661009 ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #44 ราชธานีอโศก

าวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1S7nyJEK380GaBvEjByJBRhGMc0ych9Xu/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true 

                                                                                                                     

ดาวน์โหลดเสียงที่  https://drive.google.com/file/d/1XK792SN9eE-wnEUEwZ7Rb2rQEkR5gMXR/view?usp=sharing 

ละ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661009-167-1–15-e2abipd

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nzB_DDYBKc/ 

  และ https://youtu.be/VKxc82ugA3E

(มีซับ)  

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566 แรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก พรุ่งนี้ก็จะเลยไปเป็นแรม 11 ค่ำแล้วพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ 11 มันไปเรื่อยๆ จะมีอะไรลืมกันไปเรื่อยๆ ปีเถาะ 

ปีกระต่าย มาเริ่มกันที่ เมื่อกี้นี้ ไปดูโทรทัศน์บุญนิยมเรา มาเมื่อกี้นี้ มีหนูสาวตาบอดมาร้องเพลง มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว แต่เธอตาบอด แต่เธอเห็นพระเจ้าอยู่หัว คนตาดีนึกว่าตนตาดีนึกว่าตนเฉลียวฉลาด ที่จริงคุณไม่มีความฉลาดคุณมีแต่ เฉกะ ไม่มีความฉลาดคุณมีแต่ เฉกะ ที่ยิ่งใหญ่หลงตัวเอง หลงตนเองว่ามีความรู้ 

ถ้าคำว่าฉลาดกับ เฉกะ ต่างกัน มันแยกกันไปคนละขั้วเลย เฉกะคือความรู้ ที่เป็นความรู้ชนิดหนึ่งที่ชาวเทวนิยมเป็น ถ้าไม่ใช่ชาวพุทธที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ จะไม่มีความรู้เป็น ฉฬายตนะ หรือฉลาด

ฉลาดในภาษาเป็นคำกร่อนมาจาก ฉฬายตนะ จาก ต.เต่า มาเป็น ด.เด็ก กร่อนหายไป เหลือฉลาดตัวเดียว ถ้าสะกด ฉ ฉิ่ง ล.ลิง สระอา ต.เต่าก็อ่านฉลาด ภาษาบาลีไม่มี ด.เด็ก 

นัยสำคัญที่อาตมาแยกพวกนี้มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่คนเขาก็ฟังแล้วก็เผินๆ เขาเข้าใจไม่เห็นความสำคัญในความสำคัญ เขายังภูมิไม่ถึง ยังไม่ฉลาด ยังไม่เฉลียวฉลาดเพียงพอที่จะรู้ว่านี่เป็นความสำคัญในความสำคัญ 

เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่ได้สนใจ ยังไม่มีความฉันทะยินดีในคำสอนที่อาตมาสาธยายอธิบายอยู่ ยังไม่เห็นความสำคัญ ยังไม่เห็น ชัดๆ ก็คือยังไม่เห็นความวิเศษที่มันถูกต้องยิ่งยอด เขาจะยังไม่เห็นเขาจะดูถูกดูแคลนอาตมาอยู่ ยิ่งเขาไปศึกษาในสำนักที่มีอาจารย์ใหญ่ๆ เป็นที่ยอมรับทั้งยูเนสโก ยอมรับทั้งสหประชาชาติ ยอมรับทั้งของเทวนิยมที่ใหญ่ๆ องค์กรยิ่งใหญ่ของโลกอะไรพวกนี้ แม้แต่ Nobel Prize อะไรพวกต่างๆ ของ Nobel ด้วยนะ

Nobel เป็นภาษาอังกฤษที่แปลว่าสำคัญยิ่งยอด Noble Prize รางวัลชั้นยอดเขายกให้โนเบล Nobel เป็นชื่อคน เป็นมิสเตอร์โนเบลที่ค้ากระสุน ระเบิด จนรวยเละเลย ค้าพวกกระสุนระเบิด ดินปืน พวกนี้ จนกระทั่งเป็นเศรษฐีใหญ่มีกองทุนมากมาย แล้วก็เอาไปลงทุนเอาไว้จนกระทั่งออกดอกออกผล ทุกวันนี้ยังแจกเป็นรางวัลทั่วโลกกันอยู่ ยังไม่จบเลย รวยมหาศาล 

เขาจะมองสันติภาพแบบโนเบล มองสันติภาพแบบรางวัลโนเบิ้ลของโนเบล เขาจะยังไม่รู้สันติภาพแบบพุทธ สันติภาพแบบของศาสนาพุทธที่เป็นอเทวนิยม ที่มีปัญญาและมีความสงบ มีความไม่เบียดเบียนอันสมบูรณ์แบบ มันชัดนะทางโน้นทำเครื่องระเบิดเบียดเบียนสัตว์ในโลก แต่ของพุทธนี่ ไม่เลย ไม่มีมิจฉาวณิชชาในเรื่องนี้เลย ไม่มีการค้าการขาย ไม่มีการสร้างสิ่งเหล่านี้มาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ไม่เลย อันนี้เป็นนัยสำคัญที่ลึกซึ้งมาก อาตมาไม่ได้นัดแนะกันนะ กับภาพ insert 

เขาเป็นพ่อค้าความตาย รางวัลสันติภาพ Alfred Nobel เขาเป็นเจ้าของกองทุนนี้เลย เกิดที่สวีเดนเสียชีวิตที่อิตาลี เท้าความไป คนที่มีความรู้เก่งกว่าอาตมาคงจะรู้ ความรู้รอบตัวพวกนี้อาตมาขอยอมรับว่าอาตมามีความรู้รอบตัวอื่นๆ ใดๆ น้อย ไม่ใช่น้อยมากนะแต่น้อยๆ นิดๆ ไม่ใช่น้อยมาก น้อยนิดๆ เลย อาตมาขอยอมรับอย่างเดียวว่าอาตมามีความรู้ทางด้านโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ขอยืนยันขออภัยที่ต้องพูดความจริง ว่าอาตมามีอันนี้มากที่สุดในยุคนี้ ของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดความจริงนะอันนี้ จำนนที่ต้องพูดความจริง จำนน จำเป็น จำต้อง จำใจ ที่ต้องพูดคำนี้ 

เพราะว่าอายุอาตมาก็ใกล้ 90 แล้ว คนที่ใกล้ตายจะพูดความจริงทั้งนั้นไม่มีอะไรตลบตะแลงหรอก

เพราะฉะนั้นในยุคนี้จึงเป็นยุคที่มันต้องมีความรู้ ที่เป็นโลกุตรธรรมเพิ่มขึ้น เพราะมันเกิด ที่มันเกิดอีกแหละต้องพูดความจริง จำนน จำเป็น จำต้อง จำใจ จำยอม ที่จะต้องพูดความจริง ว่าอาตมาเกิดมายุคนี้ และอาตมาก็เป็นผู้นำเอาโลกุตรธรรมขึ้นมาประกาศในยุคนี้ อาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีความรู้ของตนเองแล้วเป็นอภิญญาของตนเองแล้ว เป็นความรู้ยิ่งของพระพุทธเจ้าในตนเองแล้ว เกิดมาก็เอามาด้วย ไม่มีครูบาอาจารย์อื่น เพราะครูบาอาจารย์อื่นไม่มีแล้วที่มีโลกุตรธรรม มันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาณิสูตร ในพระไตรปิฎก ล.16 [672] 

คนที่ศึกษาติดตามก็อ้างอิงพระพุทธเจ้าสอนเรื่องจริงต้องมีหลักมีฐานมีที่อ้างที่อิง อาตมาก็พยายามมีที่อ้างที่อิงอยู่เสมอ ก็ศึกษากันดีๆ อาตมาก็ยังเห็นว่ามันเกิดความจริงขึ้นแล้วในประเทศไทย ในมนุษย์พุทธศาสนิกชนคนไทย จำนวนหนึ่ง แม้จะน้อย ก็เป็นเรื่องของสัจจะที่เกิดแล้วเกิดเลย มั่นคงยั่งยืนด้วยขอยืนยัน เป็นปึกแผ่นแน่นอน เป็นเอกีภาวะ แล้วมันก็จะขยายผลไป ซึ่งมันยากมันไม่เร็วนักหรอก แต่มันจะต้องขยายเพราะมันจำนนแล้ว มันใกล้กลียุคแล้ว มันจะต้องขยาย อัตราการก้าวหน้าที่มันจะขยายไปได้มากในอัตราข้างหน้า ตอนนี้ยังน้อย อัตราการก้าวหน้ายัง .0001 .0002 .0005 มันจะถึงหรือเปล่า มันยังขยายอัตราการก้าวหน้ามันยังน้อยมาก แต่มันก็จะก้าวหน้าไปอัตราการก้าวหน้าจะมีปฏิภาคทวีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ 

อาตมาเชื่อว่าอาตมาตายไปแล้วนั่นแหละอาตมาคงอยู่ไม่นานเกินกว่า..คนก็พยายามดันไปให้ถึงอายุ 151 ถ้าอาตมาจะดันสุรัง ตอนนี้ 90 ย่าง โอ้โห ก็ต้องปาเข้าไปอีก 60 กว่าปี เฮ่อะ อาตมาทำงานศาสนามา 53 ปี แฮ่กๆแล้ว อีก 60 กว่าปีนี้ มัน แหม Impossible เอา sms ก่อน 

SMS วันที่ 6-8 ตุลาคม 2566

ความเจริญก้าวหน้าของการนำเสนอเพลงพ่อครูโลกุตระ

_Ps Chomsree พีเอส ชมศรี : ชมจากรายการนับถอยหลัง คอนเสิร์ต 90 ปีพ่อครูแล้ว เห็นความสุดยอดในการทำดนตรีของคุณหนึ่งจักรวาล สาธุๆๆครับ

พ่อครูว่า…ดี..เห็นความเจริญ คือพวกเราก็แสดงประสิทธิภาพของตัวเองขึ้นมา มันมีช่องโชว์ มีโอกาส มีอะไรต่ออะไรที่เป็นเหตุปัจจัยนะก็มันเป็นไปได้จริงๆ ก็มาร่วมรวมกัน มันไม่ใช่แต่คุณหนึ่งจักรวาลคนเดียว คุณหนึ่งจักรวาลยังประกอบไปด้วยคนที่สีไวโอลินคนที่มาร่วมร้องเพลง คนที่มาร่วมทำอะไรอย่างอื่นอีก เหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง มันช่วยกันขึ้นมา แต่แน่นอนมันมีตัวเด่น 

เช่น อาตมาเป็นต้น มันมีพวกคุณ มันมีท่านเดินดิน มีท่านแสนดิน มีใครต่อใคร มีท่านบินบน มีท่านเพาะพุทธ และอีกเยอะแยะแม้แต่ สิกขมาตุ แม้แต่ฆราวาสก็มีความรู้ทางโลกุตระช่วยกัน รวมกันขึ้นมามันก็เป็นมวลของโลกุตรธรรม แสดงปรากฏการณ์เป็นรูปธรรมขึ้นมา มันก็เกิดนี่ขยายความให้เห็นถึงสภาพของสัจธรรม 

