เป็นศรัทธาจริต พุทธิจริต มาแต่ไหนแต่ไรก็จะเป็นไปตามนั้น 

เมื่อเป็นทิฏฐิปัตตะแล้ว สัทธานุสารีก็ตาม กว่าจะไปถึงทิฏฐิปัตตะ ก็จะต้องสัมมาทิฏฐิ มีมรรคมีผลจนทำอาสวะสิ้นได้ ไปเป็นลำดับๆ 

สายนั้นต้องมีปัญญาจึงจะทำให้อาสวะสิ้นได้ แต่สายปัญญานั้นมีปัญญาอยู่แล้วจึงทำอาสวะสิ้นได้เลย สายศรัทธา ต้องมีกายสัมผัสวิโมกข์ 8 ส่วนทิฏฐิปัตตะสิ้นอาสวะบางอย่างด้วยปัญญา แต่สัมผัสวิมล 8 ด้วยกายมาตลอด 

ส่วนกายสักขีนั้น มีการ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะ แล้ว เพราะฉะนั้นมีกายแล้ว ออกไปขั้นที่ 6 มีปัญญาวิมุต ถึงมีบาลีกำกับว่า นเหวโข ไม่ต้องกล่าวว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก 

แต่ในภาษาที่เขาแปลว่า มิได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงเป็นภาษาที่ผิด สิ้นอาสวะไม่ได้ จะสิ้นอาสวะได้ จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาตมาเห็นภาษาบัญญัติแล้วเลยรู้ว่าอันนี้แปลผิด มันก็รู้ว่าผู้นี้ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้แปลกันคนเดียวนะ แล้วเขาก็เรียนกันอย่างนี้ด้วยเรียนกันผิดๆมา ที่อาตมาว่ามันเสื่อมศาสนาพุทธ มันมีแต่พยัญชนะ สภาวะมันเข้าไม่ถึง อาตมามีสภาวะจึงรู้ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร คุณจะชี้ขาวแล้วบอกว่าดำ แล้วไปชี้ดำแล้วบอกนี่ขาว อาตมาก็เห็นชัดๆอยู่แล้วว่าก็ดำคุณจะบอกว่าขาว ขาวคุณจะบอกว่าดำ มันจะได้เรื่องอย่างไร 

_สู่แดนธรรม… ถ้าพ่อท่านแปลก็จะแปลว่า ไม่จำเป็นต้องสัมผัสวิโมกข์อีก 

พ่อครูว่า… น เหวโข คือไม่ต้องอีกแล้วนั่นแล คือผ่านแล้ว มีแล้ว ไม่ต้องไปกล่าวคำว่ากายอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ต้องกล่าว สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก เพราะว่าผ่านมาตั้งแต่ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขีแล้ว

ก็ท่านไปแปลง่ายๆเข้าใจลวกๆว่ามี น ต้องบอกว่าไม่เลย ตีทิ้งเลย 

_สู่แดนธรรม… แปลอย่างท่านก็แปลผิดเลย แปลว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสักหน่อยเลย

พ่อครูว่า… ที่จริง ผู้สัมมาทิฏฐิแล้วไม่ต้องพูดเลย ท่านปฏิบัติทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ลืมตามาตลอดไม่ได้ไปหลับตาทำ แต่ทีนี้ เพราะเขามิจฉาทิฏฐิในเรื่องปฏิบัติธรรมหลับตา มันก็เลยมั่วซั่วไปหมดเลย แปลพยัญชนะ ก็เลยไปกันใหญ่เลย 

คนละวาที อาตมากับฝั่งโน้น คนฟังดูก็เลือกเอา แยกแยะตัดสินเองว่าอันไหนเป็นธรรมะอันไหนเป็นอธรรม ก็แล้วแต่คน ที่สุดก็คือตัวเองเป็นผู้ตัดสิน 

คุณสว่างแสงว่ามานี้ก็ต้องเป็นอาริยบุคคล มีปัญญาก็เห็นทุกข์อริยสัจ เป็นอริยบุคคลไปตามลำดับ 

_ฟ้าเจือศีล  จากปัญญา8 เล่ม2 หน้า150  รบกวนพ่อท่านขยายความคำ(วินิพโภค)  และ(วินิพภุชติ) 2คำนี้ต่างกันอย่างไรคะ 

พ่อครูว่า… มันไม่ต่างกันหรอก คำหนึ่งเป็นคำกิริยา อีกคำหนึ่งเป็นคำนาม 

วินิพโภค แปลว่า แยก 

วินิพภุชติ แปลว่า ทำการแยก เกี่ยวกับการแยก เป็นคำนามโดยตรง เป็นตัวการแยกเลย เป็นตัวเกี่ยวกับการแยก แค่นั้นที่ต่างกัน 

สัจจะของผู้ถูกและผู้ผิด ควรกล่าวอย่างไรต่อกัน

_Here Thoon เฮีย ทูน  · กลับมาเผยแผ่โลกุตระธรรมดั่งเดิม ลดละเรื่องโลกิยะ

พ่อครูว่า… อาตมาพูดบรรยายธรรมะนั้น ต้องมีโลกิยะเป็นเครื่องประกอบจึงจะเผยแพร่โลกุตระได้ 

_( 3 คอมเม้นท์ต่อไปนี้ อยู่ใต้คลิป สมณะ ๓ รูป แสดงธรรมวันเสาร์ พุทธศาสนาตามภูมิ ภาคทบทวน โดยสมณะเดินดิน ส.ดินไท และ ส.แสนดิน)

  • อยากให้ทางใครที่ท่านสอนคนละอย่างกัน ไม่อยากให้ไปพูดถึงท่านอี่น มันดูไม่ดีจะทำให้ท่านเสียมากกว่าได้

พ่อครูว่า… ขอบคุณที่เตือน อาตมาทำตามที่คุณขอไม่ได้ การที่สอนกันคนละอย่างนี่แหละมันจำเป็นที่จะต้องอธิบายกัน แล้วก็พูดถึงกันและกัน คนผิดเขาผิด เขาไม่รู้คนถูกหรอก เขาจะพูดถึงคนถูกไม่ได้ ส่วนคนถูกนั้นจะรู้คนผิด จึงต้องพูดถึงคนผิดเสมอ คุณยังไม่มีปฏิภาณปัญญาพอที่จะเข้าใจความจริงนี้ได้จึงว่าอาตมา ถ้าคุณมีปัญญาคุณจะไม่ว่าอาตมา เพราะผู้ที่ถูกนั้นจะต้องรู้ทั้งถูกและผิด ส่วนผู้ที่ยังผิดอยู่นี้ไม่มีปัญญารู้ถูก เพราะฉะนั้นจะไม่กล่าวถึงผู้ถูกได้จะไม่อาจเอื้อม แต่พูดถูกนั้นรู้จักผู้ที่ผิดแล้วมีเมตตา มีความกรุณาปราณี มีความสงสาร มีความเห็นใจ จะเกื้อกูลช่วยเหลือจึงต้องพูดถึงผู้ผิด 

เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เข้าใจจะปรามผู้รู้จะห้ามผู้รู้ แล้วผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญาพอถูกปรามถูกห้าม ก็จะหยุด แต่อาตมาขออภัย อาตมาหยุดไม่ได้หรอกเพราะมันเป็นสัจจะที่อาตมาเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดความถูก โดยไม่มีสภาพ 2 จะมาพูดความถูก ความถูกจริงๆจะมีสภาพ 2 คือผู้นั้นจะต้องรู้ความผิดด้วย แล้วไม่ทำผิดอีก จึงเป็นผู้ถูก 

ส่วนผู้ที่ผิดนั้นเขาไม่รู้ถูกเลยเขาก็จะทำแต่ผิด หรือเขาจะเริ่มรู้ถูกบ้างเขาก็จะเริ่มมีความรู้ 2  มากขึ้น มากขึ้น จนกระทั่งเต็มถูก ถึงจะรู้ผิดเต็ม แล้วคุณก็จะอยู่กับถูกเต็ม 

_• อย่าไปพูดถึงพระท่านอื่นเลยนะค่ะ

พ่อครูว่า… ขออภัยเถอะคุณห้ามผิด ไม่พูดถึงไม่ได้ ถ้าไม่พูดถึงแล้วก็พูดลอยลงไป คนจะเข้าใจยากเพราะไม่มีตัวอย่าง แบบนี้ไปว่าไปแล้วมีคนเป็นอย่างที่ว่าหรือเปล่ามันก็ไม่ได้เรื่อง 

เพราะฉะนั้นคนที่พูดแล้วอธิบายถูก เมื่อเห็นคนผิด ก็จะต้องนำมาเพื่อที่จะยืนยัน มีคำสอนอยู่อันนึงบอกว่า อย่าพูดกระทบตนกระทบท่าน อันนี้เป็นคำพูดที่โมฆะ 

เพราะคุณพูดถึงความถูกความผิด มันก็ต้องกระทบคนทั้งคู่ พูดความถูกก็กระทบคนถูก พูดความผิดก็กระทบคนผิด นอกจากไม่มีคนถูก คุณพูดอย่างไรก็ไม่มีกระทบเพราะคนถูกไม่มี เมื่อคนถูกไม่มีจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางกระทบคนถูก เพราะคุณผิดอยู่คุณก็พูดแต่ผิดๆ 

ส่วนถ้ามีคนถูก คนถูกก็จะพูด ก็จะต้องพูดถูก แล้วจริงๆคำพูดคนถูกนั้นอย่างน้อยก็มีของตัวเราเอง ตัวของผู้ถูก เมื่อเกิดคนถูกขึ้นมา 

เช่น อาตมาเป็นคนถูก เกิดมาในยุคนี้มันไม่มีใครถูกในเรื่องโลกุตระ อาตมาเอามาพูดโลกุตระจึงต้องพูดทั้งถูกและผิด 

ส่วนคนผิดที่มีกันอยู่เก่า มันไม่มีแล้วคนรู้โลกุตระ คุณก็ไม่มีสิทธิ์จะพูดถูก ก็ไปพูดแต่คนผิด ไปกระทบกับคนผิด คนผิดก็พูดกระทบกับคนผิดไป แล้วก็รู้ว่าใครผิดมากผิดน้อยลงตัวว่าไม่ผิด 

ผู้ผิดมากอาจจะบอกคนผิดน้อยว่าผิดมากก็ได้ ผู้ที่ผิดน้อยอาจจะพูดกับคนที่ผิดน้อยว่ามากก็ได้ ก็มันโง่ คนผิดที่รู้ความไม่จริงก็ผิดมันก็ตู่กันไปตู่กันมาเท่านั้นเอง 

ฟังธรรมะดีๆ แล้วก็ตามให้ถึงที่เลย พิสูจน์กันให้ถึงเนื้อแท้เลย ว่าทำแล้วมันเป็นได้ไหม มันยาก มันทวนกระแสได้ไหม เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาเทียบเอาพระสูตรไหน เอาพุทธพจน์เข้าไหนข้อไหนเอามายืนยันกันไป อันไหนมันเข้ากับเรื่องราวเหตุการณ์รูปนามนั้นๆ มันก็รู้กันได้

สภาวธรรมของสัทธรรม 7 อย่างฉายหนังช้า

_• ฟังธรรมจากท่านสมณะ 3 ท่าน ได้สาระประโยชน์ 3 มุม (สนุกที่ทำให้รู้จักกิเลสของตัวเอง) เตือนให้ไม่เผลอกับสติ

พ่อครูว่า… ผู้ที่อธิบายไปแล้วคนฟังก็ทำให้เราเกิดรู้จักกิเลสตัวเอง นี่ก็คือตัวประโยชน์แท้ ของโลกุตระด้วย พูดอธิบายไปแล้ว สอนไปแล้วทำให้ เกิดรู้จักกิเลสตัวเองอ่านกิเลสตัวเองออก เมื่อกิเลสจริงคือเกิดในขณะปัจจุบัน กระทบสัมผัส ปั๊บ กิเลส มันก็เกิดมาพร้อมกับสังขาร คุณก็จะรู้ว่าอันนี้เป็นกิเลส คุณจะมีปฏิภาณปัญญาฉลาดมาก หรือน้อยแล้วแต่ รู้ว่าอันนี้เป็นกิเลสของเรา ในขณะที่สัมผัสเกิด นั่นแหละเป็นตัวเป้าหลัก เป้าหมายหลัก ที่ให้คนฟังธรรมแล้วเอาไปใช้จริง 

เมื่อสัมผัสจริง กิเลสจริง คุณมีไหวพริบแล้วรู้จักกิเลสจริง แล้วคุณก็จะต้องฝึกสร้างบุญ สร้างปัญญา หรือสร้างฌาน สร้างพลังงานทางจิตนั่นแหละ ให้มันลดละกิเลสนั้นได้ 

เพราะฉะนั้นคนจะมีอาการลดกิเลสได้ ฟังประเด็นนี้ดีๆ เมื่อสัมผัสแล้วเห็นกิเลสตัวเองแล้ว กิเลสจะลดได้นั้น เกิด ท่านเรียกว่าเกิดสัทธรรม 7 คือ กิเลสลดได้ 

  1. ศรัทธา ถ้าหากศรัทธาที่เกิดจากสัทธรรม 7 จะมีปัญญาร่วมด้วย แต่ถ้าเป็นศรัทธาที่ปัญญายังไม่เข้าไปร่วมมาก ก็จะเริ่มรู้น้อยๆ ศรัทธายังไม่มีปัญญาเข้าไปร่วมมาก จะเริ่มรู้น้อยๆ 

พอเริ่มรู้น้อยๆนี้จะไม่รู้สึกถึงขั้น หิริ จะไม่รู้สึกมีน้ำหนักถึงขั้นอาย อายอะไรอายที่ศรัทธานี้คือ เป็นหลักที่เห็นจริง เชื่อจริง แต่เชื่อจริง ในความที่ยังไม่มีปฏิภาณปัญญามาก ก็เชื่ออย่างผิดๆ ก็จะไม่กระทบแล้ว ถ้าเมื่อกระทบแล้ว คุณรู้ว่าคุณผิด คุณรู้ว่าคุณไม่ถูกหรือคุณรู้ว่าคุณ ชัดๆคือ รู้เป็นตัวกิเลสของเราเกิด ตัวผิด ตัวไม่ควร เป็นลักษณะสภาวธรรมชนิดหนึ่ง ตัวผิด ตัวไม่ถูก ตัวไม่ควร ตัวกิเลส 