เพราะฉะนั้นคุณหนึ่งจักรวาลก็เป็นนัยยะอย่างนี้ ซึ่งมันก็มีจุดสำคัญ 

คุณหนึ่งจักรวาลนี้เริ่มมีจุดสำคัญที่จับ interest Point ของเนื้อโลกุตรธรรมได้บ้างแล้ว เพลงหรือดนตรีการหรืองานที่อาตมาทำมามันไม่ใช่เพิ่งเกิดใช่ไหม มันเกิดมาก่อนอาตมาจะมาบวชอีก ก่อน 50 กว่าปี แต่มันเพิ่งจะมารู้สึกว่ามันจะมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดแพร่ หรือว่ามีคนข้างนอกเขา แต่ก่อนก็มีแต่ของพวกเราดันสุรังกันอยู่ คณะดนตรีก็มีแต่วงฆราวาส วงเดียวเล่น คณะอื่นเขาไม่ได้ไปเล่น  เล่นอยู่แต่ในของชาวอโศก ข้างนอกเขาไม่ค่อยเอาไปเล่นนี่ก็เริ่มขยายแล้วนะ มีคนชักมองเห็นแล้วก็เอาออกไป มันเริ่มแล้ว 

เหมือนกับหนูอะไรที่ร้องเพลง มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว คนตาบอดชักเห็นได้แล้ว คนตาบอดชักเห็นได้แล้ว นี่เป็นนัยสำคัญที่อาตมาพูดนะ คุณเข้าใจสัจธรรมมุมนี้ให้ดีๆ อาตมาเคยพูดถึงพยัญชนะตัวนี้ด้วยว่า จะทำให้จนคนตาบอดเห็นได้ เกิดแล้ว มีนิมิตคนตาบอดเห็นได้ขึ้นมาแล้ว ใครจะเห็นจุดสำคัญของพระเจ้าอยู่หัว แต่คนที่ตาดีทั้งหลายแหล่นี่บอดกันหมด ไปเป็นคนตาบอดมามองเห็นพระเจ้าอยู่หัว มันคืออะไร..เห็นไหม จบเรื่องนี้ไว้แค่นี้ก่อน นี่ก็ทิ้งนัยสำคัญไว้ให้ติดตาม เรื่องของคอนเสิร์ตก็ว่ากันไปซึ่งใช้เวลาทำงานกันเป็นปีเลยนะ มีคนตั้งใจร่วมมือร่วมไม้ด้วย 

_งามใบตอง นิลมณี : เพลงเก็บรัก เพลงโปรดสมัยวัยรุ่นค่ะ ชอบเสียงคุณศรีไศล สุชาติวุฒิ มากค่ะ

พ่อครูว่า…ดี ค่อยๆติดตามไป กำลังมาร่วมกันเพื่อที่จะร่วมสมัยกันขยายผล 

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : น่าจะมีบันทึกเพลงรัก รักพงษ์โดยศิลปินเพลงเวอร์ชั่นใหม่ลงแฟลชไดรฟ์ขายต่อแฟนเพลงสัจจะชีวิตพ่อท่านฯบ้าง อย่างที่ธรรมทัศน์เคยนำแฟลซไดร์ฟเพลงพ่อท่านฯมาขายงานบุญอโศกพร้อมเครื่องเล่นเพลงขนาดมินิฯที่พวกเราเคยสนับสนุนมาทุกงานบุญอโศกฯ อยากได้เพลงเวอร์ชั่นใหม่ จริงๆ ฟังทีไรผ่อนจิตคลายใจหายเครียดหมดหมองหม่นสิ้นทุกข์โศกทุกทีฯขอบคุณ🙏

พ่อครูว่า…พูดเป็นภาษาดีซะด้วยนะ เอามาร้อยกรองร้อยเรียง ดำเนินไปเราไม่พูดยาวมากกว่านี้ 

_พลังเพ็ญ คำด้วง : กราบนมัสการท่านสมณะค่ะ เราก็คนหนึ่งไม่รับเงินดิจิตอล10000 บาทแน่นอน เพราะเป็นการสร้างหนี้ให้คนไทยและทำลายประเทศชาติ กราบขอบพระคุณค่ะ

พ่อครูว่า…คุณจะแจกจริงยังไงก็แล้วแต่ พวกเราไม่ไปรับหรอก ไม่ไปแปดเปื้อนด้วย เราไม่ไปร่วม ที่คุณจะแจก เพราะว่ามันชัดเจนแล้วนะ แม้แต่ผู้รู้ทั้งหลายแหล่ทางด้านเศรษฐศาสตร์ออกมาค้าน เป็นจำนวนร้อยๆ คนแล้ว คุณเศรษฐาเขาก็จะดึงดันต่อไป 

คนที่ออกมาค้านไม่ใช่คนพื้นๆ ตื้นๆ กล้าแสดงตัวออกมาค้านนายก ค้านไอเดียนายก เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีคุณวุฒิ มีความรู้ มีความจริง มีหลักฐาน เป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กันหลายท่านหลายยุคออกมาค้าน คุณเศรษฐาก็ทำเป็นเก่งอยู่นั่นแหละ ซึ่งจริงๆ อาตมาก็รู้ว่าไม่ใช่คุณเศรษฐาหรอก มันมีอะไรอยู่ Hidden Agenda  มันมีอะไรอยู่ข้างหลังคุณเศรษฐา ก็ไม่เป็นไร พวกเราก็ชาวดูไป ให้ชาวดูไบเขาทำ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่พยายามจะไม่เป็นชาวดูไบ เขาจะมันเป็นชาวดูบัง  ตอนนี้ก็ยังไม่รู้บ้างว่าอะไรเป็นอะไร มันเป็นเรื่องลึกลับยังไม่เปิดเผยก็ดูไป เราดูไปเราไม่ใช่ดูไบ 

_Achitapon Wamontri อชิตพนธ์ วามนตรี  · บัตรประชารัฐก็แจก ไม่เห็นค้านครับ

พ่อครูว่า…มันคนละนัยยะกันจ้ะ บัตรประชารัฐมันไม่เหมือนเงินดิจิตอลที่คุณเศรษฐาจะแจก มันมีนัยสำคัญที่ต่างกัน ไปศึกษาดีๆ แจกเหมือนกันแต่มันไม่เหมือนกัน รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ต้องแจกเงินประชาชนทั้งนั้นแหละ แต่มันแจกคนละแจก บางคนก็แจกดุๆนะ บางคนเขาก็แจกดีๆ บางคนก็แจกดุๆ พวกแจกดุๆก็ไปดูเอาเองก็แล้วกันว่าเป็นใครบ้าง 

เพลงมาร์ชคือชีวิต วัตถุกำหนดจิตไม่ได้

_รักชาติ รักไพรี  · สันติอโศกรักชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ดีมาก

พ่อครูว่า…คนนี้ก็มองเห็นความจริง ก็สนับสนุนมา อันนี้ก็จริงอยู่ แน่นอนที่สุด เรื่องพระมหากษัตริย์นี่ พวกประชาธิปไตยขาเดียวเขาจะไม่เข้าใจได้เป็นอันขาด ถ้าเขาเข้าใจได้ว่า ประชาธิปไตยต้องมี 2 ขา ต้องมีพระมหากษัตริย์ ถ้าประชาธิปไตยไม่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประชาธิปไตยขาเดียวนั้น เป็นประชาธิปไตยขาหัก เป็นประชาธิปไตยพิการ เป็นประชาธิปไตยขาเดียว คนพิการ มันวิ่งไปไหนไม่ได้ตลอดหรอก วิ่งไปก็พิการขาเดียวจริงๆ มันเป็นสัจจะนะที่พูดนี้ไม่ใช่พูดเล่น สัจจะจริงๆแล้วรูปกับนามต้องลงกันหมดเลย แต่นี่มันไม่ลงกันรูปกับนาม ประชาธิปไตยขาเดียวมันมีแต่รูป มันไม่มีนาม มันไม่มีจิตวิญญาณ 

พระมหากษัตริย์นี้เป็นจิตวิญญาณของประเทศ เป็นจิตวิญญาณของมวลชน มวลชนนี่เป็นเหมือนร่างกาย ไปฟังเพลง “ประเทศคือชีวิต” ที่อาตมาแต่งไว้ เพลงมาร์ช ประเทศคือชีวิต พระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์เป็นจิตวิญญาณของประเทศ ประชาชนนี่เหมือนร่างกายและเป็นองค์ประกอบ เป็นอวัยวะส่วนนั้นส่วนนี้ เป็นองค์กรเป็นอะไรขึ้นมารวมกันนั่นแหละ อธิบายไว้ในเพลง ประเทศคือชีวิต 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าชาติใดขาดความเป็น 2 ขาดจิตวิญญาณ มีแต่ร่าง มีแต่ภาวะภายนอกผิวเผิน มันไปไม่ออกหรอก ไปไม่รอดไปไม่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตื้น..เรื่องลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ท่านตรัสว่า จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง แต่ชาวประชาธิปไตยนั้นบอกว่า รูปเป็นประธานสิ่งทั้งปวง พฤติกรรมผิวเผินข้างนอก เป็นประธานสิ่งทั้งปวง หรือเหมือนอย่างกับคนที่เขาแย้งกันว่า จิตกำหนดวัตถุ หรือ วัตถุกำหนดจิต เถียงกัน 

วัตถุกำหนดจิตไม่ได้ เพราะวัตถุไม่มีสัญญา  วัตถุไม่มีนามธรรม มันไปกำหนดอะไรไม่ได้ วัตถุมันเป็นพลังงานเท่านั้น มันเป็นสสารเท่านั้น มันเกิดจากเหตุปัจจัยของพลังงานที่เกิด มันไม่มีตัวประธานที่จะกำหนดจิต ที่จะกำหนดไซคลิก ไม่มี

_สู่แดนธรรม… เขาว่าอย่างนี้ครับเขาว่าวัตถุเป็นตัวเป้าหมายให้จิตพยายามไปหามัน 

พ่อครูว่า… มันโง่ อันนั้นถูกต้องของเขา จิตที่ถูกวัตถุทำให้วิ่งไปหามัน ถูกวัตถุกำหนดตัวเอง ตัวเองเป็นทาสวัตถุ..ถูกของเขา ตัวเองเป็นทาสวัตถุ แต่จิตที่หมดความเป็นทาสแล้วนี่ไม่ได้เป็นทาสสสารพลังงาน แต่เป็นผู้กำหนดสสารพลังงาน และเป็นผู้กำหนดจิต นี่คือประสิทธิภาพของจิตวิญญาณ 

เขาเอาเพลงประเทศคือชีวิตมา insert  มาลองคิดดู 

เพลง มาร์ชประเทศคือชีวิต

แม้นลองคิดชีวิตคนกลไกในร่างหนึ่งประเทศไซร้ 

ทั้งชีวิตร่างกายเทียบคล้ายดังแดนประเทศ 

จากเขตแดนผองชนหน่วยงานทั้งสิ้นจนถิ่นเนา

เทิดองค์กษัตริย์ไซร้ ดั่งดวงใจของเรา 

ถนอมและเฝ้าเชิดชูสุดชีวีจวบจิรการ 

ยกเอามันสมองเป็นเหมือนรัฐบาลป้อง 

ซึ่งคอยตรองคิดคุมช่วยอุ้มชูมิให้ชีพแหลกราญ

(พ่อครูว่า…นี่เป็นการเอาภาษากวีมารวมคำแล้วสรุปสั้นๆ ถ้าขยายความแล้วยาว)

เฝ้าคอยบริหารสั่งบงการผลงาน 

เสริมพัฒนาการให้ชีวีดังหวังปอง

ประชาชนนั้นเป็นเช่นดังสายเลือด 

ไม่แห้งเหือดหายไปจากกายพี่น้อง 

(พ่อครูว่า…เส้นเลือด สายเลือด เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม)

กระทรวงทบวงหรือรวมทั้งกรมและกอง 

เปรียบระบบของประสาทในร่างกายของเรา 

หากส่วนใดเสียไปเหมือนกายพบโรค 

ต้องทุกข์โศกทรุดโทรมเสื่อมทรามโฉดเฉา

หากแม้นแรงร้ายถึงตายคล้ายดังชาติเรา 

หากเมามัวเขลาใครบ่อนในชาติไทยสูญสิ้น 

รัก-แดนถิ่นดินไทยต้องสามัคคีเหมือนดังอวัยวะ 

ไม่ปล่อยปละหน้าที่ทำทุกอย่าง 

ทั้งคิดทั้งจิตถางทางก้าวเดินชูช่วยชีวี

หากต่างดี – จิตดี – เลือดเดินดี – ประสาทดี 

สมองดี – ชีวิตมั่นขวัญยืน

ชีพเช่นไรประเทศคงคล้ายกัน  

มาเถิดมาเสกสรรสร้างเมืองไทยให้แน่นเป็นแผ่นผืน 

เชิดชูไทยในทุกทางให้ยั้งยงยืน  

ไทยทุกคนตื่นเถิด – ประเทศคือชีวิตเรา 

รัก-แดนถิ่นดินไทย ต้องสามัคคีเหมือนดังอวัยวะ 

ไม่ปล่อยปละหน้าที่ทำทุกอย่าง 

ทั้งคิดทั้งจิตถางทางก้าวเดินชูช่วยชีวี

หากต่างดี – จิตดี – เลือดเดินดี – ประสาทดี 

สมองดี – ชีวิตมั่นขวัญยืน

ชีพเช่นไรประเทศคงคล้ายกัน  

มาเถิดมาเสกสรรสร้างเมืองไทยให้แน่นเป็นแผ่นผืน 

เชิดชูไทยในทุกทางให้ยั้งยงยืน  

ไทยทุกคนตื่นเถิด – ประเทศคือชีวิตเรา 

พ่อครูว่า…Melody เดียวกันกับเพลง กองทัพธรรม 

ถ้ารักประเทศไทยเหมือนกับอวัยวะที่ทำงานประสานกันดีไม่ทะเลาะกัน ถ้าอวัยวะทะเลาะกันเมื่อไหร่ได้เรื่อง ไม่ต้องเอาอะไรมากแค่ลิ้นกับฟันกระทบกันทะเลาะกันเท่านั้นแหละก็เป็นเพลงดังสนั่นประเทศไทย เพราะฉะนั้นอย่าให้อวัยวะมันทะเลาะกัน … แต่งปี 2502 อาตมาอายุ 25 ปี แต่งตั้งแต่ตอนอายุ 25 ส่งเข้าประกวดกรมประชาสัมพันธ์เปิดให้ประกวดเพลงมาร์ช อาตมาส่งเข้าประกวดด้วยนี่แหละเพลงนี้ แพ้ ไม่ชนะหรอก คนชนะคือคนในกรมประชาสัมพันธ์เอง ชื่ออะไรอาตมาก็จำชื่อไม่ได้ เป็นคนในวงสุนทราภรณ์เอง เพราะเขาเป็นกรรมการตัดสิน มาร์ชอันนั้นชนะ แต่ก็ไม่ได้ดังเลย เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าเพลงชนะอันนั้นอยู่ที่ไหน แต่เพลงนี้ยังเปิดอยู่ 

_สู่แดนธรรมว่า…มีคนเสนอว่า กระหายใคร่รู้เพลงนี้ อยากฟังเพลงนี้ตอนนี้เลย

พ่อครูว่า…เขาเตรียมไว้หรือเปล่า ลองเตรียมดูว่าทันมั้ย พวกเราน่าจะทัน มือลิงกัน เร็วมือไว 

อาตมาชอบ Syncopation มันลักจังหวะ เขาเรียกลักจังหวะ แทนที่จะไปลงจังหวะ ดึ๊ง ดึ๊ง มาลักจังหวะ 

(insert เปิดเพลงมาร์ช ประเทศไทยคือชีวิต) 

เสียงปรบมือแปะๆๆๆ เอาล่ะค่อยๆว่าไป ค่อยๆมีอะไรเกิดขึ้นมา บางทีสิ่งที่มันเคยเกิดมาแล้ว ตอนนี้มันกำลังจะเข้าสู่ยุค มันก็เป็นไปได้นะ เพลงนี้ก็อาจจะมีบทบาทขึ้นมา อาตมาแต่งตั้งแต่อายุ 25 เนาะ เพลงนี้นั่นแหละ ไปส่งประกวดกับเขา ทำเป็นแหยมไปส่งประกวดกับเขา เสร็จแล้วผู้ชนะเลิศก็คือคนในคณะสุนทราภรณ์นั่นแหละ ว่าไป มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาตินะ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร อาตมาก็ไม่ได้นึกติดใจอะไร นี่ก็เป็นเรื่องที่มันเกิดมาแล้วมันก็อาจจะมีอะไรพัฒนาการอีกก็ได้ ยุคนี้มันก็เข้าไปหาเพลงกันเยอะขึ้นนะ เพลงนี้ เริ่มแต่งทำนองตั้งแต่ 8 มีนาคม 2502 แต่งเรียบร้อย 23 มีนาคม 2502 เอาไปใส่เนื้อร้องใหม่เป็นเพลงกองทัพพุทธธรรม10 ธันวาคม 2530 

เมืองไทยเป็นเมืองที่คนมี ฉฬายตนะ เข้าใจความไม่เที่ยง 

_Focus Tan โฟกัส แทน · อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ค้านแจกเงินดิจิทัล ชี้ไม่มีอะไรฟรี อาจส่งผลเสียต่อคนทั้งประเทศ 

พ่อครูว่า…อาตมายังไม่วิจัยวิจารณ์ต่อ ให้บทบาทของสิ่งเหล่านี้เกิดเป็นธรรมชาติ เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองที่ ฉฬายตนะ เป็นเมืองฉลาดเป็นเมืองที่มีความรู้ที่ ฉฬายตนะ เป็นความรู้ที่เป็นความฉลาดปัญญาครบไม่ใช่ เฉโก ไม่ใช่เป็นความรอบรู้ทวารเดียว แต่เป็นความรู้รอบรู้ 6 ทวารพร้อมกัน 

ฉะนั้นคนมีความรู้ทั้งนอกและใน 6 ทวาร กับคนมีความรู้ภายในอย่างเดียว ยิ่งเทวนิยม มีความรู้ภายในเป็นความรู้อยู่  ลึกลับด้วย เจ้าแห่งความรู้คือพระเจ้า เจ้าของความรู้ยังลึกลับอยู่เลย และความรู้อันนั้นก็ไม่เป็นไปตาม กาละ เทศะ ฐานะ ด้วย ความรู้มันเป็นความรู้ไม่คลี่คลาย ไปตามความไม่เที่ยงหรือความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหว องค์ประกอบต่างๆไม่ได้คงเดิม เหตุปัจจัยทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่อย่างเดิมอย่างเก่า องค์ประกอบมันเปลี่ยนไปใหม่หมด 

แต่เขาก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้น เป็นสูตรเดียวอย่างเดียว ไม่ขึ้นกับอะไรเลย ซึ่งคนทุกวันนี้เข้าใจเหตุนี้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความไม่เที่ยงก็คือความหมายนี้ มันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่อันเก่าอันเดียวแบบที่อะไรทุกอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลงในมหาจักรวาล

วินาที ยิ่งกว่าวินาทีมันก็เคลื่อนไปตลอดเวลาไม่อยู่ที่เก่า แค่นี้ก็บอกความจริงแล้วว่ามันไม่มี อะไรที่มันจะอยู่คงที่คงเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยิ่งเหมาหมดเลย ทุกอย่าง หนึ่งเท่านั้นนะจ๊ะ..อะไรก็ไม่มีอะไรเป็นอื่นไปได้เลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรประหลาดไปจากหนึ่ง นี่คือความยึดมั่นถือมั่นที่ไม่รู้จะพูดยังไง มันก็ต้องค่อยๆเข้าใจกัน อาตมาก็อธิบายไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 

_ตุ๊ก อัศวิน : ขอโอกาส..เจ้าค่ะ พหูสูต น่าจะหมายลึกกว่าแค่ รู้_รู้_รู้ (ดุจนกแก้ว_นกขุนทอง)..มะเจ้าคะ ไม่ใช่แค่ รู้ !! (จินตมยปัญญา)

พ่อครูว่า…ใช่ พหูสูต ไม่ใช่มีความรู้แค่ รู้ๆๆๆ หลากหลายเฉยๆ เป็นระนาบเดียว ไม่ใช่

หลับตาปฏิบัติไม่ใช่ทางปฏิบัติและทางบรรลุของพุทธ

 _แต่..ต้อง รู้ แล้ว ลงมือปฏิบัติ จนช่ำชอง (เสพคุ้น) (ภาวนามยปัญญา) ดั่งเช่น ในหลวง ร.๙ ท่านตรัสว่า “เข้าใจ_เข้าถึง_พัฒนา” ภาวนา คือ พัฒนา นั่นแล..เจ้าค่ะ

   ดังนั้น การปฏิบัติธรรม ต้องถึงพร้อมด้วย มรรค ๘ ไม่ใช่นั่งหลับตาปฏิบัติ.(ตั้งกายตรง_ดำรงสติเฉพาะหน้า).แต่ถ่ายเดียว.อย่างแน่นอน เจ้าค่ะ พ่อครู ท่านเคยปรารภ เรื่องนั่งหลับตาปฏิบัติ..ได้แจ่มชัดยิ่งแล้วเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสเจ้าค่ะ

พ่อครูว่า…ก็ขอพูดอันนี้อีกนิดหนึ่งว่า เรื่องหลับตาทำสมาธิกับลืมตาทำสมาธิเนี่ย อาตมาก็พูดก็ใช้พยัญชนะของพระพุทธเจ้าด้วยว่า ไอ้หลับตาปฏิบัติเป็นสมาธิหลับตานั่นน่ะ..มันไม่ใช่ ไม่มีประโยชน์ อาตมาก็ว่ามีประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีประโยชน์คือ เป็นอุปการะมาก ประโยชน์เป็นอุปการะมาก คำว่าอุปการะมันไม่ใช่ตัวแก่นเนื้อแท้ ไม่ใช่ตัวจริง ตัวอุปการะกับตัวจริงมันคนละตัว นัยยะความแตกต่างกันตรงนี้ 