พอคุณเห็นกิเลสตัวนี้แล้ว คุณจะรู้สึกละอายที่ตัวเองมีกิเลส ตัวเองมีความผิด ตัวเองมีความไม่ถูก อาการอาย มันจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่แสดงกิเลสออกแล้วก็รู้ตัวว่า เรานี่ มีแต่แสดงกิเลสออก 

เช่น คนมีปฏิภาณปัญญา รู้เลย แต่ก่อนนี้เราแสดงออกอย่างนี้ แสดงความไม่ควร แสดงความไม่ดี แสดงความโลภ แสดงราคะ แสดงความโกรธ พอรู้ว่าอาการอย่างนี้แต่ก่อนเราก็เคยทำ พอรู้ว่าตัวทำไม่ดีอาการนี้ไม่ควร โลภก็ไม่ควร ราคะก็ไม่ควร หรือแสดงกาม อาการโกรธ มันจะสำนึก เราเกิดละอาย อย่างนั้นจึงเรียกว่า เทวธรรมนั่นคือคุณเริ่มเจริญแล้ว อายต่อสิ่งที่เรารู้ว่าอันนี้ไม่ควรของเราแสดงออก 

โอตตัปปะ อายแรงกว่า หิริ เกรงกลัวต่ออันนี้เลย เกรงกลัวต่อที่ตัวเองทำไม่ดีทำสิ่งที่น่าอาย น้ำหนักของการละอาย เกรงกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อสิ่งไม่ดีมันสูงขึ้น 

เมื่อสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญญาคุณกระทบบ่อยๆ วิริยะ สติ  ปัญญา ซึ่งเป็นสัทธรรมอีก 3 ตัวท้าย พหูสูตรตัวกลางคือคนที่เจริญ คนที่พัฒนาตัวเองขึ้นมา มันเป็นตัวบอกสถานะของคุณ ว่าคุณจะเป็นพหูสูตรเจริญ เป็นอาริยะขึ้นก็เพราะคุณรู้จักกิเลส ละอายต่อสิ่งที่ไม่ดีของตนเอง จนถึง  หิริ โอตตัปปะ แล้วคุณจะรู้ตัวว่าอย่างนี้ต้องลด คุณจะลดไปในตัว

น้ำหนักของสติปัญญา ปัญญามันจะบอกเลย ปัญญามันจะมีธรรมฤทธิ์ ให้เราเจริญซักทีเถอะพ่อคุณเอ๋ย ผู้หญิงก็บอกว่าแม่คุณเอ๋ย บอกตัวเองทำไมเราโง่อย่างนี้ ทำไมเราไม่เจริญ คุณก็จะมีสติ คุณก็จะมีวิริยะ เป็นอินทรีย์ เป็นพละ 

สัทธินทรีย์ คือศรัทธาเกิดแล้ว วิริยะเก็เกิด สติก็เกิด สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ก็จะเกิด มีอินทรีย์ 5 พละ 5 ก็จะเกิด เมื่อเกิดแล้วคุณก็สั่งสมการลดกิเลส จิตสะอาดก็ตกผลึกๆๆ เป็นการตั้งมั่นของจิต เป็น สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ซึ่งเป็นตัวยาดำทั้ง 5 นี้ มันก็จะยิ่งเจริญเป็น ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไปตามลำดับๆๆ 

นี่คือลีลาของธรรมะที่อาตมาเอาสภาวะธรรมอันละเอียดๆ มาชี้ให้เห็น เหมือนเป็นรูปธรรม เหมือนกับฉายหนังช้า ฟังเข้าใจดีไหม 

นั่นแหละ ถ้าคนมีปฏิภาณปัญญาดีๆจะเห็นความจริงด้วยสัทธรรม 7 ของพระพุทธเจ้า อย่างไปฉายหนังช้าให้ตัวเองดูเลย มันเป็นอย่างนั้นสภาวธรรม 

เพราะฉะนั้น ผู้ที่สามารถรู้กิเลส สามารถทำให้กิเลสลดลงไปเรื่อยๆได้ นี่แหละคือสภาวะฌาน เริ่มต้นลดก็ฌาน 1 ลดได้มากขึ้นจนกระทั่งดีใจมีปิติ ลดได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งมีปิติปัสสัทธิหรือยิ่งสงบลงไป มันไม่ใช่ดีใจแบบได้รับบำรุงบำเรอกิเลส แต่มันดีใจ ปิติใจ เพราะเราเจริญทางอาริยะ เจริญทางโลกุตระ เพราะฉะนั้นก็จะเสริมสร้างให้เกิดทั้งสัทธรรม 7 และฌาน 4 

ซึ่งฌานไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ฌานไม่มีเข้าไม่มีออก ฌานจะเกิดในปัจจุบันธรรมไปตามลำดับ ฌานไม่มีไปนั่งเข้าฌานออกฌาน ไม่มี ฌานเป็นอจินไตย กว่าจะรู้ความเป็นฌาน ไม่ง่าย ไม่มีคนสัมมาทิฏฐิอธิบายไม่มีทางเข้าใจฌานเลย อาตมาอธิบายไปยังรู้สึกว่าไม่เก่งอธิบายเลย แต่พวกคุณพอเข้าใจไหม 

พวกคุณพอรู้เรื่องไหม เด็กๆพอรู้เรื่องไหม ก็น่าเห็นใจ คนไม่รู้เรื่องมาฟังอาตมาจะบอกว่าอาตมาพูดอะไรไม่รู้ ก็จะไปรู้ได้อย่างไรเพราะคุณไม่รู้ 

คนที่ฟังธรรมะแล้วมีธรรมรส เรียกว่าสนุกในธรรมะ ก็ดี ก็เจริญธรรมแน่นอน 

………………………

_• สมัครสมาชิกพรรคได้ที่ไหนค่ะ

พ่อครูว่า… มาที่ บวร หรือทางไลน์ได้

_• แข็งแรงทุกคน ผมสั้นทุกคน สุขภาพดีทุกคน ดูจากการเดินและนั่ง นั่งพื้นได้ นั่งหลังตรง เดินแกว่งแขนแบบแข็งแรงชอบค่ะ

พ่อครูว่า… พวกเรานี้ปฏิบัติธรรมผู้หญิงก็ตัดผมสั้นอย่างกับผู้ชายเลย ซึ่งไม่ใช่ธรรมดานะ เป็นเครื่องแสดงการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง อาตมาก็ว่าชาวอโศกนี้ไม่เหมือนชาวโลกเขา ที่เจ็บไข้ได้ป่วยมาก คนประมาณนี้ มวลคน อาตมาว่า พวกเรามีโรคภัยไข้เจ็บน้อยไม่มาก เดินแกว่งแขนก็รู้ได้แล้วนะ 