นั่งหลับตาอาตมาก็ใช้ ไม่ต้องนั่งหรอก นอนหลับตานี่อาตมาสบาย ใช้จินตนาการ พิจารณา ไตร่ตรอง ตรวจสอบ คิดค้น เอาของที่เป็นสัจจะออกมาใช้ได้เยอะเลย เป็นอุปการะ 

แต่เวลาปฏิบัติธรรมแล้วผลบรรลุ ฟังดีๆนะ ทั้งปฏิบัติและบรรลุ มันคือการลืมตา หลับตานั้นคุณใช้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วคุณก็จะมาไล่เรียงตรวจสอบดูของเก่าของใหม่ หลับตานั้นมันไม่มีปัจจุบันชาติ ความจริงมันไม่มี มันมีแต่ความจำ มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นสัญญาเท่านั้น กำหนดรู้ตัวใหม่ก็เป็นสัญญา มันไม่ใช่ตัวปัจจุบันชาติที่มันเกิดเห็นพร้อมด้วยอายตนะ 6 มันไม่ใช่ นัยยะสำคัญอันนี้ก็ไม่ง่ายที่จะเข้าใจกัน 

ซึ่งมันก็เป็นความจริงอีกอันคือ มันเป็นความเสื่อมของชาวพุทธ เทวนิยมเขาไม่เข้าใจหรอก พูดไปเขาก็ไม่เข้าใจ ฉฬายตนะ เขาก็ไม่เข้าใจ ก็มีชาวพุทธนี่แหละรู้ แต่เพราะชาวพุทธเสื่อมไปจากโลกุตรธรรม เสื่อมไปจากความจริง ความถูกต้อง มันเสื่อมไปจริงๆนี่ก็ยืนยันอาตมาก็ไม่ใช่ว่าขี้ตู่อะไร ไม่ได้มาขี้ตู่แต่เป็นความจริง 

เพราะฉะนั้นอาตมามาฟื้นเอาสัจจะความจริงของพระพุทธเจ้ามาสถาปนาลงไป 53 ปีได้เท่านี้ อาตมาก็พูดจริงๆมาหลายทีแล้วอาตมาก็ภาคภูมิใจนะ ได้ขนาดนี้ก็ภาคภูมิใจ แต่ว่ามันน่าจะได้มากกว่านี้นะ แต่มันก็ยังไม่ได้มากกว่านี้ ก็เอา ไม่รู้จะทำยังไงก็ว่าไป ก็ผ่านไปก่อนอันนี้ 

ความเสื่อม 4 ประการของชาวพุทธ เกิดแล้ว

_ใบฟ้า ธัมทะมาลา : กราบนมัสการพ่อครู ด้วยสุดเศียรเกล้าฯกราบนมัสการ ท่านสมณะ และท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

ท่านปัจฉาสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ ได้ตั้งชื่อหัวข้อการเทศน์ของพ่อครู ในวันนี้(ศ. 6 ต.ค. 2566) ว่า “จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดาร ลึกซึ้ง บริบูรณ์”

พ่อครูว่า… อาตมายังขยายความไม่เต็มที่นะ จรณะ15 วิชชา 8 มันเป็นสุดยอดของวิชาจรณะสัมปันโน ปันโน มันเป็นความบรรลุ เป็นสมบัติ ท่านเรียกว่าวิชชาจรณะสมบัติ เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้า

ซึ่งในอัมพัฏฐสูตรนั้น อัมพัฏฐมานพ ถกกับพระพุทธเจ้า เขาถือว่าเขาเป็นเจ้าของจรณะ 15 วิชชา 8 ไปอ่านดีๆเถอะในพระไตรปิฎกเล่ม 9 อัมพัฏฐสูตร เป็นสูตรที่ 3 ต่อจากสามัญญผลสูตรอ่านดีๆเถอะ มี dialogue ที่ตอบกันนะ สนุก ผู้ที่ชัดเจนในธรรมรสแล้วจะสนุกมาก 

ซึ่งอาตมาก็ชี้ชัดใน อัมพัฏฐสูตร พระเจ้าตรัสถึงความเสื่อม 4 ประการ ในความเสื่อม 4 ประการเป็นตัวชี้บ่งเอาไว้ ให้ตรวจสอบตรงนี้เลย   ความเสื่อม 4 ประการ 

  • ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า  โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 

พ่อครูว่า… ผู้ที่เข้าใจว่าอาจารย์ที่สอนจรณะวิชชาอยู่ในป่า ซึ่งไม่มีจริง 

  • ไม่เก็บผลไม้กิน  แต่ถือเสียม ตะกร้า  หาขุดเหง้าไม้    หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 

พ่อครูว่า… 2 นี้ก็เสื่อมหนัก ไม่มีแล้วธรรมวินัย ละเมิดธรรมวินัย

  • สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 

พ่อครูว่า… สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้านห่างประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อจะเดินบิณฑบาตได้ แต่ที่เสื่อมเพราะสร้างเรือนไฟ คือมีเรือนไฟ เรือนไฟคืออะไร เรือนที่บูชาด้วยไฟ โบสถ์วิหารหรือการปฏิบัติประพฤติบูชาด้วยไฟ สมัยโน้นยังไม่มีธูปเทียนเต็มที่ แต่ใช้กำยาน ใช้น้ำมันเปรียง น้ำมันเนย จุดเป็นไส้ให้มีเปลว กับจุดควันโดยใช้ข้าวสาร ใช้ขี้เลื่อยโปรยลงไปในถ่านไฟ ปล่อยให้มันมีควันบูชาด้วยไฟเรียกว่า พวกอัคคียัญ หรือพวกบูชาด้วยน้ำเรียกว่า สิญจนยัญ

เพราะฉะนั้นยังบูชาด้วยไฟ ยังจุดธูป จุดเทียน รดน้ำมูกน้ำมันพ่นน้ำมนต์เป็นเดรัจฉานวิชาทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจึงหนักยิ่งกว่าผู้ที่มีวินัย และแม้วินัยไม่มี เก็บผลไม้ในป่ากินแล้วก็ยังไม่เท่าไหร่ ไปสร้างเรือนไฟนี่ เหมือนกับธรรมกาย ธรรมกายนี่เป็นตัวอย่าง 100% ในความเสื่อม 4 ประการครบถ้วนบริบูรณ์ มีสภาพเชิงซ้อนด้วย เป็นสภาพเชิงซ้อน 

ทำเป็นธุดงค์เต๊ะท่าเดินเป็นขบวนสวยงาม มาเดินในเมือง อย่างนี้เป็นต้น ซับซ้อนมากเลย..ธรรมกายนี่ 

  1. สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง  แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร  เล่ม 9  ข้อ 163)

 พ่อครูว่า… หมายความว่าอะไร หมายความว่าอย่าว่าแต่ 4 แพร่งเลย วงเวียน 22 กรกฎามีกี่แยก  5 แยกมันแค่ลาดพร้าว และมี 5 แยกพลับพลาไชย แต่ไอ้นี่มันวงเวียนกรกฎา มันโอ้โห ไม่รู้กี่แยกเลย เรียกว่าทุกสายพุ่งเข้ามาหาอนุสาวรีย์ชัย เรือนไฟหรือว่าโรงเรือนที่เป็นอันนี้ของเขาเหมือนกับธรรมกาย ส่งรถออกไปรับทุกสายเข้ามา สู่วัด เขาบริการเพียบพร้อมนั่นแหละ 

ไม่ว่าจะเป็นพวกลืมตาที่ไปศึกษาเปรียญ 9 ศึกษา ดร. ศึกษาทั้งบัญญัติพยัญชนะก็ไปคิดว่าปฏิบัติคือหลับตาออกป่า พระออกป่าก็คือปฏิบัติ คือหลับตา ซับซ้อนเหมือนอย่างธรรมกาย ซ้อนด้วยว่าเป็นทั้งพระครู พระเมืองยิ่งใหญ่เรียกว่าแบบโลกที่เป็นโลกีย์เขา เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จัดจ้านทุกประการ เขารวมเอาไว้ที่เขาหมดเลย นี่คือความเสื่อมในข้อที่ 4 ธรรมกายนี้เป็นความเสื่อมในข้อที่ 4 เต็มรูปเลย นี่คือความเสื่อม 4 ประการที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เป็นการพิจารณา ถ้าขยายความแล้วจะ โอ้โห พระพุทธเจ้าคิดไม่ถึงเลยว่า ทุกวันนี้ยุคนี้มันจะมีองค์ประกอบพิสดาร พิกลพิการอะไร รวมเข้ามาเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งร่วมอยู่ด้วย โอ้โห อาตมาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาทำไมถึงเลอะเทอะกันได้ถึงขนาดนี้ ทำลายรูปธรรมพระพุทธเจ้าฉิบหายวายป่วงยับเยินหมดเลย ก็ไม่รู้จะว่ายังไง 

เพราะฉะนั้นจรณะ 15 วิชชา 8 เดี๋ยวจะต้องขยายความกันไปอีก อาตมายังจะขยายความในวิชชาจรณะ 15 วิชชา 8 ให้ละเอียดลออกว่านี้ ก็ไปละเอียดประมาณนึงแล้ว พวกเราที่มีภูมิปัญญามีดวงตาฟังแล้วอื้อหือ!เข้าใจได้ซาบซึ้ง อย่าเพิ่งชม เดี๋ยวจะไม่มีคำชมให้อาตมาอีก ที่จะได้อธิบายขยายความ จรณะ 15 วิชชา 8 ต่อไปอีก ฝากไว้ก่อนเถอะโอฬารสำหรับวันนี้ 

   _ลูกคนนี้ ประทับใจมากค่ะ เพราะตรงกับ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น รวมทั้ง การสรุปของท่านสมณะฟ้าไท ที่บอกว่า พวกเรา ได้รับฟังสิ่งใหม่ ๆ และได้รับอานิสงส์ 5 ประการจากการฟัง

พ่อครูว่า…อานิสงส์ในการฟังธรรม 5 ประการ ก็ไม่มีจบสิ้นง่ายๆ มันจะลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งมหาบัวพูดแล้วทาง Top News ก็เอาไปเปิดเป็น Title ของรายการธรรมะหลวงตาบัวอยู่ตอนนี้ 

_ก็เป็นเช่นนั้นอีกค่ะ ความซาบซึ้งใจ ที่มีต่อพ่อครู ที่ได้แสดง”อนุสาสนีปาฏิหาริย์” 