_ กระผมพบคำสอนของพ่อครูเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้ทำตามคำสอนแล้วรู้ตนเอง และเข้าใจในกายเพิ่มขึ้น กราบคารวะด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ

พ่อครูว่า… ดี ไม่ง่ายนะที่จะเข้าใจกายอย่างสัมมาทิฏฐิ 

_• ผู้ครองรักที่แท้จริง/คือผู้ที่เอาชนะใจตนจากใจ

_• หลวงพ่อจำแนกแยกแยะได้ถูกต้องและละเอียดมากในยุคนี้ครับ ผมขออนุโมทนาสาธุการในธรรมที่ท่านประกาศแจ้งด้วยตนเองในหนทางแห่งโพธิญาณโดยแท้..เป็นธรรมที่จำแนกแยกแยะได้จริงตามสภาวะธรรมที่ทรงเกิดขึ้นในปัญญาของหลวงพ่อที่เข้าถึงธรรมแท้ของพุทธะ

พ่อครูว่า… อาตมาก็ว่าใช่นะ อาตมาเป็นพูดแจกแจงธรรมะละเอียด พยายามอธิบายให้ละเอียดทั้งนั้น คนนี้เชื่อว่าอาตมามีธรรมะแจ้งด้วยตนเองในหนทางแห่งโพธิญาณที่แท้ ขยายความชัด ก็เท่ากับยอมเชื่อว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา 

ใช้คำว่า ทรง คือมันมีอยู่ตอนนี้ มีอยู่ ไม่ใช่เป็นคำราชาศัพท์นะ อาตมาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะใช้คำราชาศัพท์ คำว่า ทรง มันมีอยู่ ทรงอยู่ คนนี้เขามองความจริงออก อาตมาก็อนุโมทนาด้วยที่คุณเห็นความจริงอันนี้ คนเขาไม่เห็นก็ไม่เห็น คุณเห็นก็ดีแล้ว 

_• ต่อไปปท.ชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรในเมื่อผู้นำโน้มน้าวไปในทางมัวเมา ลุ่มหลง แบบนี้เท่ากับยอมเป็นทาสของกิเลสแบบเปิดเผย แทนที่จะทำตามหลักคำสอนถูกต้อง เห็นผิดตั้งแต่แรกเริ่มเสียแล้ว

พ่อครูว่า… ก็น่าสงสารบ้านเมืองอยู่ ผู้ที่พอมองเห็นแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร มีคนถามว่าจะทำยังไง อาตมาก็ตอบไปแล้ว แม้แต่วันนั้นซึ่งท่านดอกเตอร์ บัณฑิตทั้งหลายเป็นอาจารย์มาถามประเด็นนี้เหมือนกัน อาตมาก็ตอบไปแล้ว เราก็ทำไปเท่าที่เราสามารถทำได้ด้วยความจริงใจเต็มภูมิแล้ว ตามสมเหมาะสมควร มันก็ต้องเท่านั้น เราจะไปมีกิเลสอยากให้มันได้ มันเป็นอะไรต่ออะไรก็คงไม่ได้ ก็ได้เท่าที่เรามีความสามารถทำงานไปไม่ดูดาย ทำงานกับสังคมไป ดีแล้วก็ช่วยกัน พยายามระมัดระวัง 

_สู่แดนธรรม… มีคนชี้แจงว่า สมัครพรรคสัมมาธิปไตยได้อย่างไร 

ผู้อยู่ต่างจังหวัด สามารถเข้าเว็บไซต์ แล้วไปโหลดใบสมัคร ที่ www.sammaa.or.th แล้วก็ส่งมาทางไปรษณีย์

ความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ rebirth อย่างเป็นตัวเป็นตน ก็เป็นสัมมาทิฏฐิอย่างหนึ่ง 

_กิ่งธรรม กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพและศรัทธายิ่ง…วันก่อนลูกได้สนทนาธรรมกับญาติธรรมใหม่คนหนึ่งเขาไม่ค่อยเชื่อสนิทใจเรื่องตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นคนโน้นคนนี้..แต่เขาเชื่อเรื่องกรรมปัจจุบันเท่านั้น  เชื่อว่าทำดีก็ได้ดีในชาตินี้แล้ว เท่านั้น  ที่พิสูจน์ได้ เขาถามลูกว่าลูกเชื่อไหมว่าตายแล้วเกิดเป็นตัวตนแบบนี้   ลูกว่า เชื่อ   เขาถามว่ามีสภาวะอะไรจึงเชื่อ  ที่เขาไม่เชื่อเพราะเขาไม่มีสภาวะ  เขาระลึกชาติไม่ได้

พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าก็ตรัสในพระไตรปิฎกก็มีเยอะ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้มีเยอะ เรื่องนี้ โดยเฉพาะในสายพุทธ ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นคนนั้นคนนี้ก็ดี ด้วยก็ rebirth การเกิดแล้วก็เวียนวนเกิดใหม่มาเกิดเป็นคนนั้นคนนี้ 

ก็ขอขยายความตรงนี้ให้ฟังนิดนึงว่า การเกิดนี้เกิดด้วยวิบาก ตายแล้วมาเกิดอีกก็มีวิบากหนุน วิบากสนับสนุน 

เพราะฉะนั้น คนที่มีกุศลวิบากที่เข้ากับพวก ที่จะต้องเกิด มันเป็นสัจจะ คนที่จะมีวิบากไปกับพวกบาปพวกนรกด้วยกัน เขาก็จะเกิดกับพวกบาปพวกสัตว์นรกด้วยกัน คนที่มีกุศลเป็นกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโลกุตระ เป็นอาริยะบุคคล ก็จะมาเกิดในกลุ่มที่เป็นอาริยบุคคล แม้วิบากจะพาเขาให้ไปเกิดไกล วันหนึ่งเขาก็จะต้องเดินทางมาสู่กลุ่มที่เป็นอาริยะด้วยกัน อันนี้เป็นสัจจะ 

เพราะฉะนั้นที่คนกล่าวกันว่า คนนี้มีจิตวิญญาณเก่าของคนนั้นมาเกิด มาเป็นคนนั้นคนนี้ มันไม่ผิดหรอก แต่มันไม่รู้กันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นก็เดากันไปเดากันมาเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ควรจะต้องไปเดา 

เราจะสามารถรู้ พระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปรู้เอานั่งทำญาณ เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ รู้ว่าคนนี้ชาติก่อนเป็นจิตวิญญาณเก่าเป็นใครเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นรูปธรรมเลย ไม่ใช่ มันจะรู้จักกันเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอันนี้เหมือนกันว่าจะรู้ได้ด้วยการคบคุ้น อยู่ด้วยกันไป เหมือนคนที่มีมาเก่า ถ้าตายอายุแก่มาเกิดเป็นเด็ก มันก็จะมีลักษณะเหมือนผู้ใหญ่ แซมอยู่ในสภาพเป็นเด็กนั่นแหละ หรือโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว มันก็จะรู้จักอีกอย่าง 