พ่อครูว่า…คำว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ก็ยังเข้าใจกันไม่ชัดเจน อนุสาสนีคือคำสอนพระพุทธเจ้า แล้วมันลึกซึ้งมาก ศีลเป็นปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์เพราะเหาะเหินเดินน้ำดำดิน หยั่งรู้ใจคนแบบลึกลับ ที่พิลึกพิลือเป็นแบบทิพย์แบบ magical มันไม่ใช่อย่างนั้น อนุสาสนีปาฏิหาริย์มันต่างกันเลยกับคนละเรื่องกับอิทธิปาฏิหาริย์อาเทศนาปาฏิหาริย์
อิทธินั้นเป็นรูป อาเทศนาปาฏิหาริย์เป็นนาม ไม่ใช่ความลึกลับความเก่งพิเศษที่มันพิเศษเกิน อิทธิปาฏิหาริย์นี้มันประหลาดๆ หรือแม้แต่อาเทสนาปาฏิหาริย์ก็ลึกแบบประหลาดๆ หาเหตุหาปัจจัยไม่ค่อยเจอเสียด้วยซ้ำ ไม่ใช่อย่างนั้น ของพระพุทธเจ้านี้มีเหตุมีปัจจัยจับต้องได้ด้วยอายตนะ 6 พิสูจน์กันเป็นคำสอน เอาค่อยๆอธิบายกันไป 

_ให้ลูกๆชาวโศก ได้เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา จิตวิญญาณ ด้วยปัญญาที่เกิดขึ้น บนเส้นทาง การปฏิบัติ ที่เลิศยอดสูงเยี่ยม ที่องค์สมเด็จพ่อ ได้ให้ไว้ แก่พุทธบริษัท 4 เป็นพุทธสมบัติ ที่ปรากฏ ใน”พุทธคุณ 9″

พ่อครูว่า…ในพุทธคุณมีฉายาอีก 8 ข้อ มีเนื้อแท้คือ 1 ข้อคือจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นเนื้อแท้ในพุทธคุณ 9 อีก 8 ข้อเป็นคำชม เป็นพระอรหันต์ เป็นภควะโต เป็นผู้สอนมนุษย์อย่างไม่มีใครเทียบ เป็นอะไรๆต่างๆนานา จนถึงขั้นสุดท้าย เป็นภะคะวะโต 

ที่ไม่มีผู้ใด จะสามารถขยายความ ได้พิสดาร ลึกซึ้ง บริบูรณ์ ในกาละนี้ ได้เทียบเท่า พระนิยตะโพธิสัตว์เจ้า พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

  พ่อครูว่า… คุณเข้าใจและอาตมาก็ยอมรับด้วยว่าถูกต้อง คนอื่นอาจจะอาเจียนเป็นโลหิตพุ่งออกจากปากเขาหมั่นไส้ ชมเชยยกมาก็รับเอารับเอา 

เขาเข้าใจไม่ได้อย่างที่พวกคุณเข้าใจก็น่าเห็นใจเหมือนกันไม่รู้จะทำยังไง เป็นยุคที่อาตมาเกิดมาชาตินี้ เดี๋ยวค่อยอ่านหนังสือเกิดมาชาตินี้ของอาตมา จริงอ่านแล้วคราวนี้จะมีคนมีโลหิตพุ่งออกจากปาก อาตมาก็ไม่รู้จะพูดยังไง มันจำเป็น มันจำเป็นจริงๆเกิดมาชาตินี้จำเป็น  จำนน  จำใจ  จำต้อง  จำทำ  ทุกอย่างเลย 

_ขอกราบขอบพระคุณพ่อครู ด้วยสุดเศียรเกล้าฯ กราบขอบพระคุณ ท่านสมณะ และท่านสิกขมาตุ เป็นอย่างสูงค่ะ ใบฟ้า ธรรมะธารา นาวาบุญนิยม

พ่อครูว่า… ทีนี่ก็มีอีก ของเข่ง ใจแก้ว นี่ก็ไปเยี่ยมพี่อยู่ปาดังเบซาร์ก็ส่งกระดาษน้อยๆ จดหมายมา 

_กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพศรัทธายิ่งค่ะ

และกราบสมณะและสิกขมาตุและญาติธรรมทุกท่านค่ะ

ดิฉัน เข่ง ใจแก้ว

ครบกำหนดจะกลับบ้านราชแล้วค่ะ ดิฉันกลับมาอยู่บ้านครั้งนี้ได้ประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ท่าน เพราะได้อยู่กับคนไม่มีศีลทางโลก พูดว่านี้ ว่านั้น ดิฉันเกิดอัตตา ภายในจิต ข้างในลึกๆดึงขึ้นมาให้รู้ว่าอาการไม่ชอบใจเกิดขึ้นแล้วนะ แต่ก็จะไม่แสดงออกมาให้เขาเห็น เขาจะพูดยังไงดิฉันก็นิ่งๆไว้ แล้วก็จัดการอาการอัตตาของเรา เปลี่ยนเป็นเมตตาขึ้น จิตของเราก็เย็นสบายขึ้น เขาก็ไม่รู้กับเราเลยค่ะ ดิฉันก็ได้ประโยชน์ เห็นอาการกิเลสลึกๆออกมาค่ะ จบเรื่องของญาติพี่น้องลูกหลานแค่นี้ค่ะ

ต่อไปเรื่องของคนนอก ญาติค่ะ อีกเรื่องค่ะที่ดิฉันจะเล่ามีปลัดเทศบาลฯคนหนึ่งเขาเล่า ชอบฟังธรรมพ่อท่านเป็นประจำ เขาบอกว่าคนที่นั่งฟังธรรมหน้าจอได้หายไป มีวันหนึ่ง พ่อท่านอ่านออกรายการ เข่ง ใจแก้ว กลับบ้านปาดัง เขาอยากเจอตัวดิฉัน พอเจอเขาก็คุยธรรมะ 1 ชั่วโมง พอเขาจะกลับ เขาก็นั่งลงกราบดิฉันค่ะ พอเห็นเขานั่งลง ดิฉันรีบนั่งลงไปด้วย ดิฉันพูดว่าไม่ต้อง ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันว่าคนมีปัญญาทางธรรม ย่อมเห็นคนมีคุณธรรม ใช่ไหมคะ พ่อท่านคะ

สุดท้ายกราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพสูงยิ่งค่ะ

พ่อครูว่า… ใช่ นี่ก็คือประสบการณ์และเอาความจริงที่ตัวเองมี เอามาใช้พวกนี้เป็นประโยชน์ ในการที่จะเรียนรู้ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ก็ได้ประโยชน์อย่างนี้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง 

ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15

การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าคือจรณะ 15 วิชชา 8 คืออย่างนี้ คืออย่างนี้แหละ 

ซึ่งมันประกอบไปด้วย อปัณณกปฏิปทา 3 กับศีล เป็นหัวข้อหลัก 

ที่จริงอาตมาตั้งใจวันนี้ว่าจะอธิบายเรื่อง ฌาน ถ้าเรื่องนี้จะต้องอธิบายไปอีกเยอะจรณะ 15 วิชชา 8 ว่าจะถึงฌาน เอาน่า อาตมาขอพักไว้ก่อนนะ ขออธิบายเรื่องฌานที่เตรียมเอาไว้ก่อน มันละเอียดพอสมควรมาแล้ว แต่อยากจะขยายตอนนี้จะได้ติดต่อที่ได้พูดเรื่องฌานนี้มาพอสมควรแล้ว อยากจะย้ำตรงนี้ ส่วน จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นแกนแก่นธรรมะพระพุทธเจ้า ยังไงๆฌานก็อยู่ในนี้ ฌาน ก็อยู่ในจรณะ 15 วิชชชา 8 ซึ่งเป็นฌานของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ฌานของเดียรถีย์ 

ถ้าฌานเดียรถีย์ก็ไปนั่งหลับตาเอา ฌานเดียรถีย์ก็จะต้องเข้าๆออกๆ คำนี้ แหม..ยิ่งใหญ่ ฌาน เดียรถีย์ คือฌานเข้าๆออกๆเข้าฌานออกฌาน แต่ฌานของพระพุทธเจ้าไม่มีเข้าไม่มีออกไม่มี ฌานของพระพุทธเจ้าคือปัญญา คือความกระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ทุกอย่าง แล้วจิตเจตสิกเป็นปัญญา ฌาน คือปัญญา เป็นความรู้เป็นธาตุรู้ ที่รู้เปิด ชัดเจน สว่าง ครบ ครบจักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก 5 ตัวนี้เป็นตัวขยายความหมายของความรู้เป็นธาตุรู้เป็นตัวรู้ที่รู้อย่าง จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลก(แสงสว่าง) 

อาโลก คือมีแสงสว่างจากพระอาทิตย์ แล้วก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย จักษุหรือมีจมูก ลิ้น กาย ทวารข้างนอก เปิดเผย รู้ 

เพราะฉะนั้นปัญญาญาณ วิชชา เป็นความรู้ที่เปิดเป็นความรู้ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พร้อม ไม่ใช่มีแต่อยู่ในใจ ในใจ ฌานก็ดี ปัญญาก็ดี ไปอยู่แต่ในใจเท่านั้นผิดหมดไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นของเดียรถีย์ 

ฌาน มันเป็นที่เรียกว่าวิสัย ฌานวิสัย นี่ เป็น สย เป็นตัวผู้ที่มียิ่งขึ้น ประเสริฐสุดแล้ววิสัย 

อาตมาอาศัยคำว่า สยะ แปลว่า ตัวตน 

อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย อาตมาเอามาใช้ 4 คำ อาศัย นิสัย วิสัย อนุสัย

สัย สยะ คือ ตัวตน ซึ่งอาตมาก็แยก สก สว สยะ

สย คือตัวละเอียด ส่วน ว นั้นเป็นตัวที่ 5 ของเศษวรรค ย ร ล ว เป็นตัวที่ 4 ออกนอกไซคลิก มาเป็น สวะ

สก ใช้พยัญชนะตัวแรกของพยัญชนะทั้งหมด 5 วรรคเลย  ก ข ค ฆ ง เป็นตัวต้นของวรรคต้น แล้วถึงจะมาเป็น จ ฉ ช ฌ ย 

ส่วน ย เป็นตัวแรกของเศษวรรค อย่างนี้เป็นต้น 

พยัญชนะก็เป็นตัวแทนสภาวะทั้งนั้น ถ้าเข้าใจลึกซึ้งถึงสภาวะกับพยัญชนะ ที่ถูกต้องจริงๆแล้ว มันก็จะได้รู้ความจริงที่ลึกละเอียดในพยัญชนะ ซึ่งอาตมาพอมีความรู้เรื่องนี้ ก็พูดเรื่องนี้มาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ซึ่งมันไม่ง่าย เดาไม่ได้ เดาสับสน เลอะเทอะ 

คำว่า ฌาน นี้ถึงขั้นวิสัย ไม่ใช่แค่ขั้นอาศัย ไม่ใช่แค่ขั้นนิสัย แต่เป็นขั้นวิสัยที่เป็นตัว สย เป็นตัวตนที่เปิดใช้งานเต็มรอบ อาศัย นิสัย วิสัย  3 เส้า แล้วมี อนุสัย เป็นตัวที่ 4 ที่อาตมาใช้ 4 คำ 