คือมองออกว่า สภาวธรรม ที่ติดอยู่ในจิตวิญญาณนั่นแหละมันจะมาแสดงออก ไอ้ตัวแสดงออกนั้น สิ่งที่เป็นธรรมะมากติดตัวมาจนกระทั่งไม่ต้องทำอะไรมาก มันก็จะแสดงบทบุคลิก หรือกิริยาอาการออกด้วยตัวมันเอง ลักษณะบุคลิกที่แสดงออกมาเองนั้นเราเรียกว่าสัญชาตญาณ ติดมาจากสัญญาแล้วมาออกบทบาท โดยที่ตัวเองก็ไม่มีเจตนาแต่มันจะออกมาเป็นอัตโนมัติ ก็จะเห็นได้ง่าย 

เป็นคุณธรรม เอาหลักธรรม เอาธรรมวินัย เอาศีลมาจับได้เลยมันจะเป็นคุณธรรม เป็นโลกุตระ ผู้ที่มีภูมิธรรมก็จะยิ่งเห็นชัดได้ 

อย่างอาตมามองคนอยู่ไกลไม่ได้มาอยู่ในชาวอโศก มีคุณธรรมคนที่เป็นโพธิสัตว์ตามที่อาตมาพูดไป คนที่เด่นชัดอย่างนั้นด้วยซ้ำไปที่อาตมาได้พูด คนที่มีไม่มากนัก ไปบอกไปชี้ก็ยาก ขนาดคนที่มีมากอาตมาบอกชี้ คนก็ยังรู้ตามได้ยาก 

ก็เป็นธรรมะเป็นสัจธรรมอันหนึ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้ มันอวดเก่งได้แต่อวดเก่งและผิด ผิดเป็นไงก็หน้าแตก คนที่พยากรณ์โดยไม่แน่จริงไม่ถูกจริงก็หน้าแตก ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะพูดเล่นๆไปพยากรณ์เล่นๆไม่ควร มันจะหน้าแตกนะ 

  _ ลูกเองก็ระลึกชาติไม่ได้แล้วจะเอาสภาวะมาจากไหน  ลูกก็ได้แต่บอกว่าที่เชื่อเพราะเคยอ่านเรื่องการระลึกชาติของคนอื่น..

พ่อครูว่า… ไปอ่านดูมีเยอะในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในชาดกมีเยอะมาก 

_และจากที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ซึ่ง พระพุทธเจ้าเองก็สอนไม่ให้เชื่อแบบนี้  

พ่อครูว่า… คือไม่จำเป็นจะต้องไปคิดเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก

_ถ้าจะถามเรื่องสภาวะก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร  เขาเองก็บอกว่าอยากได้รับฟังคำอธิบายจากพ่อท่านให้เขาเข้าใจสภาวะเพื่อจะได้เชื่ออย่างสิ้นสงสัยว่าคนเราตายแล้วเกิดเป็นตัวตนจริงๆเพื่อว่าถ้าเชื่อแล้วจะได้ทำให้เขาปฏิบัติธรรมได้ดียิ่งขึ้นค่ะ..สำหรับความคิดของลูกนั้น ลูกว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แค่ปัจจุบันเรามุ่งมั่นทำความดี ละกิเลสให้ได้ตามกำลัง..ผลก็ได้ตามที่เราทำ แม้แค่ชาตินี้เราก็สบายแล้ว ถ้าไม่มีชาติหน้าจริง..เราก็สบายในชาตินี้ก็คุ้มแล้ว คิดแบบนี้ถูกต้องไหมคะ

พ่อครูว่า… คิดอย่างคุณกิ่งธรรมนี้ก็ดี แต่ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเชื่อ โดยไม่ใช่เชื่ออย่างงมงายนะ เชื่อว่าตายแล้วมาเกิด จะเป็นคนไหนก็แล้วแต่ คนนั้นคนนี้ และถ้ามันมีจริง สัจจะมันมีจริง ฉะนั้นคุณเชื่อบ้างแล้วก็ต้องอ่านจากสภาวะของคนนั้นๆ ที่ว่าจริงมันจริงอย่างไร คุณรู้แค่ไหน ถ้าคุณรู้ว่าเหมือนกับคนนี้ พูดง่ายๆ 

คนนี้ตายไป มีคุณธรรมขนาดไหน เสร็จแล้วมาเกิด บอกว่ามาเกิดเป็นเด็กคนนี้ เข้ามาอยู่ในหมู่เรา มันมีการแสดงออกทางกาย ทางวาจา มันก็มาจากจิตเป็นประธาน มันเหมือนกับคนนั้นที่เรารู้จักมาก่อนที่ตายไปแล้วมาแสดงออกคนนี้ มันเหมือน มันคล้าย มันมีลักษณะแสดงออก มันก็เป็นจริง 

ประเด็นที่บอกว่าจะเชื่ออย่างไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสขนาดนี้คุณยังไม่เข้าใจ ยังไม่เชื่ออีกว่า การเวียนตายเวียนเกิดมีจริง แล้วคุณจะมาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เอาละอาตมาไปบังคับให้คุณเชื่อไม่ได้หรอก แต่ลองคิดดีๆสิ 

ถ้าเผื่อว่า กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมที่คุณทำแล้วมันก็สั่งสมเป็นธรรม สั่งสมเป็นวิบาก มีอย่างนี้คุณทำอย่างนี้ เอาที่จะรู้ง่ายก่อน 

เช่น คุณมีอาริยธรรม หรือมีโลกุตรธรรม ชาตินี้คุณเกิด คุณมีแล้วในตัว คุณตายไปแล้วมาเกิดต่อ เกิดในร่างเด็กคนนี้ เด็กคนนี้ก็มาเกิดอยู่ในนี้ มันก็จะมีวิบากคนที่ตายที่ติดตัวเด็กคนนี้มา แน่นอนเด็กยังไม่แสดงออกเต็มตัว เพราะมันยังไม่เดียงสา ปฏิภาณปัญญายังไม่มีวุฒิภาวะพอ มันก็จะแสดงเป็นเด็กๆไปก่อน แต่มันจะมีการส่อแสดงบ้าง 

บางทีมันพูด อันนี้มันพูดได้อย่างไร ภาษาอย่างนี้มันเป็นคนโตคนอาริยะ ภาษา โลกุตระ พูดมาบางทีเรายังไม่พูดถึงขั้นนี้เลย บางทีจะพบ เด็กคนนี้พูดอย่างนี้ได้อย่างไร 

_สู่แดนธรรม… ผมมีตัวอย่างเด็กพวกเรา เขาพูดตอนเขาอายุ 7-8 ขวบ พูดว่า ไม่อยากกลับมาเกิดเป็นเด็กใหม่ เดี๋ยวจะต้องมาเรียนหนังสือกันใหม่อีก มันลำบากมากเลย การเรียนหนังสือนี่ ผมก็เคยคิดอย่างนี้แต่คิดตอนผมโตแล้ว ตอนเด็กผมไม่เคยคิดอย่างนี้ได้เหมือนเขาเลย ผมว่ามันเป็นสัญญาที่จำมาจากอดีตของเขาครับ 