อนุสัยเป็นตัวจิต เจตสิก ตัวที่เป็นตัวแกนแก่นของจิตเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่มี สย ที่เป็น อนุ คือ สย ตัวน้อยตัวเล็ก ตัวที่มันสามารถเข้าไปหยั่งถึงได้ มันยิ่งกว่า สว ยิ่งกว่า สก คุณจะรู้ได้ เพราะฉะนั้น อาสวะ กับ อนุสย อาสวะตื้นกว่า อนุสย

 อาสวะ มี 10 แต่ อนุสัยมี 7 

สังโยชน์ที่จะสิ้นอาสวะมี 10 อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็เคยขยายความ วันนี้ขอผ่านไปก่อน 

สรุปตรงที่ว่า อาสวะ มันยังหยาบ ยังตื้น ยังตื้นกว่าอนุสัย อนุสัยนั้นสมบูรณ์กว่า ซึ่งสุดท้ายจริงๆแล้ว อนุสัยนี่ เป็นได้ทั้ง วิ สุดยอดกับแย่ อนุสัยแย่ก็คือเป็นกิเลสฝังลึกเลย อยู่ในอนุสัย 

ส่วน วิ เป็นอนุสยะ ที่เป็นของพระอรหันต์ขึ้นไป พระโพธิสัตว์ยิ่งต้องอาศัยมันนะ อาศัยอย่างวิสัยด้วย เกินกว่านิสัยนะ เป็นวิสัย เกินกว่านิสัยเป็นวิสัยเลยนะ เป็น อจินไตย 

เพราะฉะนั้นผู้ที่มีฌาน จึงอาศัย ฌาน ในขั้นวิสัย จึงไม่ได้เรียกว่า ฌานนิสัย แต่เรียกว่า ฌานวิสัย มันต้องอย่างนั้นเป็นตัวที่ใช้งานอยู่ทั้ง 2 ตัว โดยใช้ตัว วิ เป็นตัวพยัญชนะกำกับ ทำงาน 

เพราะฉะนั้น วิสัยนี้จะเป็นตัว Dynamic ถ้าอนุสัยนี้จะเป็นตัว Static อนุสัยเป็นตัวรูป วิสัยเป็นตัวนาม เป็นตัวเคลื่อน อนุสัยนั้นจะเป็นตัวหลัก ไม่ใช่ตัวเคลื่อน อย่างนี้เป็นต้น 

เพราะฉะนั้น ฌานที่มีอยู่ในชีวิตของคน จะเป็น ฌาน ที่ประกอบไปด้วยอายตนะ 6 ไม่ใช่ฌาน ที่มีอายตนะ 2 แค่อยู่ในจิต มี มนายตนะกับธรรมายตนะเท่านั้น..ไม่ใช่ มีครบ 6 คู่เลย ตั้งแต่ จักขายตนะ กับธรรมายตนะ แล้วก็มีทั้งโสตายตนะ มีทั้งเสียง มีทั้งจมูก ทั้งกลิ่นทั้งรส ทั้งสัมผัสกายายตนะ ทั้งมนายตนะ ครบหมด ฌาน จะมีครบหมดทุกประตูทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ฌานหมด ไม่ใช่หลับตาถึงจะมี ฌาน อยู่เท่านั้น ก็พูดมามากๆเรื่องนี้ 

พวกหลับตานี้จริงๆเลย ตรงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันไม่รู้รูปนาม มันไม่รู้จักจิตวิญญาณ ใน อาหาร 4 จิตวิญญาณรูปนาม มันไม่รู้ มันเหมือนกับโจรร้ายที่ทำลายศาสนาอยู่ โจรร้ายที่ทำลายบ้านเมือง ท่านไม่ได้เปรียบเทียบเป็นโจรร้ายที่ทำลายศาสนา พระราชาก็ให้ไปฆ่าโจรร้ายด้วยหอก 100 เล่มเช้า เจ้าพนักงานก็ไปฆ่าด้วยหอก 100 เล่มเช้า กลับมาพระราชาก็พบตอนกลางวันก็เลยถามว่า ตายหรือยังโจร ให้ใช้หอก 100 เล่มไปแทง เขาก็บอกว่ามันยังไม่ตาย พะย่ะค่ะ ก็ให้ไปฆ่ามันอีกด้วยหอก 100 เล่ม ไปฆ่ามันอีก เจ้าพนักงานก็ไปจัดการแทงด้วยหอก 100 เล่ม หอกหักหมดอีก ตกเย็นมาพระราชาพบเข้า เป็นยังไงตายหรือยังโจร ยังพะย่ะค่ะ ท่านก็จบด้วยปลายเปิดไว้แค่นี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ปลายเปิดหมายความว่า 

ไอ้คนที่มันหนังเหนียวมันแทงไม่เข้า มันไม่รู้สึกรู้สาอะไรนี่นะ มันก็คือโจรตรงนี้ ปากหอก ศาสนานี้ใช้ปากหอกเท่านั้น แทงเข้าไปเถิด แทงเข้าไป ปากหอกนั้นหักหมด ปากหอกไม่รู้กี่ร้อยเล่ม จนเดี๋ยวนี้ก็ยังแทงไม่เข้า ไม่รู้สึกรู้สาอยู่อย่างนั้นตลอด เด๋ออยู่อย่างนั้นไม่กระเตื้อง ไม่เขยิบขยับไม่เปลี่ยนแปลง ไม่รู้ว่า เอ๊..โพธิรักษ์พูดอะไร เอาหอกมาแทงอะไร หอกคืออะไร มีเหรอ มันไม่ระคาย มันไม่รู้สึกอะไร มันไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย โอย.. อาตมาละเมื่อยจริงๆ 

เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เหนื่อยเราก็ไม่เหนื่อย ไล่ไปเรื่อยๆ แทงไปเรื่อยๆ  เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย แทงๆๆ เอ้า ทำหอกมาให้อาตมาอีกเยอะๆหน่อย ช่วยทำหอกมาให้อาตมาหน่อย พูดให้มันสนุกหน่อยเบาๆบ้าง 

เพราะฉะนั้น ฌาน ที่มีอยู่แต่ใน  มนายตนะกับธัมมายตนะภายใน มันไม่ใช่ฌานของพุทธ มันใช่ มันเป็นของเดียรถีย์ของศาสนาอื่นที่ไม่ใช่พุทธ เขาก็มีฌานของเขาแบบนั้นอยู่ข้างใน เสร็จแล้วก็ออกจากฌานเข้าฌานใหม่ ซึ่งมันไม่มีของพระพุทธเจ้า ไม่มีเข้าไม่มีออก เอ๊ะ…มันอยู่ในสูตรไหน 

 _สู่แดนธรรม… มี 2 พระสูตรครับมีพระสารีบุตรคุยกับพระอานนท์ 

พ่อครูว่า… พระสารีบุตรพูดไว้หรือใครพูดไว้อีก ธัมมทินนา 

บอกว่าศาสนาพุทธไม่มีเข้าไม่มีออกหรอก ฌานน่ะ แต่ว่าอันนี้ดูเหมือนจะไม่มีคำของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพวกที่พุทธวจนเขาก็ไม่เอา ไม่รองรับว่าเข้าฌานออกฌาน เขาก็ยังไปนั่งหลับตาพวกพุทธวจนะ เพราะเขาบอกว่าไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยตรง เรื่องเข้าฌานออกฌาน ของพระสารีบุตรของพระธัมมทินนา ไม่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เข้าไม่ออก ไม่ต้องเข้าต้องออก มันเปิด ฌานนี่คือตาเปิดไม่ได้อยู่ในลักษณะต้องไปเข้าไปออก ต้องไปอยู่ในภาวะไม่มีแสงสว่างไม่มี อาโลก ไม่มีจักขุ ไม่มีหู ไม่มีตา ไม่มีจมูกไม่มีลิ้น ไม่มีกายไอ้นั่นไม่ใช่ฌานของพุทธ ฌานของพุทธเจ้าคือเปิดตาหูจมูกลิ้นกาย เปิดออกและมีแสงสว่างด้วยร่วมกัน 2 อย่างด้วยมีทั้งรูปทั้งนาม มีทั้งวัตถุ มีทั้งจิต นี่ฌานของพระพุทธเจ้า มีอายตนะ 6 พร้อม ภายนอกภายใน มีกาย มีจิต พร้อม 

เพราะฉะนั้นฌานของพุทธนี่ ที่สัมมาทิฏฐิจึงไม่ใช่ฌานที่ต้องเข้าต้องออก ไม่มี เพราะฉะนั้นใครยังพูดว่าต้องเข้าฌาน ออกฌานอยู่นี่ เราฟังก็รู้ได้เลย ว่าคุณยังพูดเรื่องเข้าฌานออกฌานนี่ อันนี้แค่ภาษาคำว่า เข้าฌานออกฌานนี้ก็ สื่อสภาวะ สื่อสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิแล้ว มันเป็นภาวะของไอ้ที่เข้าๆออกๆมันก็ต้องไปหลับตาเข้า         ก็เรียกว่าเข้า หลับตาก็ไปเข้า แล้วก็จะต้องเข้าไป พอลืมตาแล้วก็เขาว่าออกจากฌาน มันก็มีความหมายอยู่แค่นั้น 

ซึ่งฌานของพุทธนั้นลืมตาเสมอ เข้าฌานมีแต่ บุพเพนิวาสานุสติญาณ มีแต่สัญญา ไอ้คำว่า สัญญากำหนดภายนอกมันก็ได้ กำหนดภายในมันก็ได้ แต่ปัญญานี่มันไม่ใช่ตัวภายใน จะบอกว่าไม่ใช่ตัวภายในก็ไม่เชิงทีเดียว แต่มันรู้หมดทั้งภายในภายนอก แต่สำคัญคือต้องมีภายนอก ปัญญา จะว่าไม่มีภายในก็ไม่ใช่ มันใน ในลึกถึงขนาดอนุสัยเลย ปัญญา ในถึงขั้นอนุสัย แต่มันต้องมีภายนอก สัญญานะไม่มีภายนอกก็ได้ เพราะฉะนั้นมีแต่สัญญาไม่มีภายนอก ไม่เป็นปัญญา มันก็ได้อดีต 18 อนาคต 44 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มีทิฏฐธรรม มันไม่มี มันไม่เปิดให้แสงมีตากระทบสว่างอยู่ที่เป็นปัจจุบัน 

อาตมาก็อธิบายคำว่า ปัจจุบัน ปัจจุบันที่เป็นปัจจุบันชาติ มันต้องมีครบหมดทั้งตาเปิด หูได้รับเสียง อะไรต่ออะไรอยู่ครบในสภาวะ 2 ของทุกอัน ถ้าหลับตาเข้าไปนั้น ท่านตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร ว่า ปัญญาไม่มี ปัญญาอินทรีย์ไม่มี ปัญญาพละไม่มี ถ้าไม่มีมรรคมีองค์ 8  ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ 6 

ถ้าไม่มี 6 ประการนี้ปัญญาไม่มี มีแต่สัญญา สัญญากำหนดภายนอกก็ได้ สัญญากำหนดภายในก็ได้ อย่างที่อธิบายไปแล้ว 

เพราะฉะนั้นในนัยยะ 2 ใน 1 และ 1 ใน 2 ที่อธิบายนี้ จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่สุด ฌาน ของพุทธนั้นจะต้องเกิดพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ หรือวิชชา 8 จรณะ 15 หรือ จรณะ 15 วิชชา 8 อยู่ในกระบวนการของอันนี้จึงจะเกิดฌาน โดยมีศีลเป็นตัวกำกับ

คำว่า ศีล ต้องประกอบไปด้วยความเป็นสัตว์ ศีลข้อที่ 1 หรือ ประกอบไปด้วยวัตถุหรือพืชในศีลข้อที่ 2 คุณหลับตาไป คุณไม่มีสัตว์ คุณหลับตาไปคุณไม่มีวัตถุ ไม่มีพืชอะไรเลย คุณอยู่ในภพ คุณจะมีฌานมีปัญญาขี้หมาอะไร ใช่ไหม ศีลข้อ 1 ก็ไม่มี ศีลข้อ 2 ก็ไม่มี ศีลข้อ 3 ยิ่งไม่มีใหญ่เลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ใช่ไหม หลับตาไม่มีศีลเลย แล้วโมเมว่าศีลบรรลุแล้ว หลับตาแล้วว่า  ศีลบริสุทธิ์เอง โมเมชะมัดเลย แหม.. 

ที่จริงในโมเมสูตรของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีนะ มีแต่ของคุณนั่นแหละ โมเมสูตร ของใครของมัน 

ฌาน ของพุทธนี้เกิดในกระบวนการของจรณะ 15 วิชชา 8 มีศีลเป็นข้อกำหนดของลักษณะของกิเลส กิเลสแต่ละลักษณะ อย่างศีลข้อที่ 1 เราก็จะมีฌานที่กำหนดเกี่ยวกับสัตว์ มันก็จะเจริญ เมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขากับสัตว์ 

ศีลข้อที่ 2 คุณก็ไม่ต้องไปเมตตากับดิน ไปเมตตากับน้ำ ลม ไฟ หรือไปเมตตากับผลไม้ ไม่ต้อง หรือไปเมตตากับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) มันก็ไม่เกี่ยวกัน เมตตากรุณากับสัตว์ มันเกี่ยวกับ ชีวะ ระดับจิตวิญญาณในศีลข้อที่ 1 

เพราะฉะนั้นถ้าคุณเกิดกิเลสกับศีลข้อที่ 1 คุณก็ต้องรู้ว่ากิเลสมันเกิดจากศีลข้อ 1 กำหนดกับชีวะของสัตว์ ศีลข้อ 2 กำหนดกับวัตถุกับพืช ซึ่งก็มีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง 

ลักษณะศีลข้อ 1 มันเมตตา กรุณา ศีลข้อ 2 มันทุจริต สุจริต ศีลข้อ 3 มันก็ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เสพติด ทุกข์สุข สุขทุกข์ ตัวเป้าหมายหลักใหญ่ของเวทนาเลย สุขๆทุกข์ๆ มันต่าง มันละเอียดแยกออกไปนะ 

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเข้าใจในนัยยะที่อาตมาอธิบายพอสังเขป ขนาดนี้ยังไม่ได้ ยิ่งนัยยะละเอียดก็ยิ่งไม่ครบไม่สมบูรณ์แน่ ขนาดพอสังเขปหยาบๆแค่นี้ ก็ยังเข้าใจเพี้ยนแล้ว 

เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่เข้าใจว่าศีลมีความสำคัญ ศีลข้อ 1 สำคัญศีลข้อ 2 สำคัญ ศีลข้อ 3 สำคัญ เป็นหลักของธรรมะพระพุทธเจ้าเลยศีล 3 ข้อ เป็นหลักใหญ่เลย รายละเอียดของความเป็นสัตว์ รายละเอียดของความเกี่ยวข้องกับวัตถุกับพืชก็ละเอียดลงไปอีกได้ ละเอียดกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องกำหนด 

เพราะฉะนั้นยิ่งไปถึงศีลข้อ 3 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) มันจะไปกำหนดเรียนรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ซึ่งเป็นสัจจะขั้นอาริยะ เรียกกันเต็มๆรูปว่า อาริยสัจ แล้วเป้าที่จะไปพิจารณาก็ให้มาเรียนที่ทุกข์อาริยสัจ อาตมาไม่พยายามเรียกว่า อริยสัจ อาตมาให้พยายามใช้คำว่า ทุกข์อาริยสัจ เพราะคำว่า อริยะ เขาก็เพี้ยนไปแล้วคำว่า อารยะ เขาก็เปลี่ยนไปแล้ว อาตมาก็เลยมาใช้คำว่าอาริยะ ซึ่งก็เป็นอจินไตยอย่างหนึ่ง คำว่า อาริยะ มันเหลือหลักฐานอยู่ที่พระศรีอาริย์ ศรีอาริยเมตไตรย ธรรมดาเขาก็หายากคำว่า อาริยะ จนเขาบอกว่าไม่มีในพยัญชนะของบาลีคำว่า อาริยะ เขาหาว่าพูดเอาเอง

ก็ใช่ เขาจะบอกว่าอาตมาพูดเอาเองก็ได้ เพราะอาตมาก็เอาที่อาตมาเอง ไม่ไปเอาคำว่าอริยะและคำว่าอารยะของคุณนั่นแหละมาใช้ อาตมาก็เอาอันนี้ 

เรื่องสุขทุกข์นี่แหละ เป็นเป้าเลย ต้องมาเรียนรู้ที่เวทนาเพราะเวทนาเป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึกสุขทุกข์ศาสนาเทวนิยมไม่ได้เรียนไม่ได้รู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ เขายังหลงงมงายอยู่กับสุขด้วยซ้ำ โดยที่เขาไม่รู้ว่าถูกซาตานคือตัวทุกข์ มันเล่นงานอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็หลอกเขาอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ศีลข้อ 1 ให้เกิดเมตตาไม่อำมหิตโหดเหี้ยมเขาไม่รู้เรื่องเลย 

อาตมาเห็นสังคมโลกขณะนี้มันอวดเก่งที่จะใช้อำนาจบาตรใหญ่ เอาอาวุธมาฆ่ากันดูซิ ที่เขาทำกันอยู่ขณะนี้ ยังเป็นสงคราม มันไม่ใช่สงครามโลก 

ขอแวะตรงนี้อีกนิดว่า ประเทศไทย .. ท่านผู้บริหารทั้งหลาย แม้จะไม่ได้ยินที่อาตมาพูดไปนี้ เอาไปให้ผู้บริหารผู้ที่มีหน้าที่บริหารดูแลประเทศนี้ เอาไปให้ฟังหน่อยเถอะ ว่าไทยนี่พยายามรักษาความเป็นกลาง อย่าไปทำสงครามกับประเทศใดเลย ขออภัยที่อาตมาพูดถึงขนาดนี้ก็แล้วกัน ไม่ใช่อาตมาไม่รักประเทศไทยนะ อาตมารักประเทศไทย รักทุกอย่างในความเป็นประเทศไทย ไม่ใช่ว่าอาตมาเป็นอัตตานะ แต่ในขณะนี้เป็นอย่างนี้อาตมาต้องรักประเทศไทย ไม่ให้อาตมารักประเทศอื่นกว่า เพราะอาตมาเกิดมาชาตินี้เป็นคนไทย และก็ไม่ได้เกิดมาเป็นไทยชาตินี้ชาติเดียวด้วย อย่าถามต่อนะว่าเกิดชาติก่อนๆเป็นอะไรมาแล้วบ้างไม่พูด เป็นคนไทยนี่ อาตมาก็พอรู้อยู่ว่า อาตมาเกิดมาเป็นอะไรแล้วบ้างเกิดมาเป็นคนไทย แล้วได้ทำงานอะไรกับประเทศไทยมาบ้าง อาตมาขอไม่พูด ใครอย่ามาถาม อย่ามาล้วงความลับอันนี้ 

เพราะว่าพูดไปแล้วมันเปิดทางให้คนหลอกคน เอาปัจจุบันเรื่องที่สัมพันธ์กันนี้ เอาโพธิรักษ์คนเดียว ไม่ต้องไปเอาชาติก่อนๆมาพูดเท่าไหร่หรอก มันยังเคยมีพูดประวัติไปถึงว่าชาติก่อนๆของอาตมาไปบ้างยังมีนะ แต่อาตมาก็ไม่พยายามจะมากล่าวถึง ไม่พยายามจะมายืนยันเอามาใช้อะไรมากหรอก เอาปัจจุบันนี้ของจริงพิสูจน์อยู่ตรงนี้ 

เพราะฉะนั้นเทวนิยมนี่เป้าสำคัญก็คือสุข ทุกข์ เทวนิยมเขาไม่รู้หรอก เขาเป็นสุขนิยม เป็นสุขเที่ยง แล้วเขาก็จะเอาเที่ยง พระเจ้านี้เป็นเจ้าของสุขด้วย พระเจ้านี้เป็นเจ้าของสุขด้วย เขาไม่รู้เรื่องทุกข์ ที่อาตมาพยายามวิจัยวิจารณ์สุขทุกข์ให้ฟังว่ามันเป็นตัว 2ใน1,1 ใน 2 ที่หลอกแสนหลอกอยู่นี่ เขาไม่รู้ พูดอย่างไรก็ไม่กระเตื้อง 

เพราะฉะนั้น โลกุตรธรรมเท่านั้น ของพุทธที่สัมมาทิฏฐิจริงจังเท่านั้น ที่บรรลุ ดับความสุขความทุกข์ไปหมดเกลี้ยงเลย และพิสูจน์ปัจจุบันนี้ด้วย คุณต้องอ่านอาการของสุข กิริยาของอาการหรือกิริยาของจิต อาการสุขมันเป็นยังไง อาการทุกข์มันเป็นยังไง พระพุทธเจ้าท่านสอนแค่ว่าให้รู้อาการทุกข์ แต่มันยังมีอาการสุขที่ละเอียด จนกระทั่งเนียน ผู้รู้เก่าท่านเรียกว่าอันนี้เป็น วิปัสสนูปกิเลส สุขนี้แหละเป็นวิปัสสนูปกิเลส เป็นกิเลสอยู่ 

เพราะฉะนั้นจึงรู้ยากมาก มันไม่รู้สึกทุกข์แล้ว มันเบา มันทุกข์น้อย มันก็ติดอยู่ที่สุข เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้สุขนี่แหละ เหนือชั้นกว่าที่เรียนทุกข์อาริยสัจ ที่จะพูดได้ด้วยพยัญชนะว่า นี่แหละคือสุขของ         อาริยสัจ ที่อาตมาพูดอยู่ ต้องเข้าใจแล้วว่าคุณไม่หลงสุข ไม่ติดสุขไม่มีสุข อาการสุขไม่มีเลย เมื่อไม่มีสุขแล้วมียังไง มีแต่ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป นี่อาตมาก็ไม่ได้พูดเอง พระอรหันต์เจ้า พระโพธิสัตว์เจ้าองค์ก่อนก่อนพูดไว้ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มีแต่ตัวทุกข์เท่านั้น 