พ่อครูว่า… มันเป็นนามธรรมมาก เพราะฉะนั้นมันต้องมาศึกษาดีๆแล้วก็จะมีญาณหยั่งรู้ของเรา ญาณหยั่งรู้ของเราจะมีมากหรือมีน้อย เราก็พอจะค่อยๆเกิดจริง ญาณหยั่งรู้ มันจะไปซื้อเอาตามร้านขายยา ตามห้าง Supermarket ห้างใหญ่ๆมันไม่มี มันต้องสร้างสั่งสมเป็น กัมมัสโกมหิ กรรมเป็นของของตน ตนเองเป็นทายาทของกรรมตนเอง มันจะมีเหตุปัจจัยต่อเนื่องมาจนสั่งสมเป็นตัวรากเหง้า เป็นตัวนำเป็นตัวพาเกิดเรียกว่า กรรมพันธุ์ พาเราเป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของเรา เป็นเผ่าพันธุ์โลกุตระเป็นต้น มันก็จะมาเกิดอยู่ในเผ่าพันธุ์โลกุตระ มันไม่ไปเกิดอยู่ในดงโลกียะ มันอยู่กับเขาไม่ได้ง่ายๆหรอก 

1.วิบากพามา 2.คุณจะแสวงหาเอง ก็จะมาอยู่กับหมู่โลกุตระจนได้แหละ นอกจากวิบากคุณหนักแล้ว คุณไม่ได้พากเพียรมาก มันก็อาจจะนาน แต่ถ้าพากเพียรด้วย วิบากไม่มาก คุณก็เข้ามาง่าย น้ำจะไหลไปหาน้ำ น้ำมันจะไหลไปหาน้ำมัน เป็นสัจจะ ไม่ใช่เรื่องปลอมแปลงหรือมาขี้ตั๋วเอา ดัดจริตเอา มันไม่ใช่ เป็นสัจจะ 

หมู่กลุ่มของชาวอโศกเป็นหมู่กลุ่มชาวโลกุตระ เป็นหมู่กลุ่มของสัจธรรมชนิดจริง แล้วอยู่กันได้จนกระทั่ง อาตมาว่า คนมันเสื่อมจากธรรมะพระพุทธเจ้าเยอะจริงๆ จนเขามองไม่เห็น ทั้งๆที่อาตมา ว่าเราเป็นกลุ่มโลกุตระที่ชัดเจนมากมีถึงขั้นสาธารณะโภคี สาราณียธรรม 6 แล้วมี พฤติกรรมเนื้อหา สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ  แม้แต่วรรณะ 9 ก็มีจริงๆเลย

แล้วก็มาเรียนรู้เป็นสังคมที่มีศีลก็รู้ มีสมาธิก็จริง แต่คนเขามิจฉาทิฏฐิในสมาธิเขาก็เลยไม่รู้ว่าชาวอโศกนี่แหละคือพวกที่มีสมาหิโต มีสมาธิจริง เขาก็ไปหลงว่าสมาธิหลับตาของเขาเป็นสมาธิจริง เขายึดอย่างนู้นว่าเป็นของถูก ของอโศกไม่มีสมาธิ ปฏิบัติธรรมอะไรไม่ได้นั่งภาวนา ไม่ได้เกิดสมาธิกันเลย เขาก็ว่าอย่างนั้น เขาก็เข้าใจสมาธิของเขาอย่างมิจฉาและเอามาวัดพวกชาวอโศก  มันจะได้อย่างไรเอามิจฉาสมาธิมาวัด มายืนยันเป็นเครื่องยืนยันว่า มันต้องเป็นอย่างนั้นถึงจะเป็นสมาธิ ไอ้นี่มันไม่ใช่ มันตรงกันข้าม มันเป็นสมาธิลืมตา เป็นสมาธิที่มีสติสัมปชัญญะเต็ม ยิ่งเป็นสมาธิยิ่งจิตสว่าง ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว เป็น กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา แล้วมันก็รู้ทันกิเลสอย่างเร็ว ตัดกิเลสก็ได้ไว หรือกิเลสมารอหน้าไม่ได้ อย่างนี้ต่างหากเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า มันเป็นอจินไตย เป็นฌาน อจินไตย เป็นสมาธิ อจินไตย 

ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้ในทางมิจฉาทิฏฐิ ทางพวกที่ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าแล้ว เขาเข้าใจยาก 

เป็นอรหันต์แล้วจึงหมดผีปอบ

_สมพอน สปป.ลาว ขอฝากคำถามเถีงหลวงปู่แน่ครับเพื่อขอคำอะทิบาย และเพื่อให้หายข้อสงใสครับ  เดืยวนี้ที่หมู่บ้านผมผีปอบกำลังบุกรุกย่างร้ายแรงเลียครับ และมีผีปอบมากด้วยครับ  ผู้คนมีความบาดกลัวมาก พอมืดมาหมู่บ้านมิดจี่ลี่ ยากจะถามหลวงพ่อว่า และข่อความอธิบาย ว่าผีปอบคืออะไร ? ผีปอบเกีดมาจากไหน และ ทำไม่ผีปอบเถีงส้างแต่ความไม่ดีงามมีแต่หาทำให้คนตาย หาเข้าสิงคนโน้นคนนี้

พ่อครูว่า… ฟังดีๆ หมอปลาน่าจะมาฟังอาตมาพูดเรื่องนี้ ไปไล่ผีกันจังเลย นอกจากผีปอบแล้วผีอะไรแกก็ไล่หมด 

ผีปอบนี้คืออุปาทานชนิดหนึ่ง มันเป็นอุปาทานหมู่ด้วย มันเป็นอุปาทานในตัวคนแต่ละคนนั่นแหละ ยึดมั่นถือมั่นว่าอาการอย่างนี้ เป็นจริงมีจริง มันยึดมันติดด้วยอวิชชา 

เพราะฉะนั้นจึงเป็นตั้งแต่เริ่ม เอาง่ายๆเลยสำหรับพวกเรา คุณยึดติดว่ารสอร่อยนี้มี นั่นแหละผีปอบ ผีกินหัว กินตัวคุณไหม คุณเคยถูกผีปอบนี้กินหัวไหม รสอร่อย นี่แหละอุปาทาน 

คนที่หมดอุปาทานแล้วหมดการยึดถือ โธ่เอ๋ย…. มันไปยึดผิดๆ มันไปจำความผิด มันไปยึดผิดว่า มันเป็น มันมี 

คนที่เป็นอรหันต์แล้ว ผีหายไปเลย ผีปอบ ผีกระสือ ผีอร่อยหายไปเลยไม่มีในอารมณ์จิต ไม่มีในความรู้สึก ไม่มีในเวทนา เวทนาไม่มีผี ไม่มีรสอร่อย ไม่มีผีปอบที่มันกิน 

ทีนี้ ที่มันเป็น มันเป็นไปถึงขั้นเป็นรูปธรรม เข้าสิงเข้าทรง พอผีเข้านี่ไม่มีอะไรเข้า คุณเองนึกว่าอาการอย่างนี้นี่ มันถูกเข้าทรง เป็นเจ้าเข้าทรง อย่างไม่กลัวเจ้าด้วย เอาเจ้ามาเข้าทรงแล้วแสดงอำนาจแสดงความเขื่อง แสดงความชอบนึกว่าเป็นสิ่งที่ดี 