ทีนี้คนที่จะมารู้อาการทุกข์นี้ พิจารณารู้ทุกข์อย่างชัดทีเดียวก็คือ จากรสทางลิ้น โภชนะคือคำข้าว อาหารที่กินที่กระทบลิ้นนี่แหละ สิ่งที่กระทบลิ้น และจะรู้รสเสพรสหรือไม่เสพรส ติดรสหรือไม่ติดรส ตัวนี้เป็นตัวไขที่สุด 

เพราะฉะนั้น อย่างมหาบัวนี้ติดรสหมากพลูอยู่ ทั้งๆมันไม่ใช่อาหารเลย ยังติดอยู่ได้ขนาดนั้น ไม่มีความจำเป็นอะไร หมากพลูไม่มีความจำเป็น คนเจริญแล้วทุกวันนี้เขาไม่กินหมากพลู ยังมีคนที่ไม่เจริญที่ยังกินอยู่หมากพลู มันเป็นสิ่งเสพติด เสพติดตื้นๆ ไม่ได้เสพติดละเอียดลออยิ่งใหญ่อะไรเลย แต่รู้ไม่ได้ 

เสพติดแล้ว อาตมาก็เคยพูดวิจารณ์มาแล้ว ว่าอาตมาไม่เชื่อว่ามหาบัวไม่รู้ว่าการเสพติดคืออะไร โดยเฉพาะเสพติดหมากพลูที่ตัวเองติด อาตมาไม่เชื่อหรอกว่ามหาบัวไม่รู้ 

ขออภัยนะ อาตมาเชื่อว่ามหาบัวรู้ แล้วหลอกคนต่อด้วย เพราะฉะนั้นมหาบัวจึงหนัก หนักมากตรงที่ว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า คนที่โกหกคนอื่นทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองพูดความไม่จริง คนนั้นทำความผิดอะไรได้หมดทุกอย่าง ไม่มีทำความชั่วหรือทำความผิดอะไรไม่ได้ นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้า น่ากลัวมากเลย คนที่โกหกทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหกนี่เป็นคนทำชั่วได้ทุกประการ

_สู่แดนธรรม… สัมปชานมุสาวาท

พ่อครูว่า… สัมปชานมุสาวาท ซึ่งเป็นสุดยอด เหลือเวลาอีกแค่ 8 นาทีจะครบ 2ทุ่ม ตามนาฬิกาเรือนนั้น 

เพราะฉะนั้น โลกุตระเนี่ย เทวนิยมนี่ยังไม่กระดิกหู เทวนิยมยังไม่รู้เรื่อง ยังเป็นสุขนิยม ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องสุข เพราะฉะนั้นเรื่องทุกข์ไม่ต้องไปพูดกับเขาเลย เขาทุกข์อยู่เขาก็ไม่รู้เรื่อง เขาพยายามกลบเกลื่อน พยายามปกปิด พยายามเลี่ยง พยายามหนี พยายามทิ้ง พยายามใช้อำนาจ อำนาจทางอำนาจ อำนาจทางวัตถุ อำนาจทางอะไรก็แล้วแต่ มากลบเกลื่อนไปหมดอย่างที่เขาเป็น 

เพราะฉะนั้น วัตถุที่เขาเป็นอำนาจยิ่งใหญ่ทุกวันนี้คือ การฆ่า วัตถุฆ่า ทำอาวุธมาฆ่า นี่เป็นหยาบที่สุด ต่ำช้าที่สุด เสื่อมที่สุดแล้วในกระบวนความเป็นความโง่ 

เพราะฉะนั้นขอแวะตรงนี้อีกนิด ประเทศไทยไม่ต้องไปสร้างอาวุธแข่งใคร ขอแวะหน่อยไม่ต้องไปเก่งเลย สร้างอาวุธไม่เก่ง ช่างหัวมัน นี่เกิดคดี ไอ้เด็กไปดัดแปลงปืนอะไรไปยิง อายุ 14 คนไทยด้วย เฮ้อ นี่ก็เป็นนิมิตหมายอันนึง อาตมาก็ขอใช้เป็นประโยชน์ในการสำทับเรื่องธรรมะ 

เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ เมืองไทยเป็นเมืองโลกุตระ เรื่องเหล่านี้พยายามเลย นี่มันเกิดมาเป็นนิมิตหมายว่าให้เตือนสติ เด็กผู้ใหญ่ก็ดูกันให้ละเอียดลออ 

_สู่แดนธรรม… เขาเกรงว่าจะกลายเป็นไปลุกลามถึงสัมพันธภาพระหว่างประเทศด้วยครับ คือคนที่ถูกยิงตายเป็นชาวจีน 

พ่อครูว่า… ก็เลยไปกระทบกระเทือนหมด มันหลายชาติคนหลายชาติที่เสียชีวิต มันไม่ง่ายหรอกที่จะไปล้มล้างความอาฆาตมาดร้ายของมนุษย์ เพราะคนที่เขายังอาฆาตมาดร้าย เขายังถือเป็นเรื่องที่ต้องแก้แค้น แก้แค้นให้พ่อ แก้แค้นให้ปู่ด้วยนะ พวกอาฆาตมาดร้ายพวกนี้นี่ 

_สู่แดนธรรม…แล้วเด็กที่ยิงก็ใส่หมวกธงชาติอเมริกาด้วย 

พ่อครูว่า… มีอะไรต่ออะไรเป็นนิมิตหมายเป็นเครื่องหมายอะไรต่ออะไร มันก็เยอะ 

พระพุทธเจ้าถึงตรัสเรื่องที่อาตมาอธิบาย แปลว่า เรื่อง วณิชชา หรือว่าเรื่องการค้าการขายที่นรกจกกะเปรต ใช้ศัพท์ถึงขนาดนั้น คือ การค้าขายอาวุธ เป็นข้อที่ 1 ก็ได้อธิบายย้ำและผ่านมาหลายทีแล้ว 

การค้าขายอาวุธเป็นตัวต้นเลย ที่ 1เลย ที่หยาบต่ำที่สุดแล้ว แม้จะค้าขายสิ่งมอมเมา ค้าขายสิ่งเป็นพิษ เป็นข้อที่ 4 ที่ 5 อาตมาก็ว่ามันไม่หยาบเท่าอาวุธ ใช่ไหม อาวุธนี่มันหยาบที่สุดแล้วที่มันจะต้องเห็นต้องรู้ง่ายๆ ทำขึ้นมาทำไม อาวุธฆ่าคนน่ะ  แล้วก็ไปฆ่าสัตว์ใดๆอื่นๆด้วย ไปฆ่าคนนั่นน่ะมันสุดยอดที่เลวร้ายต่ำทรามที่สุดแล้ว 

พระพุทธเจ้าท่านตรัส ปาณาติปาตา ท่านไม่ได้ไปบอกพลังงานในระดับชีวะ ปาณะ มันยังไม่ถึงสัตตะ มันยังไม่ถึงจิตวิญญาณนะ แค่พลังงานที่เป็นชีวะขั้น ปาณะ อาตมาเคยขยายความมาแล้ว จิตวิญญาณ จิตนิยาม สัตตะ ปาณะ เจตภูติ ภูตะ 

คำว่า ภูตะ มันเป็นทั้งมหาภูติ เป็นทั้งวัตถุได้ มหาภูติ 4 เป็นดินน้ำไฟลม มาเป็นพีชะ มันก็เป็นภูตได้ เป็นภูตคามได้ แล้วมันขยายพัฒนามาเป็นพีชคาม จนมาเป็นเจตภูติ ขึ้นมาหาจิตแล้ว เจตภูต จากเจตภูติมันจึงจะมาเป็นชีวะ มาหา ปาณะ แล้วจึงมาเป็นสัตตะ 7 อย่างนี้เป็นต้น 

ความรู้ในความเป็นชีวะละเอียดๆพวกนี้ไปถึงขั้นจิตนิยาม นัยยะละเอียดของจิตเจตสิกต่างๆ ละเอียดอย่างที่อาตมาขยายไปนี้ ถ้าเดาแล้วเละนะ ถ้าไม่รู้จริงแล้วเอามาเดาพูดกันนี่เละ ผู้รู้มาไล่ประเดี๋ยวก็เมาเละเข้าป่าเลย ลงเหวลงนรกไปเลย ผู้รู้เขาไล่เข้ายุ่ง ทำเป็นแอ็ค มันไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นพวกที่ยังไม่รู้จักเทวนิยมโลกียะ ยังไม่รู้จักพวกนี้จึง  ยิ่งยุคนี้มันยุคใกล้กลียุค ความเจริญชนิดหนึ่งในพวกที่เจริญจำนวนน้อยเรียกว่าปลายยอดพีระมิด มันก็มียิ่งขึ้น แต่ในความเสื่อมทางฐานพีระมิดมันก็มากยิ่งขึ้น เรียกว่าลักษณะของสิ่งที่มันมีน้อย กระจุกกับกระจาย ความฉลาด หรือ ฉฬายตนะ เป็นกระจุก ความโง่ที่เป็น เฉกะ กระจาย เป็นฐานพีระมิดเป็นฐานไล่ลงมา มันใกล้กลียุคมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

เพราะฉะนั้น พวกเรานี้คือพวกที่คัดเฟ้น ละเอียดลึกซึ้งได้ขึ้นไปแล้วคนเหล่านี้ไม่เป็นภัยต่อฐานพีระมิด ส่วนฐานพีระมิด ยิ่งมาก ยิ่งร้าย ยิ่งโหด ยิ่งเป็นภัยต่อพีระมิดทั้งหมดเลย สักวันนึงพีระมิดของทางโน้นจะไม่เหลือหรอกมันจะพังกันเอง พวกนั้นล่ะเขาทำกันเอง 

ขณะนี้ สงครามที่ดุเดือดขณะนี้คือของ สายเจโต เจโตอย่างยิ่ง กำลังฆ่ากันดุเดือดขณะนี้ แล้วเป็นตระกูล ไม่ได้เป็นตระกูลต่างกันด้วยนะ เหมือนจะล้างเผ่าพันธุ์กัน นี่เป็นสิ่งที่เป็นเครื่องหมายชี้บ่งให้เห็นถึงความเสื่อมของโลกยุคใกล้กลียุค มันเป็นเช่นนี้จริงๆ มันต้องเกิดอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ 

เพราะฉะนั้น จงดูเป็นตัวอย่าง แล้วก็ศึกษาดีๆ พัฒนาดีๆ เอาเถอะ อาตมาก็คงยังไม่ถึงวาระที่จะตายวัน วันนี้เดี๋ยวก็มืดแล้ว นอนแล้ว คงจะไม่ตายหรอกวันนี้ แต่ตายพรุ่งไม่รู้นะ แต่คงยังไม่ตายวันนะ ตายพรุ่งยังไม่รู้ เดี๋ยวไปนอนแล้ว กว่าจะถึงพรุ่งนี้ยังไม่รู้ ถ้าตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ก็คงยังไม่ตาย ถ้ายังไม่ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ก็คงเด๊ดสะมอเร่แล้ว 

เอ้า สำหรับวันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน 2ทุ่มแล้วเลยไป 1 นาทีกว่าแล้ว เอ้า เจริญธรรมทุกคน …จบ