หรือไม่ได้อยากเข้าแต่มันมาเข้า นึกว่าองค์ลง ผีเข้า หรือว่าวิญญาณเข้า มันไม่มีอะไรเข้าใครได้หรอก ตัวเองโง่ อุปาทานคิดว่ามันมีเอง ก็เลยมี ก็เลยเป็น 

เช่น คนที่รู้สึกว่าเข้าทรง แล้วเป็นไง สั่น ก็เป็นอุปาทาน มาแต่ชาติไหนก็ไม่รู้ จำมาแล้วมาถึงชาตินี้ หรือแม้แต่มาเห็นชาตินี้ คนนี้สั่น พวกเขาทรงก็จะสั่น ตัวเองมีเชื้อแล้ว เชื่อว่าเป็นอย่างนี้ เสร็จแล้วถึงคราวที่จะเป็นบ้าง ก็สั่นแบบนั้น บ้าๆบอๆทั้งนั้น 

ฉะนั้นจึงเป็นอาการที่ไม่ปกติ ปกติคือรู้ความจริงตามความเป็นจริง ตาเห็นรูปอย่างนี้ ทุกคนเห็นตรงกันหมดไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากกัน นี้คือความจริง 

หากเห็นผิดแปลกไปก็กายต่างกันสัญญาต่างกัน องค์ประชุมเรียกว่ากาย สัญญาคือการกำหนดหมาย กำหนดต่างกัน มันก็ต่างกันไปเลย นี่ละเอียดมาก 

แม้แต่จะมาเรียนรู้บ้าง กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาณมันอยู่ข้างใน กายมันอยู่ข้างนอก ฉะนั้นก็มีกายต่างกันแม้จะรู้สึกว่าอย่างนี้คือผี สัญญากำหนดตรงกัน ว่าอย่างนี้คือผี แต่กายคุณก็ยังต่างกันไปสารพัด องค์ประชุมข้างนอกที่รูปนาม มีทั้งกิริยาภายนอกภายใน มันก็จะต่างกันไปเยอะ 

จะเป็นกายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน คือองค์ประชุมเหมือนๆกันคล้ายๆกัน เช่น เมื่ออุปาทานหมู่ว่าผีปอบเป็นอย่างนี้ แสดงตัวแบบนี้ เขาก็กำหนดกาย ถ้าแสดงกิริยา กายกรรม วจีกรรมออกมาเหมือนอย่างนี้ ส่วนมากก็จะเป็นสภาพที่ไม่รู้ตัว แล้วก็สติสัมปชัญญะอะไรก็ไม่ได้เป็นตัวตน ดิ้น ชัก อะไรก็แล้วแต่ ดีไม่ดีก็อาละวาดอะไรต่ออะไรต่างๆ เขาก็ถือว่าไม่ปกติแล้ว มันเป็นอุปาทานเอาอะไรไม่รู้มาเข้า 

จะเป็นด้วยชอบ จะเป็นด้วย อุปาทานหนัก ยึดอุปาทานเยอะ แล้วก็เป็นเช่นนี้ก็ตาม ก็อวิชชาทั้งนั้น คือโง่ทั้งนั้น มันก็เป็น แต่คนที่มีปัญญารู้ชัดอย่างที่อาตมาอธิบาย 

อาตมาตอนที่ยังเป็นลิงลมอมข้าวพอง อาตมาก็ไปเล่นไสยศาสตร์ ก็ไปเข้าทรง เข้าทรงนี้มีลักษณะเขื่องนะ เข้าทรงนี้เราจะต้องเข้าทรรงสภาพวิญญาณชั้นสูง มีอำนาจเหนือกว่าสิ่งที่เราจะเอามาเข้าทรง

แล้วเราก็แสดงออกอะไร เพื่อที่จะแสดงอำนาจบาตรใหญ่หรือแสดงความเก่ง แม้กระทั่งถึงขั้นจะแสดงฤทธิ์ เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ได้ ก็ทำ เพื่อแสดงความเก่งนั้น มันก็มีแล้วก็มีได้ คนไม่เข้าใจก็เชื่อสิเพราะเป็นเรื่องเกินสามัญ แสดงออกทางอาเทสก็ตาม หยั่งรู้อันนู้นอันนี้ ทายแม่นก็ตาม อิทธิฤทธิ์ อย่างน้อย พอเข้าทรงได้แล้วสูบบุหรี่ทีละ 10 มวน อม พ่น เอาไฟจี้ ก็ไม่เจ็บอะไรก็แล้ว แต่ที่ดูเหมือนอิทธิปาฏิหาริย์อะไรพวกนี้ 

หรือพวกปักษ์ใต้ ในวันกินเจ เขาแทงด้วยมีด ทำไปสารพัด เสร็จแล้วพอหายเข้าทรง เขาก็เพลาพวกนี้ไป บางคนแผลมันหายไปเลยด้วย ซึ่งมันฤทธิ์ เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ มันเกินเชื่อ

อาตมาไปเล่นไสยศาสตร์ อาตมาก็ทำ เล่นพวกนี้ก็เล่นมาทั้งนั้น หนังเหนียว หนังทนก็เล่นมาแล้ว 

เพราะฉะนั้นพลังงานที่มันยึดถือ แล้วเอามาใช้เป็นฤทธิ์ เป็นอิทธิฤทธิ์ เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ หรืออิทธิปาฏิหาริย์ก็ตาม มันก็เป็นได้ 

เพราะฉะนั้นถ้ามีพลังจิตที่รวมได้จริงๆ ถึงขั้นเหาะได้ มันเหาะได้จริงๆ พลังงาน ถึงขั้ใจนหายตัว อย่างสมัยโบราณเขาก็เป็น 

จริงๆการหายตัวไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรหรอก หายตัวนี่ คือการสะกดจิตคน ให้คนเชื่อว่าฉันไม่มีตัวตน มองไม่เห็นตัว มองไม่เห็นเลย เป็นคนว่าง เป็นความว่างเป็น invisibleman ก็คือการสะกดจิตให้คนเห็นอย่างนั้น 

เหมือนคนที่สะกดจิตตัวเองให้ไม่เห็นสิ่งนี้ มันก็ไม่เห็น อาตมาเคยเล่นสะกดจิตทางวิทยาศาสตร์ สะกดจิตแล้วสั่งให้เขาไม่เห็น อย่างบนโต๊ะนี้มีหิน เขาก็บอก เราก็สั่งให้เขาไม่เห็นว่าบนโต๊ะนี้ไม่มีอะไร เราก็บอกให้เขาหยิบเห็นก้อนสีแดง จะควานหาเลย เขาจะไม่เห็นว่ามันอยู่ทนโท่ เขาก็ไม่เห็น เราทำบางทีมีแก้วใส่น้ำอยู่ บนโต๊ะ เขาก็ควานไปกลิ้งตกแตกเลย เขาก็สะดุ้งตื่น ว่าแก้วแตก เขาไม่เห็นจริงๆ 

อาตมาเคยสะกดจิตพวกเรา คุณสุภาพที่ตายไปแล้วเป็นสิกขมาตุ ไปสะกดจิตเขาแล้วเอาพริกให้เขากิน สั่งให้ไม่เผ็ด เขาก็กินเฉย ป้อนให้เขา เขาก็กินเฉยไม่แสดงอาการเผ็ดอะไรเลย อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้นเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องอุปาทานจิตทั้งนั้น ผู้มาเข้าใจด้วยปัญญาอันสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่มีอุปาทานเหล่านี้ ผู้นั้นเองผู้หมดอุปาทานเอง ก็รู้ว่าพวกนี้มีอุปทานอยู่มากหรือน้อย 

เช่น คนกลัวผีเป็นอุปาทาน ผีมันไม่มีให้คุณกลัว ไม่มีผีหลอก แต่คุณกลัวเอง กลัวจนกระทั่ง ตาหลอก ไม่มีผี ไม่มีรูปร่างอะไรแต่เห็นอะไรเคลื่อนไหว ตาหลอก ทางหมอทางแพทย์ก็รู้ว่ามันเป็นความหลอกทางตา กลายเป็นอันนั้นอีกซึ่งมันไม่จริง 

อาตมาเคยบอกว่า ถ้าคุณเห็นผีตัวไหน คุณท่องคาถาไว้ว่าแค่ตาย แค่ตาย ก็เดินเข้าไปหาผีตัวนั้นเลย คุณก็จะรู้ว่าอะไรมีหรือไม่มี ดีไม่ดีไม่มีอะไรเลย หรือมีอะไรเป็นเค้าให้คุณเห็นว่า ที่แท้คุณหลอกตัวเองทั้งนั้น นี่คือสัจจะ 

เพราะฉะนั้นคำว่า ผีหลอก ผีคือกิเลสเท่านั้นที่มันโง่ สรุปแล้วคือผีโง่ ผีกิเลสโง่ คุณเป็นพระอรหันต์คุณหมดผี คุณยังไม่ใช่อรหันต์เป็นอนาคามีก็ยังผีอยู่เล็กๆน้อยๆ แล้วก็ไม่ได้กลัวแล้วถ้าเป็นอนาคามีก็ไม่ได้กลัวผีข้างนอก ผีอยู่ในคุณ คุณก็รู้ตัวถ้าเป็นอนาคามีอย่างสัมมาทิฏฐิคุณก็จะรู้ว่าผีคืออยู่ที่ตัวเรา ผีพวกนั้นคุณก็เข้าใจแล้วว่ามันไม่มี 

ถ้าผีที่อยู่ภายนอกที่ตายไปแล้ว พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องญาติพี่โกโยติกาลูกหลาน ตายไปแล้วไปก่อน มันมาหาคุณไม่รู้ผีกี่ตัว เพราะคุณมีญาติเยอะแยะแต่ละคน มันจะมาหาพวกคุณกันทั้งนั้นคุณจะเห็นผีมาหลอกทั้งนั้นเลย ถ้ามันมีจริง แต่มันไม่มี นอกจากคนขี้กลัว คนนั้นก็จะเห็นผี จะมีผี ถ้าคนไม่ขี้กลัว มันไม่มีหรอกผีที่จะมาหลอก มีแต่กิเลสเรา โง่ 

ฟังพอเข้าใจไหม ถ้าใครเข้าใจเดี๋ยวนี้ชัดเจน หมด ผีพวกนั้นคุณไม่ต้องกลัวเลย คุณจะไปนอนป่าช้า คุณจะไปเดินที่ไหนๆ ที่มืดๆที่คุณเคยกลัวมันไม่ต้องกลัวหรอก พวกเรานี่ ศพที่นอนอยู่ ก็ไม่เห็นกลัวกันเลย พวกเราถึงบอกว่าจะไม่ค่อยกลัวผีเหมือนกับข้างนอกเขา ข้างนอกเขากลัวมากเลย 

ไปถามสังวร กลัวผีหรือเปล่าไปนอนอยู่ เฮือนสุดชีวิต เฝ้าเมรุอยู่ นอนอยู่ทุกคืน 

_สู่แดนธรรม… ผมมีเรื่องเล่าเสริม เกี่ยวกับผีปอบที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ผมฟังจากท่านถิรจิตโตเล่าให้ฟังว่า แม่ของเขา มากินมังสวิรัติกินมื้อเดียวแบบ กดข่ม แต่ลึกๆแล้วชอบอยากจะกินลาบเลือด ตอนกลางวันกดข่มไว้ พอนอนตอนกลางคืนก็ละเมอมาเปิดตู้กับข้าวกิน 

พ่อครูว่า… มี โดดตึก โดดบ้านก็ยังมีเลย 

_สู่แดนธรรม… กินแบบสะลึมสะลือ กินเนื้อดิบๆ เคี้ยวหยับๆ พอลูกๆเปิดไฟมาเจอเข้าก็บอกว่าแม่เป็นปอบ จริงๆแล้วไม่ใช่ปอบ แต่เป็นจิตสำนึกที่บงการเขา เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ 

_ทางชุมชนอโศกช่วยไปเปิดร้านมังสวิรัติที่สกลอโศกได้ไหมครับ 

พ่อครูว่า… คุณก็รวมตัวกันสิ คุณก็เอาหมู่บ้านของคุณนั่นแหละตั้งขึ้นเลย ร้านบุญนิยม ที่สกลนคร จะขายสินค้า ขายอาหาร ก็ทำสิทำได้ไหมก็ทำเลย ก็ตอบให้ จะไปให้สันติอโศกเขาไป กำลังเขาก็ไม่ค่อยมี มีอยู่แค่นั้น พวกเรานี้งานทุกวันนี้มันมาก เพราะว่ามันทำแล้วดีไง จะบอกว่าเป็นที่นิยมอาตมาก็ไม่กล้าพูดเท่าไหร่ นิยมสำหรับคนที่เขาเห็นคุณค่า มันก็เป็นที่นิยม ส่วนคนที่ไม่เห็นคุณค่าไปพูดว่านิยม เขาก็ไม่นิยมหรอก 

แม้เราขายสินค้าราคาถูก เราก็ไม่ได้ขายสินค้าที่เขานิยมเช่นสินค้าแฟชั่น สินค้าที่โลกเขานิยม ของเราก็จะขายแต่ของพื้นบ้านของคนชั้นล่าง ของคนชั้นสูงเราไม่ได้เอามาขาย เพราะฉะนั้นก็ไม่ค่อยมีคนมานิยมเท่าไหร่ ขวาน พร้า  กะต้า กระบุง กะละมัง ชาม เสื้อผ้าหน้าแพรที่ใส่ก็ไม่ใช่แบบแฟชั่น มันไม่เหมือนกับทางโลกไฮโซ ไม่ใช่สังคมนิยม ไม่ใช่พวกแฟชั่นนิยม พวกเรา มันจึงเป็นแบบพวกเรา

สรุปจบ